- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือแซมเวลล์ ทาร์ลี่
- ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 6
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 6
ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 6
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือ แซมเวลล์ ทาร์ลี่ ตอนที่ 6 เกณฑ์ทหาร
“ท่านลอร์ดซีซาร์ผู้ทรงเกียรติ ข้าชื่อท็อดด์ ฟลาวเวอร์ส ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านหญิงโอเลนน่า มารายงานตัวครับ!”
แซมเวลล์มองอัศวินที่ค้อมศีรษะให้เขาและทหารไทเรลล์อีกหนึ่งร้อยนายที่ยืนอยู่ข้างหลัง โดยไม่สามารถปกปิดความประหลาดใจได้ เขาคิดว่าทหารหนึ่งร้อยนายที่ท่านหญิงโอเลนน่าสัญญาไว้นั้นคงเป็นแค่ชาวนาที่เพิ่งถูกเกณฑ์มา พวกที่แทบไม่เคยจับดาบมาก่อน และถูกดึงออกมาจากไร่นาโดยตรง
แต่ทหารที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขากลับเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียง มีแววตาดุดัน และดูผ่านศึกสงครามมาอย่างโชกโชน ชัดเจนว่าพวกเขาเป็นทหารฝึกหัดของตระกูลไทเรลล์ พวกเขาสวมชุดเกราะหนัง พร้อมอาวุธครบมือ ดาบ โล่ หอก และธนู ทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการรบ
กองกำลังเช่นนี้สามารถยึดดินแดนของขุนนางรายย่อยได้อย่างง่ายดาย แล้วท่านหญิงโอเลนน่ากลับมอบพวกเขาให้แก่เขาทั้งหมด? แซมเวลล์เริ่มตระหนักว่าเขาอาจประเมินความมุ่งมั่นและทรัพยากรของ ‘ราชินีหนาม’ ต่ำเกินไป
แน่นอนนางเองก็คงประเมินเขาต่ำไปเช่นกัน เพราะเขาไม่ใช่คนที่ใครจะใช้เป็นหมากบนกระดานได้ง่าย ๆ
เมื่อมองไปยังเหล่าทหารไทเรลล์ ดวงตาของแซมเวลล์ฉายแววตื่นเต้น เขาจะทำให้สตรีแห่งไทเรลล์เหล่านี้ได้เห็นว่า . . . เดี๋ยวนะ ทำไมเขาต้องตำหนิตัวเองด้วย?
หลังจากเรียบเรียงความคิดใหม่ แซมเวลล์ก็หันมามองผู้นำของเหล่าทหาร เซอร์ท็อดด์ ฟลาวเวอร์ส ชายผู้นี้ดูมีอายุราวสามสิบปี สูงใหญ่ และมีรอยแผลเป็นที่พาดจากหูซ้ายไปถึงมุมปาก แต่สิ่งที่ทำให้แซมเวลล์สนใจมากที่สุดก็คือนามสกุลของเขา ‘ฟลาวเวอร์ส’
ในอาณาจักรทั้งเจ็ดของเวสเทอรอส บุตรนอกสมรสของชนชั้นสูงแต่ละภูมิภาคจะมีนามสกุลเฉพาะ ‘สโนว์’ ในแดนเหนือ, ‘ริเวอร์ส’ ในริเวอร์แลนด์, ‘แซนด์’ ในดอร์น และ ‘ฟลาวเวอร์ส’ ในเดอะรีช
ในเวสเทอรอสการเกิดมาเป็นบุตรนอกสมรสไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะไร้ค่าเสมอไป หากได้รับพระราชโองการ พวกเขาสามารถถูกทำให้เป็นทายาทโดยชอบธรรม และมีสิทธิในมรดกเกือบเทียบเท่าผู้สืบทอดโดยสายเลือดแท้
ซึ่งที่จริงแล้วมันก็บุตรนอกสมรสหลายคนที่เคยเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ของเวสเทอรอส อย่างเช่น ‘บลัดเรเวน’ ไบรน์เดน ริเวอร์ส และจอน สโนว์ ที่ในไม่ช้าก็จะกลายเป็นตัวละครสำคัญของเรื่อง ดังนั้นแซมเวลล์จึงสงสัยว่า เซอร์ท็อดด์ ฟลาวเวอร์ส เป็นบุตรของขุนนางคนใดในเดอะรีชกันแน่
เมื่อแซมเวลล์ยังคงเงียบอยู่ ท็อดด์เงยหน้าขึ้นและถามว่า “ลอร์ดซีซาร์ พวกเราพร้อมแล้ว ท่านต้องการออกเดินทางเลยหรือไม่?”
