- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 7
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 7
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 7
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 7 ข้าไม่ได้ขัดสนเรื่องเงิน
[ถึงท่านหญิงมาร์เจอรี ไทเรลล์ผู้ทรงเกียรติ:
ข้าไม่ควรรบกวนท่านด้วยเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ แต่เนื่องจากท่านเป็นผู้สนับสนุนการเดินทางครั้งนี้ ข้าจึงเห็นสมควรต้องแจ้งให้ท่านทราบถึงความคืบหน้า หลังจากที่เราจากกัน ข้าได้พบกับเซอร์ท็อดด์ ฟลาวเวอร์สและทหารไทเรลล์หนึ่งร้อยนาย พวกเขาล้วนเป็นนักรบที่ยอดเยี่ยม ขอความกรุณาท่านช่วยส่งคำขอบคุณของข้าไปถึงท่านหญิงโอเลนน่าด้วย นอกจากนี้ข้ายังได้เกณฑ์กรรมกรจากท่าเรืออีกหนึ่งร้อยแปดคน ซึ่งข้าเชื่อว่าจะเป็นกำลังสำคัญในการเดินทางครั้งนี้
หลังจากพักที่ไฮการ์เด้นหนึ่งวันเพื่อเตรียมเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์ เราก็ออกเดินทาง ตามเส้นทางโรสโร้ดไปทางใต้เกือบหนึ่งเดือน จนมาถึงบริเวณใกล้ฮันนี่โฮลต์ ข้าวางแผนจะพักที่นี่สักระยะก่อนออกจากโรสโร้ดเพื่อมุ่งหน้าลงใต้ต่อไป อย่างไรก็ตามเรากลับพบปัญหาหนึ่ง ข้ารู้สึกละอายที่จะต้องยอมรับว่า นี่เป็นความผิดพลาดของข้าเอง ข้าไม่ได้คาดคิดเลยว่าเสบียงจะถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วเพียงนี้เมื่อมีกองกำลังกว่า 200 นาย โดยเฉพาะเมื่อข้าสัญญากับทหารใหม่ไว้ว่าจะมีเนื้อให้กินทุกวัน . . . ข้าเกรงว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าคงล้มละลายก่อนที่จะไปถึงเทือกเขาเรดเมาน์เทนเสียอีก
หลังจากตรึกตรองอยู่นาน ข้าจึงตัดสินใจเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อขอความช่วยเหลือจากท่านด้วยความนอบน้อม ข้ารู้ดีว่านี่เป็นคำขอที่ไม่สมเหตุสมผล และหากท่านปฏิเสธ ข้าก็จะไม่ถือโทษโกรธเคือง เพียงแต่การเดินทางครั้งนี้อาจต้องสิ้นสุดลงก่อนเวลาอันควร
อัศวินผู้จงรักภักดีที่สุดของท่าน,
แซมเวลล์ ซีซาร์]
. . .
ท่ามกลางสวนกุหลาบ มาร์เจอรีนั่งอยู่บนชิงช้า สายลมอ่อน ๆ พัดให้ปอยผมสีน้ำตาลของนางพลิ้วไหว ดวงตาของนางขมวดมุ่นขณะอ่านจดหมายในมือ ซึ่งภาพเช่นนี้ง่ายนักที่จะทำให้ใครต่อใครรู้สึกสงสาร
“เป็นอะไรไป? จดหมายของอัศวินคนไหนกันที่ทำให้เจ้าหมกมุ่นถึงเพียงนี้?”
ผู้พูดเป็นชายหนุ่มผู้มีท่าทีสุขุมนั่งอยู่บนรถเข็น เขามีใบหน้าผอมเรียว และหนวดเคราได้รับการตกแต่งอย่างเรียบร้อย เขาก็คือ วิลลาส ไทเรลล์ ทายาทแห่งไฮการ์เด้น และเป็นพี่ชายของมาร์เจอรี
“ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดหรอก พี่ชาย” มาร์เจอรีกระโดดลงจากชิงช้า ส่งจดหมายให้วิลลาสพร้อมกับทำปากยื่นอย่างขัดใจ “มันเป็นจดหมายจากแซมเวลล์ ทาร์ลี่ ชายคนนั้นกล้าดียังไงมาเขียนขอเงินจากข้า! แล้วนี่เขาเพิ่งถึงฮันนี่โฮลต์ เขาทำอะไรอยู่กันแน่ เที่ยวเล่นอยู่หรือไง?”
