เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 98

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 98

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 98


มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 98 ข้าเดิมพันด้วยดาบ

“อินทรีทองคำตัวนี้ราคาเท่าไหร่?” วิเซริสถาม

“ขออภัยนายท่าน ตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดง ข้าเลี้ยงมันมาตั้งแต่เป็นลูกนก . . .” ชายผู้พูดเป็นชาวโดธรากี แต่ภาษาวาเลเรียนของเขากับดูคล่องแคล่วผิดคาด ดูเหมือนว่าเขาจะอาศัยอยู่ในไทโรชมาเป็นเวลานานมาก

“สิบเหรียญทองมังกร” วิเซริสเสนอราคาแรกขึ้นมา

“นายท่าน มันไม่ใช่เรื่องของเงิน . . .” สีหน้าของชาวโดธรากีแสดงความลังเลอย่างชัดเจน

“สิบห้าเหรียญทองมังกร”

“นายท่าน อินทรีตัวนี้ . . .” ชาวโดธรากีชะงักไปแค่เล็กน้อย

“สามสิบเหรียญทองมังกร”

ชาวโดธรากีถอนหายใจ ก่อนจะพยักหน้าอย่างจำใจ “โปรดดูแลมันให้ดี”

ในที่สุดวิเซริสก็ได้อินทรีทองคำมา นอกจากนี้เขายังซื้อ นกฮูกเขา ให้กับแดเนริสอีกตัวหนึ่ง โดยวิเซริสบอกนางว่านกฮูกสามารถมองเห็นในที่มืดได้ และแดเนริสก็ตื่นเต้นที่อยากลองสัมผัสประสบการณ์นั้นด้วยตัวเอง

หลังจากทำการซื้อขายเสร็จวิเซริสก็ชวนชาวโดธรากีคนนั้นมาคุยเป็นการส่วนตัว “เหตุใดเจ้าจึงไม่กลับไปยังทุ่งหญ้าโดธรากีเพื่อใช้ความสามารถของเจ้า?”

“คาลาซาร์ของข้าอยู่ใกล้ทะเลทรายแดง” ชาวโดธรากีอธิบาย “แต่เมื่อทะเลทรายแดงขยายตัว เราถูกบีบให้ต้องย้ายถิ่น สุดท้ายเราก็ต้องปะทะกับคาลที่ชื่อว่า ‘บาร์โบ’ เขากลืนคาลาซาร์ของเราเข้าไป ข้าจึงต้องหนีออกมา . . .”

“บาร์โบ? เขาไม่ใช่พ่อของคาลโดรโกหรอกหรือ?” วิเซริส ถาม

“ใช่แล้ว ท่านพูดถูก ตอนนี้คาลาซาร์นั้นตกเป็นของคาลโดรโก”

ทันทีที่ชื่อ ‘คาลโดรโก’ ถูกเอ่ยขึ้น แดเนริสก็หันมาสนใจทันที อิลลิริโอเคยเสนอให้นางแต่งงานกับคาลโดรโก แม้ว่าวิเซริสจะสัญญาว่าจะไม่ใช้นางเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่เมื่อได้ยินชื่อของคาลโดรโกอีกครั้ง มันก็ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย

ในขณะเดียวกันวิเซริสก็เริ่มครุ่นคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจของ ‘การเดินทัพตะวันตก’ ของคาลโดรโก ซึ่งเขารู้มาจากเรื่องราวเดิมว่าคาลโดรโกประกาศจะเคลื่อนทัพไปยังเวสเทอรอสหลังจากที่แดเนริสตั้งครรภ์ โดยให้เหตุผลว่าการแต่งงานทำให้เขามี ‘สิทธิ์’ ในบัลลังก์เหล็ก แต่วิเซริสกับมองว่ามันเป็นเหตุผลที่อ่อนเกินไป

ทะเลโดธรากี ถูกขวางกั้นจากเวสเทอรอสด้วยนครเสรีและทะเลแคบ อีกทั้งเวสเทอรอสก็สามารถระดมกองทัพนับแสนได้ ต่อให้คาลโดรโกมีข้ออ้างเรื่องสิทธิ์ในบัลลังก์ เขาก็คงไม่ตัดสินใจบุ่มบ่ามเช่นนั้น

และตอนนี้วิเซริสก็เชื่อว่าเขาเจอคำตอบแล้ว . . . ทะเลทรายแดง!