แซมเวลล์ยิ้ม และตอบว่า “ยังไม่ ตอนนี้ข้ายังต้องเกณฑ์คนเพิ่มอีกเล็กน้อย”
ท็อดด์ขมวดคิ้ว “ท่านจะเกณฑ์เพิ่มอีกหรือ?”
“ใช่” แซมเวลล์ตอบโดยทำเสียงร้อนรนเล็กน้อย “เทือกเขาเรดเมาน์เทนเต็มไปด้วยสัตว์ป่าและชนเผ่าภูเขาที่เป็นศัตรู ข้าต้องมีคนมากกว่านี้ถึงจะรู้สึกปลอดภัย”
ท็อดด์นึกตำหนิลูกชายคนโตผู้ ‘ไร้ค่า’ แห่งตระกูลทาร์ลี่ในใจ แต่ก็ทำได้เพียงเดินตามแซมเวลล์เข้าไปในเมือง และหลังจากผ่านไปไม่นานท็อดด์ก็เริ่มสงสัยและถามขึ้น “ลอร์ดซีซาร์ เราไม่ไปที่ค่ายทหารรับจ้างหรือ?”
“ไม่”
แซมเวลล์ไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม และเดินต่อไป ไม่นานพวกเขาก็มาถึงท่าเรือตามแนวแม่น้ำแมนเดอร์ และเนื่องจากตอนนี้เป็นช่วงกลางวันที่แดดร้อนจัด คนงานท่าเรือส่วนใหญ่จึงหลบแดดอยู่ในที่ร่ม
“ส่งคนของเจ้าไปแจ้งคนงานเหล่านี้ว่า ข้า แซมเวลล์ ซีซาร์ ภายใต้คำสั่งของลอร์ดเมซ กำลังจะเดินทางไปยังเทือกเขาเรดเมาน์เทนเพื่อยึดครองดินแดนใหม่ ใครที่ต้องการเข้าร่วม ข้าจะจัดหาอาหารและเครื่องดื่มให้ รวมถึงมื้อหนึ่งที่มีเนื้อทุกวัน นอกจากนี้ข้าจะจ่ายค่าจ้างเดือนละเจ็ดสิบเหรียญแดง และหากมีผู้ใดเสียชีวิต ครอบครัวของเขาจะได้รับค่าชดเชยห้าเหรียญเงิน” แซมเวลล์หันไปบอกท็อดด์
ท็อดด์ลังเลเล็กน้อย “นายท่าน ท่านไม่ให้มากเกินไปสำหรับคนพวกนี้หรือไม่?”
แซมเวลล์โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนที่จะพูดด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ “ขุนนางที่ใจกว้างย่อมได้รับความภักดีจากผู้คน ไปทำตามที่ข้าสั่งเถอะ”
“ขอรับ นายท่าน”
ไม่นานข่าวการเกณฑ์คนของแซมเวลล์ ซีซาร์ ก็แพร่กระจายไปทั่วท่าเรือ
“มื้อหนึ่งมีเนื้อทุกวัน? เจ็ดสิบเหรียญทองแดงต่อเดือน และถ้าตายครอบครัวจะได้ค่าชดเชยห้าเหรียญเงิน? แน่ใจนะ?”