“แซมเวลล์? อ้อ ข้าจำได้แล้ว” วิลลาสกวาดตาอ่านจดหมาย แววตาฉายแววขบขัน “อัศวินนักบุกเบิกที่ชื่นชอบกุ้งทองคำคนนั้น? แล้วเจ้าสนับสนุนเขาอยู่หรือ?”
“ข้าแค่ช่วยคุณย่าทำตามแผนของท่านเท่านั้น”
วิลลาสขมวดคิ้ว “ข้าไม่เคยถามมาก่อน แต่ทำไมคุณย่าถึงส่งเซอร์ท็อดด์กับทหารรักษาการณ์ของเราหนึ่งร้อยนายไปช่วยเขาออกสำรวจ? เป้าหมายของท่านคืออะไร?”
มาร์เจอรีไหวไหล่ “ข้าเองก็ไม่รู้ทั้งหมด รู้แค่ว่ามันเกี่ยวข้องกับดอร์น”
“ดอร์น . . .” วิลลาสก้มลงมองขาของตนที่ได้รับบาดเจ็บ
ดอร์นตั้งอยู่ทางใต้สุดของเวสเทอรอส โดยมีเทือกเขาเรดเมาน์เทนกั้นขวางระหว่างดอร์นกับดินแดนของไทเรลล์ และเนื่องจากพื้นที่ติดกันมันก็มักเกิดความขัดแย้ง และศัตรูระหว่างดอร์นกับเดอะรีชก็ยืดเยื้อมานานนับพันปี โดยมีตำนานเล่าว่า เทือกเขาเรดเมาน์เทนเคยเขียวชอุ่มมาก่อน แต่กลายเป็นสีแดงเพราะเลือดของเหล่าทหารที่ล้มตายในสงครามนับศตวรรษ และขาของวิลลาสก็ได้รับบาดเจ็บจากเจ้าชายโอเบอริน มาร์เทลแห่งดอร์นในระหว่างการแข่งขันประลอง ซึ่งนี่ยิ่งทำให้ความบาดหมางระหว่างสองตระกูลรุนแรงขึ้นไปอีก
เมื่อเห็นพี่ชายดูครุ่นคิด มาร์เจอรีจึงจับมือเขาไว้ ราวกับต้องการปลอบโยน “อย่าห่วงเลย พี่ชาย เราจะทำให้ตระกูลมาร์เทลต้องชดใช้”
แต่วิลลาสกลับเพียงแค่ยิ้มส่ายหัว และพูดติดตลกว่า “จริง ๆ แล้ว ข้าไม่ได้เกลียดเขาหรอก พูดตามตรง เขาเอาชนะข้าอย่างขาวสะอาดในการประลอง ข้าไม่เคยโกรธเคืองเขา เจ้าคงไม่เชื่อ แต่ว่าพวกเรายังคงเขียนจดหมายถึงกันอยู่เลย โอเบอรินเพิ่งส่งสูตรทำเนื้อม้ามาให้ข้าลอง ข้าควรจะไปบอกพ่อครัวให้ลองทำคืนนี้”
วิลลาสส่งจดหมายคืนให้มาร์เจอรี “ส่วนเรื่องคำขอของอัศวินนักบุกเบิกของเรา เจ้าเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะสนับสนุนเขาต่อไปหรือไม่ หากต้องการเงินเพิ่ม บอกข้าได้”
มาร์เจอรีไม่แน่ใจว่าพี่ชายของตนยอมรับเรื่องนี้จริง ๆ หรือแค่เสแสร้ง แต่นางเลือกที่จะไม่ซักถามต่อ ก่อนที่นางจะถอนหายใจขณะรับจดหมายกลับมา “ข้าว่าคงต้องให้เขาต่อไป เราปล่อยให้เขากลับมาด้วยหางระหว่างขาเร็วขนาดนี้ไม่ได้”
“ก็ได้ แล้วเจ้าจะให้เท่าไหร่?”
“ห้าร้อย . . . ไม่สิ สามร้อยเหรียญทอง คราวนี้ข้าจะกำชับให้เจ้าตะกละนั่นใช้จ่ายให้ประหยัดขึ้นหน่อย!”
