เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 97

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 97

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 97


มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 97 เศียรแรกกลืนกินคนใกล้ตาย เศียรที่สามพ่นชีวิตใหม่ออกมา

ข้อเสนอของวิเซริสไม่ได้รับการคัดค้าน หลังจากออกจากสำนักงานกลุ่มของเขาก็มุ่งหน้าไปยังวิหารของเทพเจ้าสามเศียรทันที

ไทโรชมีประชากรราว 300,000 คน โดยมากกว่า 200,000 คนเป็นทาส ขณะที่พวกเขาเดินผ่านเมือง พวกเขาจึงเห็นทาสเปลือยกายนับไม่ถ้วน หลายคนทำงานเป็นกรรมกร คนงานเหมือง หรือทำงานที่ต่ำต้อยอื่น ๆ ทางโดยทางตะวันตกของไทโรชในเหมืองทองแดงเพียงแห่งเดียวก็มีทาสมากกว่า 30,000 คน รวมตัวอยู่ที่นี่ ส่วนทาสที่โชคดีกว่าบางคนก็อาจได้รับหน้าที่เป็นบริกร เสมียน หรือช่างฝีมือ

ระหว่างเดินวิเซริสก็ครุ่นคิดถึงปัญหาของระบบทาสไปในตัว การปลดปล่อยทาสทั้งหมดในคราวเดียวนั้นดูเป็นสิ่งสูงส่ง แต่ก็อาจนำไปสู่ปัญหาแบบเดียวกับที่แม่แห่งมังกรเผชิญในอ่าวทาส อย่างไรก็ตามการปลดปล่อยอย่างค่อยเป็นค่อยไปอาจเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพกว่า

ในขณะที่เขาครุ่นคิดกลุ่มของพวกเขาก็มาถึงวิหารเทพเจ้าสามเศียรในที่สุด ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่สามารถมองเห็นรูปปั้นได้ชัดเจน แต่ตอนนี้เมื่ออยู่ใกล้พวกเขาก็สามารถมองเห็นรูปปั้นขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน มันถูกหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์สูงประมาณห้าถึงหกเมตร มีเศียรขนาดมหึมาสามเศียรที่กินพื้นที่เกือบสามในสี่ของรูปปั้นทั้งหมดด้วยโครงสร้างที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่เมริสกับบอกว่ารูปปั้นนี้มีอายุหลายพันปี และอาจถูกสร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์

“มีตำนานเล่าว่าหากสัมผัสนิ้วเท้าของเทพเจ้าสามเศียรจะได้รับโชคดี” เมริสกล่าวพร้อมชี้ไปที่นิ้วเท้าของรูปปั้น

วิเซริสมองไปยังจุดที่เมริสบอก และสังเกตว่านิ้วเท้าของรูปปั้นนั้นเรียบกว่าส่วนอื่น ๆ เห็นได้ชัดว่ามันถูกสัมผัสมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายศตวรรษ

“ฮ่า ๆ งั้นข้าก็ไม่ต้องแตะมันแล้ว!” รีจิสพูดพลางโอ้อวดรอยแผลเป็นที่คอ ทุกวันนี้เขามักจะยืดคอของตัวเองราวกับพยายามเพิ่มความสูง

“เศียรแรกกลืนกินคนใกล้ตาย และผู้ที่เกิดใหม่จะปรากฏจากเศียรที่สาม ส่วนเศียรตรงกลาง . . . มันคืออะไรกันนะ” วิเซริสพึมพำขณะพิจารณารูปปั้น เขาพยายามวิเคราะห์ความหมายของมันจากความรู้ในชีวิตก่อนของเขา

จากความตายสู่การเกิดใหม่ หรืออาจหมายถึงการฟื้นคืนชีพ? แต่ถ้าเพียงแค่มีชีวิตอยู่ มันก็เหมือนร่างไร้วิญญาณใช่ไหม? บางทีเศียรที่สามอาจเป็นมากกว่าการให้ชีวิต อาจเป็นสิ่งที่กลืนกินวิญญาณ และคืนชีพให้มันในร่างใหม่

แม้ว่าเขาจะมีหลายทฤษฎี แต่มันก็ไม่มีสิ่งใดยืนยันได้ และเพื่อทดสอบสมมติฐาน วิเซริสจึงก้าวเข้าไปใกล้รูปปั้นและวางมือบนเท้าของมัน