การขยายตัวของทะเลทรายทำให้ทรัพยากรลดลง และความขัดแย้งในหมู่โดธรากีก็เพิ่มขึ้น นี่ต่างหากคือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้คาลโดรโกต้องมองหาดินแดนใหม่

แต่ในเมื่อแดเนริสจะไม่แต่งงานกับคาลโดรโกอีกต่อไป นั่นก็หมายความว่าคาลโดรโกไม่มีเหตุผลที่จะยกทัพไปเวสเทอรอสทันที และเป้าหมายของเขาต่อไปก็อาจจะเป็น นครเสรีแทน และถ้าหากในอนาคตวิเซริส ต้องการยึดครองดินแดนในนครเสรี การปะทะกับคาลโดรโกก็จะหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะกังวลเรื่องนั้น ดังนั้นวิเซริสจึงเลือกที่จะเก็บความคิดเหล่านี้ไว้ก่อน หลังจากนั้นวิเซริส และพรรคพวกก็ออกเดินสำรวจไทโรชต่อไป โดยที่ไหนก็ตามที่พวกเขาไป รีจิสจะอดไม่ได้ที่จะอวดแผลเป็นใหม่บนลำคอของเขาเสมอ

“ดูสิดาบโค้งยาวสองฟุตฟันเข้ามาเต็ม ๆ!” รีจิสคุยโวพลางยืดคอขึ้น “มันยาวขนาดนี้ แทงเข้าไปตรงนี้ แล้วทะลุออกด้านหลังเลยนะ!”

ซึ่งก่อนที่ใครจะทันถามอะไร รีจิสก็เล่ารายละเอียดทั้งหมดออกมาซะแล้ว จนทำให้คนอื่น ๆ ออกอาการเขินแทน ก่อนที่พวกเขาจะเดินไปเรื่อย ๆ จนไปเจอแผงขายน้ำยาย้อมผมกลางแจ้ง เจ้าของแผงตั้งเตียงไว้หลายเตียงให้ลูกค้าสามารถนอนหรือนั่งขณะเทสีย้อมลงบนศีรษะ โดยวิเซริสคิดว่าน้ำยาย้อมผมนี้น่าจะมีกลิ่นแรงแน่นอน แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ต้องผิดคาด เพราะมันดันมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ทำให้พวกเขาที่ไม่เคยเห็นกระบวนการย้อมผมมาก่อน พวกเขาจึงหยุดยืนดูด้วยความสนใจ

และแน่นอนรีจิสก็เริ่มโชว์แผลเป็นที่คออีกครั้ง หวังสร้างความประทับใจให้ลูกค้าที่กำลังย้อมผม จนสุดท้ายดิกก็ทนไม่ไหวจึงพูดขึ้นมาว่า “รีจิส ทำไมเจ้าไม่ลองย้อมผมดูบ้างล่ะ? ข้าจะจ่ายให้เอง”

เมื่อรู้ตัวว่าถูกล้อ รีจิสจึงรีบหดคอและเอามือแตะหัวล้านของตัวเอง ทำให้โจราห์กับคนอื่น ๆ พากันหัวเราะลั่น

. . .

ตลอดสองวันถัดมาวิเซริสมุ่งเน้นไปที่การจัดการของที่ยึดได้จากศึกที่ผ่านมา โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับเมริสและคนอื่น ๆ ในฐานะทหารรับจ้าง พวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องใช้เรือมากนักจึงมีการหารือกันเรื่องการขายเรือบางส่วน และเมริสก็เสนอให้วิเซริสเก็บเรือลำหนึ่งไว้เอง เพราะเขามีบทบาทสำคัญในสมรภูมิครั้งนี้