. . .
“ระวังเรื่องเงินงั้นหรือ? ข้าดูเหมือนคนขัดสนเงินทองหรือไง?”
คำพูดโอ้อวดของแซมเวลล์ทำให้กาวินมองเขาด้วยความกังวล
“แต่นายท่าน เงินที่ท่านให้ข้าสำหรับซื้อเสบียงใกล้จะหมดแล้ว . . .”
“เร็วขนาดนั้นเลยหรือ?” แซมเวลล์ดูประหลาดใจ แต่ยังคงสีหน้าสงบนิ่ง
เมื่อเห็นเช่นนี้ กาวินจึงรู้สึกคลายกังวลลงเล็กน้อย แต่ยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมเจ้านายของตน “นายท่าน ท่านไม่จำเป็นต้องใจกว้างกับพวกเราขนาดนี้ก็ได้ แม้ว่าท่านจะสัญญาว่าจะให้เนื้อกับพวกเรา แต่แค่ซุปเนื้อก็เพียงพอแล้ว ทุกวันนี้ท่านแจกเนื้อวันละยี่สิบปอนด์ มันออกจะฟุ่มเฟือยไปหน่อย . . .”
“ถ้าพวกเขาไม่ได้กินอิ่มหนำ แล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปฝึกซ้อม?” แซมเวลล์โต้กลับ “อย่าห่วงเรื่องเงินไปเลย ข้าไม่ได้ขัดสน!”
กาวินถอนหายใจ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความอบอุ่นที่ก่อตัวขึ้นในใจของเขาได้ “นายท่าน ท่านเป็นอัศวินที่ใจกว้างที่สุดที่ข้าเคยพบมา”
แซมเวลล์รับคำชมอย่างสบายใจ ก่อนจะยื่นเหรียญทองให้กาวินเพิ่ม “เอาล่ะ ไปที่หมู่บ้านแล้วซื้อเสบียงเพิ่ม ดูว่ามีอะไรที่เรายังไม่ได้ซื้อบ้าง ไม่ว่าราคาเท่าไหร่ กวาดมาให้หมด”
“รับทราบ นายท่าน”
ความฟุ่มเฟือยของแซมเวลล์ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แม้ว่าเงินทุนของเขาจะร่อยหรอลงเรื่อย ๆ แต่เขาก็มั่นใจว่า ตระกูลไทเรลล์คงไม่ปล่อยให้เขาล้มเหลวแน่
ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ลงทุนส่งทหารชั้นยอดมาถึงร้อยนาย จะไม่ยอมจ่ายเพิ่มอีกสักหน่อยได้อย่างไร? แถมแซมเวลล์ยังรู้ดีว่าท่านหญิงโอเลนน่าต้องมีจุดประสงค์ของนาง แต่ทุกพันธมิตรก็ต้องมีผลประโยชน์ร่วมกัน จนกว่านางจะบรรลุเป้าหมายของตน เขาก็ยังคงกุมความได้เปรียบไว้ในมือ
หลังจากกาวินออกไป แซมเวลล์เดินไปยังด้านหน้าค่ายและออกคำสั่ง “เอาล่ะ การฝึกวันนี้ เริ่มได้!”