ทันใดนั้นตัวอักษรสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขา

[กำลังสัมผัสเครื่องมือเวทมนตร์วาเลเรียน สกิล ‘สกินเชนเจอร์’ ถูกเปลี่ยนเป็น ‘ผู้เชื่อมวิญญาณ’]

‘ผู้เชื่อมวิญญาณ? เครื่องมือเวทมนตร์?’ วิเซริสทวนคำอย่างประหลาดใจ ก่อนที่เขาจะรีบเปิดแผงข้อมูลของตน และพบว่า ‘สกินเชนเจอร์’ ได้หายไปแล้ว และถูกแทนที่ด้วย ‘ผู้เชื่อมวิญญาณ’

- -

[ผู้เชื่อมวิญญาณ : ธรรมดา (300/300) +-]

- -

ดูเหมือนว่าสกิล ‘ผู้เชื่อมวิญญาณ’ จะเป็นเวอร์ชันที่พัฒนาแล้วของ ‘สกินเชนเจอร์’ ซึ่งก่อนหน้านี้มันเกือบจะถึงระดับผู้เชี่ยวชาญ แต่ตอนนี้กลับลดลงมาเป็นระดับธรรมดาแทน และแน่นอนว่าวิเซริสก็ไม่ลังเลใช้แต้มความชำนาญเพื่อเพิ่มระดับของสกิล และมันก็พุ่งขึ้นสู่ระดับชำนาญทันที

ทันใดนั้นวิเซริสก็รู้สึกว่ามหาสมุทรกว้างใหญ่ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา คลื่นซัดสาดอยู่เบื้องล่าง และรู้สึกราวกับกำลังบินอยู่บนท้องฟ้ามองลงมายังพื้นดินจากมุมสูง

‘ไม่ ข้าไม่ได้บิน . . . แต่มันคือดวงตาของนกนางนวล!’

วิเซริสตระหนักได้ว่าตนเองสามารถแบ่งปันการมองเห็นของนกนางนวลได้โดยไม่ต้องครอบงำจิตใจของมัน ซึ่งหมายความว่าเขามี ‘ดวงตาเพิ่ม’ มาใช้งาน และความเป็นไปได้ของมันก็มหาศาล

ถ้าหากพัฒนาทักษะนี้ต่อไป บางทีเขาอาจไม่จำเป็นต้องควบคุมสัตว์โดยสมบูรณ์ แต่อาจสามารถ ‘ผูกพัน’ กับมันเพื่อทำงานร่วมกันได้ และหากเขาสามารถเชื่อมโยงกับสัตว์ทรงพลังขึ้น เช่น นกอินทรี หรือแม้แต่นกอีแร้ง เขาก็จะมีข้อได้เปรียบมหาศาลในสนามรบ

นกอีแร้งสามารถลอยอยู่บนท้องฟ้าได้นาน และสายตาอันเฉียบคมของมันทำให้ศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ในค่ายหรือพยายามหลบหนีไม่มีทางรอดพ้นจากสายตาเขา

ตอนนี้วิเซริสรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่การเดินทางมาที่นี่ไม่ได้สูญเปล่า เขามองไปที่รูปปั้นตรงหน้าด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้น แถมระบบยังกล่าวถึง ‘เครื่องมือเวทมนตร์วาเลเรียน’ ซึ่งยืนยันว่ามันไม่ใช่เพียงแค่รูปปั้นธรรมดา แต่เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์อย่างลึกซึ้ง

ชาววาเลเรียนใช้มันเพื่ออะไร? พวกเขาเป็นจ้าวแห่งมังกรและเวทมนตร์ และยังเป็นพวกที่ไม่เชื่อในพระเจ้า แต่กลับมองว่าตนเองเป็นเทพเจ้า ดังนั้นจึงมีเหตุผลที่พวกเขาจะสร้าง ‘เครื่องมือเวทมนตร์’ แทนที่จะสร้าง ‘รูปปั้นเคารพ’ สำหรับการบูชา

การที่สกิลของเขาเปลี่ยนแปลงเป็น ‘ผู้เชื่อมวิญญาณ’ แสดงให้เห็นว่าเครื่องมือนี้เกี่ยวข้องกับ ‘วิญญาณ’ บางทีมันอาจถูกใช้เพื่อสร้างชีวิตใหม่ โดยการรวมร่างกายกับวิญญาณ หรืออาจใช้เพื่อแยกวิญญาณออกจากร่างก็เป็นได้ . . .