แต่แทนที่เขาจะขายหรือใช้มัน วิเซริสกลับตัดสินใจเก็บเรือลำนี้ไว้ก่อน และขอให้เมริสใช้เงินจากการขายเรือลำอื่น ๆ ไปซื้ออาวุธชุดใหม่แทน เขารู้ดีว่าหากต้องการให้คนของเขาภักดีต่อเขา เขาต้องดูแลพวกเขาให้ได้ก่อน โดยการเปลี่ยนอุปกรณ์เก่าและปรับปรุงเสบียงอาหารต้องใช้เงิน และเงินพวกนี้ก็ไม่ได้มาฟรี ๆ

‘ถ้าพวกเจ้ากินอาหารของข้า ใช้อาวุธของข้า เวลาถึงคราวต้องรบ พวกเจ้าก็ต้องสู้เพื่อข้า’ วิเซริสคิดในใจ

อย่างไรก็ตามอาวุธนั้นหาไม่ยากนัก แต่ชุดเกราะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะราคาของชุดเกราะแพงกว่ามาก ด้วยเหตุนี้ สองวันก่อนวิเซริสจึงส่งจดหมายถึงอิลลิริโอขอให้เขาหาทางจัดหาชุดเกราะให้ และตอนนี้ก็เป็นเวลาที่ชายแก่คนนั้นต้องช่วยเหลือเขาบ้าง

สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว และในที่สุดกลุ่มของพวกเขาก็ขึ้นเรือมุ่งหน้าไปยังค่ายของวินด์โบลนบนแผ่นดินใหญ่ และนี่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของเส้นทางทหารรับจ้างของวิเซริส

ค่ายของวินด์โบลนมีทหารประมาณ 4,000 นาย เต็นท์ผ้าสีน้ำเงินกางเรียงรายสุดลูกหูลูกตาครอบคลุมเนินเขาสองลูก ธงลายฟ้า-ขาวขนาดใหญ่และเล็กปลิวสะบัดไปตามสายลม

“นี่คือค่ายของเรา” เมริสอธิบายกับวิเซริส  “กัปตันชอบเรียกมันว่า ‘ปราสาทผ้าใบ’ เพราะเราสามารถเก็บมันลงและเคลื่อนที่ได้ภายในหนึ่งชั่วโมง”

ตลอดหลายวันที่ใช้เวลากับเมริส วิเซริสก็สังเกตเห็นว่าเมริสนั้นเคารพนับถือ ‘ทาร์เทอร์ดพรินซ์’ อย่างกับเป็นพ่อของนางเอง และเมื่อพวกเขาเข้าใกล้ทางเข้า ทหารเฝ้าหอคอยก็ส่งสัญญาณไปยังเบื้องล่าง ประตูค่ายเปิดออกอย่างรวดเร็ว ยามรีบย้ายเครื่องกีดขวางออก และให้พวกเขาเข้าไปด้านใน ซึ่งทันทีที่เข้าไปทาร์เทอร์ดพรินซ์ก็เรียกประชุมเหล่าหัวหน้าหน่วย และในฐานะสมาชิกใหม่วิเซริสก็ต้องเข้าร่วมด้วย

“แดเนริส ไปกับข้าเถอะ” เมริสกล่าวพลางกวักมือเรียกหญิงสาว ในฐานะนักสอบสวนเมริสไม่ได้เข้าร่วมประชุมการรบอยู่แล้ว นางจึงเสนอจะพาแดเนริสไปเรียนรู้อะไรบางอย่างในค่าย

หลังจากบอกลาแดเนริส วิเซริส และดิกก็เดินเข้าไปในกระโจมหลัก โดยภายในนั้นมีเพียงเก้าอี้ไม่กี่ตัว และมีแผนที่ขนาดใหญ่ที่ปิดผนังไว้ราวกับเป็นประตูบานหนึ่ง

ไม่นานนักทหารรับจ้างเคราแดงในวัยสี่สิบก็ก้าวเข้ามาในกระโจม และทักทายดิกด้วยท่าทางขี้เล่น “เฮ้ ดิก! ฮันนีมูนเป็นยังไงบ้าง?”