“แน่ใจสิ ท่าเรือทั้งท่าเรือพูดถึงเรื่องนี้กันหมด”
“มันจะเป็นเรื่องหลอกลวงหรือเปล่า?” กาวินขมวดคิ้ว “ซีซาร์? ไม่เคยได้ยินตระกูลนี้มาก่อนเลย”
“เจ้ารู้จักขุนนางทุกคนในเดอะรีชหรือไง?” เพื่อนของเขาสวนกลับ “และมันไม่น่าจะเป็นเรื่องหลอกลวงหรอก ดูทหารที่ยืนอยู่ตรงนั้นสิ ถ้าไม่เชื่อลองไปดูเองเถอะ”
กาวินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งไปพร้อมกับคนอื่น ๆ
หลังจากนั้นไม่นานคนงานท่าเรือเกือบทั้งหมดก็มารวมตัวกัน เงื่อนไขที่เอื้อเฟื้อเช่นนี้ มากพอจะทำให้คนยากจนเหล่านี้กระตือรือร้น พวกเขายอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่ออะไรที่น้อยกว่านี้เสียอีก
แซมเวลล์ยืนอยู่บนแท่นสูงมองกลุ่มคนที่มารวมตัวกัน และเปล่งเสียงดังว่า “ข้าคือแซมเวลล์ ซีซาร์ อัศวินบุกเบิกที่ลอร์ดเมซแต่งตั้ง! วันนี้ข้ากำลังเกณฑ์คนเพื่อร่วมเดินทางไปยังเทือกเขาเรดเมาน์เทนเพื่อยึดครองดินแดนใหม่ แต่ข้าจะไม่รับทุกคน และมีเงื่อนไขบางประการ อย่างแรกเจ้าต้องมีอายุระหว่าง 18 ถึง 35 ปี!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายกลุ่มหนึ่งก็เดินจากไปด้วยความผิดหวัง ทำให้ฝูงชนบางตาลงเล็กน้อย แต่ยังคงมีผู้คนเหลืออยู่นับร้อย
จากนั้นแซมเวลล์ชี้ไปที่ประภาคารอันห่างไกลแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้ วิ่งไปที่ประภาคารให้เร็วที่สุด แล้วกลับมาที่นี่!”
บางคนยืนงงอยู่ แต่ผู้ที่เข้าใจจุดประสงค์ของการทดสอบก็รีบออกตัววิ่งทันที
แซมเวลล์จับตามองพวกเขา และเมื่อผู้ที่วิ่งเร็วที่สุดเริ่มกลับมา เขาก็สั่งให้ท็อดด์ส่งคนไปหยุดผู้ที่ยังวิ่งช้าตามหลัง และบอกพวกเขาว่าพวกเขาถูกคัดออกแล้ว
เมื่อได้นับจำนวนคนที่เหลืออยู่ แซมเวลล์ก็พบว่ายังคงมีมากเกินกว่าที่เขาจะสามารถเลี้ยงดูได้ เพราะการเลี้ยงดูทหารจำนวนมากมันย่อมใช้เงินจำนวนมหาศาล และในทางเทคนิคแล้วในฐานะเมืองขึ้นของตระกูลไทเรลล์ เขาควรจะขออนุญาตลอร์ดเมซก่อนทำการเกณฑ์ทหาร
แต่เขาไม่มีความต้องการที่จะไปพบท่าน ‘ลอร์ดอ้วน’ ผู้ที่ไม่ชอบหน้าเขาอยู่แล้ว และเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธ ดังนั้นเขาจึงวางแผนจะรับสมัครเพียงประมาณหนึ่งร้อยคนโดยไม่แจ้งขออนุมัติ ซึ่งจำนวนนี้ถือว่าน้อยพอที่ลอร์ดเมซสามารถมองข้ามไปได้
แซมเวลล์ปีนขึ้นไปบนที่สูงแล้วชักดาบออกมา และยกขึ้นในแนวราบตรงหน้าตนเอง ก่อนจะสั่งให้ผู้ที่เหลือเดินลอดดาบของเขาทีละคน โดยสำหรับผู้ที่สามารถเดินผ่านไปได้โดยไม่สัมผัสคมดาบ เขาจะกล่าวว่า “เจ้าผ่านแล้ว”
แต่สำหรับผู้ที่เตี้ยเกินไปจนไม่สามารถแตะคมดาบได้ เขาก็เพียงแค่ส่ายหัว และกล่าวว่า “ขออภัย เจ้าถูกคัดออก”
กาวินที่ยืนดูอยู่ด้านข้าง สังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่า ขุนนางผู้นี้กำลังใช้ส่วนสูงเป็นเกณฑ์คัดเลือกสุดท้าย ทำให้เขารู้สึกกังวล และเมื่อถึงคราวของเขา กาวินก็กัดริมฝีปากแน่นแล้วก้าวไปข้างหน้า
แต่เมื่อเข้าใกล้ดาบความสิ้นหวังก็พลุ่งขึ้นมาในใจ มันเป็นอย่างที่เขากลัว เขาสูงไม่พอ! แต่ในขณะที่กำลังเดินลอดใต้ดาบ เขาก็เขย่งปลายเท้าขึ้น พร้อมกับหลับตาแน่น เขารู้ว่ากลอุบายเล็ก ๆ นี้สามารถถูกจับได้ง่าย แต่เขาไม่สนใจ และจะไม่วันยอมแพ้ เพราะตั้งแต่ที่เขาเกิดมาในสลัม เขาใฝ่ฝันมาตลอดว่าจะได้เป็นมหาดเล็กของอัศวิน แต่ขุนนางที่ไหนจะเลือกเด็กสามัญชนที่ไร้นามสกุล?