ชั่วขณะหนึ่งวิเซริสก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับซากปรักหักพังของวาเลเรียนเป็นอย่างมาก ทว่าเขาก็รีบระลึกถึงเหล่าผู้คนมากมายในประวัติศาสตร์ที่เคยเดินทางไปที่นั่นเพียงเพื่อจะหายสาบสูญไปตลอดกาล

แม้แต่ แอเรีย ทาร์แกเรียน นักขี่มังกรคนที่สามของ แบเลเรี่ยน เดอะแบล็คเดรด มังกรของเอกอนผู้พิชิต ยังต้องพบจุดจบหลังกลับมาจากวาเลเรียน แบเลเรี่ยนได้รับบาดแผลสาหัส ขณะที่แอเรียล้มป่วยเป็นไข้รุนแรง ก่อนที่ร่างกายของนางจะแตกออก และมีหนอนตัวเล็ก ๆ คืบคลานออกมา ก่อนที่นางจะเสียชีวิตลง

นอกจากนี้ก่อนหน้านั้นยังเคยมีจ้าวแห่งมังกรผู้หนึ่งที่ประกาศตนเป็น จักรพรรดิแห่งวาเลเรียน เขานำทัพ 30,000 นายเข้าไปในซากเมือง แต่ไม่มีใครได้กลับออกมาอีกเลย

โดยบุคคลเดียวที่เป็นที่รู้กันว่าเคยปล้นสะดมวาเลเรียนได้สำเร็จก็คือ ยูรอน เกรย์จอย เขากลับออกมาพร้อมกับเกราะเหล็กวาเลเรียนน แตรมังกร และ ไข่มังกร แต่เพียงแค่คิดถึงยูรอน วิเซริสก็รู้สึกไม่สบายใจทันที และตัดสินใจละความคิดเรื่องสำรวจวาเลเรียนออกไปก่อนจนกว่าจะมีพลังมากพอ บางทีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเขาอาจจะสามารถใช้ยูรอนเป็นเครื่องมือให้เป็นคนออกไปเสี่ยงแทนก็ได้

เมื่อวาเลเรียนถูกกันไว้ในใจชั่วคราว วิเซริสจึงหันไปสนใจการค้นหาสัตว์ใหม่ ๆ เพื่อใช้ในการ สกินเชนเจอร์ หรือ เชื่อมวิญญาณ ซึ่งก่อนหน้านี้แดเนริสเคยสกินเชนเจอร์เข้าไปในร่างของนกจำพวกหนึ่ง แต่ผลลัพธ์ไม่ค่อยมีประโยชน์นัก ดังนั้นกลุ่มของเขาจึงตัดสินใจไปเยี่ยมชมคณะละครสัตว์ที่กำลังเตรียมแสดง

ที่นั่นสิ่งที่ดึงดูดสายตาของวิเซริสทันทีก็คือ อินทรีทองคำหนุ่มตัวหนึ่ง ขนาดลำตัวยาวประมาณหนึ่งเมตร แม้มันยังไม่โตเต็มที่ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความสง่างามและพลังอำนาจของนักล่าแห่งเวหา ขนของมันที่ผสมผสานระหว่างสีน้ำตาลเข้มและทองคำเปล่งประกายราวกับโลหะต้องแสงอาทิตย์ แม้ว่าร่างของมันจะยังไม่ยิ่งใหญ่เท่าอินทรีทองคำที่โตเต็มวัย แต่โครงกระดูกที่ดูบอบบางและเพรียวลมของมันกลับให้ความรู้สึกถึงความดุดัน ราวกับว่าทุกกระดูกของมันถูกสร้างมาเพื่อความแข็งแกร่งและความทรหด

‘ถ้าเลี้ยงมันด้วยเนื้อดี ๆ อีกไม่นานมันจะเติบโตเป็นพันธมิตรที่ทรงพลัง’

เมื่อคิดได้เช่นนั้นวิเซริสก็ตัดสินใจแน่วแน่ และเลือกอินทรีทองคำตัวนั้นเป็นสหายใหม่ของเขา

โปรดติดตามตอนต่อไป …

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 97

คัดลอกลิงก์แล้ว