“ก็ไม่เลวหรอก แต่เจ้าคงต้องรออีกนานหน่อยกว่าข้าจะให้เจ้ามีน้องชายตัวน้อย” ดิกตอบกลับทันควัน

“ไปลงนรกซะ!” ชายคนนั้นหัวเราะ ก่อนจะหันไปมองวิเซริส พร้อมกับดิกที่แนะนำขึ้นม่าวา “นี่คือ วิเซริส ทาร์แกเรียน แชมป์ดาบแห่งบราวอส สมาชิกใหม่ของเรา”

“วิเซริส นี่คือ บีนส์ บาค หัวหน้าหน่วยของกองพันที่สี่”

“บาค” วิเซริสพยักหน้าต้อนรับอย่างมีมารยาท

“งั้นเจ้าก็คือ ‘ราชาขอทาน’ น่ะเหรอ?” บาคเลิกคิ้วถาม

“ใช่ ข้านี่แหละ”

“ฮ่า ๆ! เจ้ารู้ไหมว่าคนเรียกกัปตันของเราว่าอะไร? ‘เจ้าชายรุ่งริ่ง (ทาร์เทอร์ดพรินซ์)’ เจ้าน่าจะเข้ากับเขาได้ดี”

บาคเป็นคนอัธยาศัยดี ทำให้ไม่นานพวกเขาทั้งสองก็เริ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน และไม่นานนักหัวหน้าหน่วยจากกองพันต่าง ๆ ก็เริ่มทยอยเข้ามา โดยพวกเขามีความหลากหลายอย่างเห็นได้ชัด บางคนผิวดำ บางคนผิวขาว บางคนผิวสีน้ำตาลหรือมะกอก จากนั้นหัวหน้าหน่วยสองคนชายผิวดำกับชายผิวขาวก็เดินเข้ามาพร้อมกัน

ตามที่ดิกบอกพวกเขาทั้งสองมีชื่อเดียวกันนั่นก็คือ ‘เจอร์รอลด์’ และเพื่อแยกแยะกัน คนที่มีปานแดงขนาดใหญ่บนหลังถูกเรียกว่า ‘เรดแบ็ค เจอร์รอลด์’ ส่วนอีกคนถูกเรียกว่า ‘แบล็ค เจอร์รอลด์’ นอกจากนี้ตามธรรมเนียมของทหารรับจ้าง ทุกคนมักจะกวาดสายตามองรอบ ๆ ห้องเมื่อเข้ามา และวิเซริสก็สะดุดตาทุกคนทันที ไม่ใช่เพียงเพราะผมสีเงิน ดวงตาสีม่วง และชุดเกราะที่ประณีต แต่เพราะเขายังอายุน้อยเกินไป

สายตาของเหล่าทหารรับจ้างเต็มไปด้วยความสงสัย พวกเขารู้ว่ากัปตันของพวกเขาไม่มีทางยอมให้เด็กหนุ่มอายุเพียงเท่านี้มีอำนาจบังคับบัญชา ดังนั้นหนึ่งในหัวหน้าหน่วยจึงเดินเข้าไปหาวิเซริสอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่เขาจะทันพูดอะไร ‘ทาร์เทอร์ดพรินซ์’ ก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับหัวหน้าทหารรับจ้างคนสนิทอีกสองคน

หนึ่งในนั้นเป็นชายร่างยักษ์สูงเกิน 1.9 เมตร ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น ที่เอวเขาห้อย อารัค (ดาบโค้งของโดธรากี) ทำจากเหล็กวาเลเรียน บนคมดาบมีลวดลายคล้ายคราบเลือดกระเซ็น อีกคนเป็นชายวัยห้าสิบมีใบหน้าที่ดูผ่านโลกมามาก พร้อมเคราสีเทา

จากนี้ไปวิเซริสจะต้องเผชิญกับกฎเกณฑ์ของเหล่าทหารรับจ้างอย่างแท้จริง!

“คนที่มีแผลเป็นคือแค็กโก และคนที่มีเคราขาวคือเดนโซ พวกเขาเป็นลูกน้องที่กัปตันไว้ใจที่สุด” ดิกกระซิบกับวิเซรีส และเป็นที่ชัดเจนว่าทั้งสองมีบทบาทที่แตกต่างกัน แค็กโกเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง ในขณะที่เดนโซเป็นที่ปรึกษาผู้ช่ำชอง

ทันทีที่ทาร์เทอร์ดพรินซ์นั่งลงเต็นท์ก็ตกอยู่ในความเงียบงัน เขากวาดตามองทั่วทั้งห้อง และทุกคนก็ปรับท่าทีให้ดูเรียบร้อยขึ้น