ทำให้คราวนี้เมื่อได้ยินว่ามีอัศวินกำลังออกเดินทางไปยึดดินแดนใหม่ ความหวังของกาวินก็ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง เขารู้ถึงอันตรายของชีวิตชายแดน แต่ถ้าประสบความสำเร็จ ขุนนางใหม่จะถือกำเนิดขึ้น
แน่นอนว่าเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เป็นขุนนางเอง แต่เขาหวังว่าตนเองจะมีคุณค่าพอที่จะเป็นมหาดเล็กของอัศวิน แต่ตอนนี้ความฝันนั้นกลับดูเหมือนจะหลุดลอยไปอีกครั้ง กาวินกลั้นหายใจ รอให้โชคชะตาของตนเองถูกตัดสิน แต่แปลกนัก เพราะตอนนี้เสียงของอัศวินกลับไม่ดังขึ้น ซึ่งกาวินก็ไม่กล้าหันกลับไปมองเช่นกัน แต่ก็ปฏิเสธที่จะถอยออกไป ทำให้เขาได้แต่ยืนเขย่งปลายเท้าอยู่อย่างนั้น
วินาทีค่อย ๆ ผ่านไป ขาของเขาเริ่มสั่น หน้าของเขาแดงก่ำ หยาดเหงื่อไหลเป็นสายลงมาตามใบหน้า แต่เขายังคงฝืนยืนอยู่
ในขณะที่แซมเวลล์ที่เห็นกลอุบายของเด็กหนุ่ม แต่ก็ไม่ได้คัดเขาออก เพราะเขาอยากดูว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะอดทนได้นานแค่ไหน
ดวงอาทิตย์ยามเที่ยงแผดเผา หยาดเหงื่อของกาวินระเหยไปก่อนที่มันจะตกถึงพื้น แซมเวลล์เอง แม้จะยืนในท่าปกติก็เริ่มรู้สึกเมื่อยล้าแล้ว แต่เด็กหนุ่มตรงหน้ากลับยังยืนหยัดต่อไป ทั้งร่างของเขาสั่นเทา ใกล้จะล้มลงเต็มที แต่ก็ไม่ยอมแพ้ จนกระทั่งในที่สุด เมื่อสายตาของกาวินเริ่มพร่ามัว เขาก็ได้ยินเสียงหนึ่งดั่งปาฏิหาริย์
“ดีมาก เจ้าผ่านแล้ว”
ตุบ!
กาวินทรุดลงกับพื้น หอบหายใจราวกับปลาติดเบ็ด และเขาก็เห็นอัศวินคุกเข่าลงข้าง ๆ พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้ากลม ๆ ของเขา
“เด็กน้อย เจ้าชื่ออะไร?”
“ข้า . . . ข้า นายท่าน ข้าชื่อกาวิน!”
“ดีมาก กาวิน ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าจะเป็นคนดูแลม้าของข้า”
ดวงตาของกาวินเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา “ขอรับ นายท่าน!”