ทันใดนั้นเขาก็เป่าแตรเรียกพล และเพียงชั่วอึดใจ ทหารใหม่ก็กรูกันออกจากเต็นท์ เข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งจริง ๆ แล้ว แซมเวลล์ไม่ได้มั่นใจในวิธีฝึกของตนมากนัก ประสบการณ์เดียวที่เขามีเกี่ยวกับการฝึกทหารคือจากหน่วย ROTC[1] สมัยเรียนมหาวิทยาลัยในชีวิตก่อนของเขา
แซมเวลล์คนเดิมเคยถูกบิดาบังคับให้เข้ารับการฝึกทางทหารก็จริง แต่ความทรงจำเหล่านั้นกลับดูเลือนรางราวกับเปลือกหอยที่กระจัดกระจายตามชายหาด ทำให้เขาต้องค่อย ๆ เก็บรวบรวมและต่อเข้าด้วยกัน และนับตั้งแต่ตัดสินใจเดินทางสำรวจครั้งนี้ เขาก็เริ่มทบทวนความรู้ด้านยุทธศาสตร์ที่แซมเวลล์คนเดิมเคยมี พร้อมกับนำแนวคิดทางการทหารยุคใหม่ที่เขาเคยอ่านจากหนังสือ ภาพยนตร์ และซีรีส์มาผสมผสานเข้าด้วยกัน รวมกับประสบการณ์บริหารจัดการจากชีวิตก่อนของเขา จนค่อย ๆ พัฒนาระบบการฝึกที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น
ส่วนผลลัพธ์ล่ะ? แซมเวลล์ยังไม่แน่ใจ คงต้องรอให้ถึงสนามรบจริงจึงจะพิสูจน์ได้ แต่ตอนนี้อย่างน้อยเหล่าทหารใหม่ก็สามารถเข้าใจคำสั่งพื้นฐาน ตั้งแถวเป็นระเบียบ และทำการต่อสู้แบบง่าย ๆ ได้แล้ว จากที่เคยเป็นกลุ่มคนที่วุ่นวายไร้ระเบียบ ตอนนี้พวกเขาเริ่มดูเหมือนทหารจริง ๆ
ซึ่งสิ่งที่แซมเวลล์ไม่รู้เลยก็คือ วิธีฝึกของเขากำลังทำให้เซอร์ท็อดด์ ฟลาวเวอร์ส ผู้ยืนมองจากระยะไกลเกิดความกระอักกระอ่วน ตอนที่แซมเวลล์ประกาศว่าจะรับสมัครกรรมกรท่าเรือ ท็อดด์มั่นใจว่ามันต้องเป็นหายนะแน่ ๆ เขาคิดว่าแซมเวลล์ เจ้าขุนนาง ‘ขี้แพ้’ แห่งเดอะรีช คงทำให้ทหารใหม่พวกนี้หนีหายไปหมดก่อนที่จะไปถึงชายแดนเสียอีก
แต่ผลกลับกลายเป็นตรงกันข้าม ไม่เพียงแต่ไม่มีใครหนีไป พวกเขากลับกลายเป็นกลุ่มทหารที่มีระเบียบวินัยจนน่าประหลาดใจ และภายในเวลาเพียงเดือนเดียว พวกเขาดูดีพอที่จะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นทหารอาชีพ ทำให้ความดูแคลนในตอนแรกของท็อดด์ ค่อย ๆ กลายเป็นความสนใจอย่างจริงจัง เขาเริ่มจับตามองการฝึกของแซมเวลล์อย่างใกล้ชิด แต่วิธีการฝึกที่แปลกประหลาดเหล่านี้ก็ทำให้เขาทั้งตกตะลึงและ . . . หวาดหวั่นเล็กน้อย
ชายคนนี้เป็น ‘ลูกไม่ได้เรื่อง’ ของตระกูลทาร์ลี่จริง ๆ หรือ? ถ้าลอร์ดแรนดิลล์ถึงขั้นปฏิเสธลูกชายคนนี้ แล้วทายาทที่เขาเลือกไว้มันจะยอดเยี่ยมขนาดไหนกัน?
ท็อดด์สังเกตว่าในช่วงแรกแซมเวลล์ยังดูเก้ ๆ กัง ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับเริ่มชำนาญขึ้น มั่นใจขึ้น และทหารใหม่ก็มีพัฒนาการที่เห็นได้ชัด ทั้งรูปลักษณ์และขวัญกำลังใจของพวกเขาเปลี่ยนไปมาก
แน่นอนท็อดด์รู้ดีว่าทหารใหม่พวกนี้ยังอ่อนประสบการณ์ ไม่อาจเทียบกับทหารอาชีพได้ แต่การที่แซมเวลล์ทำให้พวกเขาก้าวหน้ามาถึงขนาดนี้ภายในเวลาเพียงเดือนเดียวนั้น มันก็ถือว่าน่าประทับใจยิ่งนัก เพราะเขาเองยังไม่แน่ใจว่าตัวเขาจะทำได้ดีขนาดนี้หรือไม่
“มันก็แค่เพราะพวกนั้นได้กินเนื้อทุกวัน เลยมีแรงเหลือเฟือ” คาร์เตอร์ อัศวินฝึกหัดของท็อดด์พึมพำด้วยความอิจฉา
[1] ROTC คือ กองกำลังการฝึกทหารสำรอง หรือจะเรียกแบบบ้าน ๆ เราก็ประมาณ รด.