“ข้ามีเรื่องที่จะพูดสามประการ” ทาร์เทอร์ดพรินซ์กล่าวขึ้น “ประการแรกข้าได้ต่อสัญญากับไทโรชแล้ว ศัตรูของเรายังคงเป็นคนเดิมในตอนนี้”

วิเซรีสขมวดคิ้วเล็กน้อย และสังเกตเห็นว่าน้ำเสียงของกัปตันเต็มไปด้วยอำนาจการบังคับบัญชา บางคนก็พยักหน้ารับอย่างครุ่นคิด แต่ส่วนใหญ่ยังคงนิ่งเฉย

ในขณะนั้นเอง ทหารรับจ้างร่างเตี้ยล่ำที่มีรอยสักรูปใยแมงมุมก็ลุกขึ้นและเอ่ยถามว่า “ท่านผู้บัญชาการ กองทัพสหายแมวป่ายังคงรับใช้ลิสอยู่หรือไม่?”

“ถูกต้อง” ทาร์เทอร์ดพรินซ์ตอบ

“ข้าขออาสาไปรับใช้ที่ทะเลสาบชิลด์ต่อ แม้จะเป็นเพียงทหารธรรมดาก็ตาม!”

“เราจะพูดเรื่องนั้นกันทีหลัง” ผู้บัญชาการกล่าวหนักแน่น

แน่นอนว่าทหารรับจ้างคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเวบเบอร์ หัวหน้าหน่วยของกองพันที่เจ็ดคนเก่า ก่อนที่เขาจะนั่งลงด้วยความไม่เต็มใจ และดูเหมือนอยากพูดอะไรอีก แต่เมื่อเห็นแค็กโกซึ่งนั่งอยู่ข้างขวาของทาร์เทอร์ดพรินซ์ส่งสายตาปราม เวบเบอร์จึงเงียบลงทันที

“ประการที่สอง” ทาร์เทอร์ดพรินซ์กล่าวต่อ “เราต้องการกำลังประจำการที่ทะเลสาบชิลด์ ใครเต็มใจไปบ้าง?”

“ข้าเอง!” บีนส์ บาค ซึ่งนั่งอยู่ข้างวิเซรีสลุกขึ้นโดยไม่ลังเล

ทาร์เทอร์ดพรินซ์พยักหน้า กองพันของบาคส่วนใหญ่เป็นพลธนูจึงเหมาะสมกับภารกิจนี้ดี ทว่าเวบเบอร์กลับดูร้อนรน เห็นได้ชัดว่าเขาผิดหวังที่ไม่ได้ถูกเลือก

“ประการที่สาม” ทาร์เทอร์ดพรินซ์กล่าวพร้อมชี้ไปทางวิเซรีส “วิเซรีส ทาร์แกเรียน”

วิเซรีสลุกขึ้นและเผชิญหน้ากับทุกคน ซึ่งทุกสายตาของเหล่าทหารรับจ้างก็จับจ้องมาที่เขาทันที และตรวจสอบรูปลักษณ์ที่ยังเยาว์วัยของเขา แน่นอนว่าพวกเขาสังเกตเห็นเขาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นใกล้ ๆ ความสงสัยของพวกเขากลับยิ่งเพิ่มขึ้น เขายังเด็กมากจนแม้แต่การเป็นทหารสนับสนุนก็ดูไม่เหมาะสม

“เจ้าจะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยของกองพันที่เจ็ด และรับผิดชอบการสร้างมันขึ้นใหม่” กัปตันประกาศ

“ขอรับ!” วิเซรีสตอบกลับทันที แต่ก่อนที่เขาจะได้นั่งลงเวบเบอร์ก็โต้แย้งขึ้นทันที “ท่านผู้บัญชาการ เขาอายุเท่าไหร่กัน? ถ้าให้เขาเป็นหัวหน้าหน่วยของกองพันที่เจ็ด พวกเราก็ยุบมันไปเลยเถอะ!”

คำท้าทายของเวบเบอร์ตรงไปตรงมา และคราวนี้แค็กโกก็ไม่ได้ส่งสายตาปรามเหมือนก่อน เพราะการทำให้เหล่าทหารรับจ้างเชื่อฟังผู้นำที่ยังหนุ่มแน่นเช่นนี้เป็นเรื่องยาก นายทหารทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนใช้เวลาอย่างน้อยเจ็ดถึงสิบปีในฐานะทหารรับจ้าง และต้องมีอายุสามสิบหรือสี่สิบกว่าจะได้ตำแหน่งนี้

“นี่คือการตัดสินใจของข้า” ทาร์เทอร์ดพรินซ์กล่าวหนักแน่น “ถ้าเขาไม่สามารถสร้างกองพันที่เจ็ดขึ้นใหม่ภายในสามเดือน มันจะถูกยุบ นอกจากนี้วิเซรีสเป็นแชมป์การประลองดาบของบราวอส”

คำพูดของทาร์เทอร์ดพรินซ์ทำให้บรรยากาศตึงเครียดในห้องผ่อนคลายลง แม้พวกเขาจะยังไม่มั่นใจว่าวิเซรีสจะนำพวกเขาได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยเขาก็เป็นนักดาบที่พิสูจน์ฝีมือมาแล้ว การคว้าแชมป์การประลองดาบแห่งบราวอสย่อมหมายความว่าเขามีทักษะที่แท้จริง ซึ่งทำให้หลายคนสบายใจขึ้น

อย่างไรก็ตามวิเซรีสรู้สึกได้ถึงสายตาวิจารณ์ที่ยังคงจับจ้องมาที่เขา และมันก็เป็นของแค็กโก สายตาของพวกเขาสบกัน และวิเซรีสก็รู้สึกถึงความปรารถนาในการต่อสู้ที่ต่างฝ่ายต่างมี

“ถ้าใครอยากทดสอบฝีมือของข้า หรืออยากลองเปรียบเทียบฝีมือก็เชิญได้เสมอ” วิเซรีสกล่าวพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แฝงไปด้วยอารมณ์ขันแบบหยาบ ๆ ที่เหมาะกับกลุ่มทหารรับจ้าง และคำพูดของเขาก็ได้ผลทันที เพราะมีบางคนหัวเราะออกมา และคนอื่น ๆ ดูเหมือนจะเปิดใจยอมรับเขามากขึ้น

“ข้าคนหนึ่งล่ะ!”

“ข้าด้วย!” อีกคนกล่าวเสริม

ไม่นานก็มีสามถึงสี่คนแสดงความต้องการจะท้าทายเขา รวมถึงเวบเบอร์อย่างที่คาดไว้ แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ แค็กโก แม้จะดูน่าเกรงขามกลับไม่ได้ก้าวออกมา และเพียงเฝ้าดูอย่างเงียบ ๆ

“ไม่มีปัญหา ข้าจะรอพวกเจ้าที่กองพันที่เจ็ด” วิเซรีสกล่าวด้วยความมั่นใจ “แต่ข้าว่าการดวลจะน่าเบื่อหากไม่มีเดิมพันอะไรให้ตื่นเต้น”

ว่าแล้ววิเซริสก็ชักดาบของตนออกมาและยกขึ้นให้ทุกคนเห็น ซึ่งทหารรับจ้างที่เป็นนักรบมากประสบการณ์สามารถรู้ได้ทันทีว่าดาบเล่มนั้นคือดาบเหล็กกล้าวาเลเรียนของแท้

“ทุกท่าน ดาบเหล็กกล้าวาเลเรียนเล่มนี้คือรางวัลของข้าในศึกกระบี่แห่งบราวอส หากใครสามารถเอาชนะข้าได้ มันจะเป็นของผู้นั้น!”

ข้อเสนอของวิเซรีสทำให้ห้องทั้งห้องเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทหารรับจ้างต่างตกตะลึงกับความกล้าได้กล้าเสียของเขา ชายหนุ่มผู้นี้เริ่มต้นด้วยการเดิมพันครั้งใหญ่ และความท้าทายนี้กระตุ้นให้หลายคนอยากลองทดสอบฝีมือกับเขา!

โปรดติดตามตอนต่อไป …

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 98

คัดลอกลิงก์แล้ว