- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 95
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 95
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 95
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 95 แม่หม้ายแดง
หลังจากได้ฟังเรื่องราวจากเมริส วิเซริสก็ได้รู้ว่า ‘เวบเบอร์’ คนนี้ก็มาจากเวสเทอรอสเช่นเดียวกับพวกเขา โดยเวบเบอร์นั้นมาจากโคลด์โมตในดินแดนเดอะรีช และมีเชื้อสายเชื่อมโยงกับ ‘แม่หม้ายแดง’ ผู้โด่งดัง
แม่หม้ายแดงได้รับฉายานี้เพราะแต่งงานถึงห้าครั้ง สามีคนสุดท้ายของนางเป็นตระกูลแลนนิสเตอร์ ซึ่งที่จริงแล้วนางเป็นถึงย่าของไทวิน แลนนิสเตอร์เสียด้วยซ้ำ ทว่าชีวิตของแม่หม้ายแดงไม่ได้จบลงตามธรรมชาติ นางหายตัวไปอย่างลึกลับ แม้แต่พวกแลนนิสเตอร์เองก็ไม่อาจตามหานางพบ
ย้อนกลับมาที่เวบเบอร์ วิเซริสจำได้ว่าเมื่อสามหรือสี่เดือนก่อนในศึกทะเลสาบชิลด์ กองพันที่เจ็ดซึ่งเวบเบอร์เป็นผู้บัญชาการได้รับความเสียหายอย่างหนัก จากที่เคยมีทหารกว่า 200 นาย ตอนนี้เหลือไม่ถึง 70 นาย ด้วยเหตุนี้ผู้นำแห่งกลุ่มวินด์โบลน ‘ทาร์เทอร์ดพรินซ์’ จึงกำลังพิจารณายุบกองพันที่เจ็ด
โดยวิเซริสตระหนักได้ว่าถ้าหากเวบเบอร์ต้องการบัญชาการกองพันอีกครั้ง ตัวเลือกเดียวของเขาคือกองพันที่เจ็ด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักรบจากเวสเทอรอสที่พ่ายแพ้แก่ศัตรูอันแข็งแกร่ง กองกำลังแตกกระจาย และเวบเบอร์ได้รับมอบหมายให้ฟื้นฟูมันในช่วงเวลาวิกฤตนี้
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ วิเซริสนึกถึงชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งที่เป็นที่รู้จักในชนบท . . .
. . .
บาดแผลลึกของรีจิสรอดพ้นจากการติดเชื้ออย่างปาฏิหาริย์ ทำให้เขามีเพียงข้อจำกัดเล็กน้อยในการเคลื่อนไหวลำคอ แต่ไม่มีผลกระทบถาวรใด ๆ ทำให้ตอนนี้ทุกคนบนเรือต่างเรียกเขาด้วยฉายา ‘รีจิสผู้โชคดี’ ชื่อเล่นที่เขาภูมิใจนักหนาที่ได้มาในช่วงต้นของอาชีพทหารรับจ้าง
หลังจากแล่นเรืออีกสามถึงสี่วัน พวกเขาก็มาถึงไทโรชในเช้าวันหนึ่ง โดยถ้ามองจากระยะไกลจะสามารถมองเห็นกำแพงสีดำของไทโรชกลมกลืนไปกับเกาะหินที่เมืองตั้งอยู่ เมืองแห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วยทะเลและมีท่าเรือหลายแห่ง และเมื่อมองจากด้านบน มันก็เรือใหญ่และเรือเล็กลอยกระจุกกันเหมือนลูกอ๊อดที่รายล้อมแม่กบมากมาย
วิเซริสและพรรคพวกจอดเรือที่ท่าเรือด้านตะวันตกของเมือง ต่างจากเมืองอื่นไทโรชนั้นไม่มีรูปปั้นไททันอันยิ่งใหญ่ แต่มีหอคอยไร้หลังคาซึ่งถูกแกะสลักจากหิน ภายในหอคอยส่วนใหญ่ถูกใช้เป็น ‘สถานีขนส่งทาส’ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ส่วนยอดของหอคอยทำหน้าที่เป็นประภาคารนำทางเรือเข้าสู่ท่า
ท่าเรือของไทโรชนั้นเต็มไปด้วยพลังแห่งความวุ่นวาย เสียงจอแจดังจนวิเซริสรู้สึกได้ตั้งแต่ก่อนที่เรือจะเทียบท่า นอกจากนี้ท่าเรือไทโรชยังขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมที่ฉูดฉาด และบ่อยครั้งถูกขนานนามว่าเป็นเมืองแห่ง ‘เส้นผมสีแปลกตา’
ทำให้วิเซริสเคยคิดว่าอิลลิริโอที่เขาเห็นในเทศกาลแต่งตัวได้ฉูดฉาดที่สุดแล้ว แต่เมื่อเห็นชาวไทโรชี เขาก็ต้องเปลี่ยนความคิด เพราะอิลลิริโอเทียบไม่ติดเลย
ไทโรชขึ้นชื่อเรื่องสีสันสดใส และผู้คนที่นี่ต่างย้อมผมด้วยเฉดสีแปลกตา ทั้งสีแดงเข้ม สีเขียว สีฟ้า สีน้ำตาลเกาลัด และแดงเชอร์รี่ ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมรุนแรง แถมวิเซริสยังสังเกตเห็นชายคนหนึ่งที่ไว้ทรงผมคล้ายโมฮอว์ก เรียกได้ว่ารสนิยมของชาวไทโรชนั้นทั้งกล้าหาญและไร้ขอบเขตโดยแท้
ทันทีที่พวกเขาขึ้นฝั่งดิกก็เริ่มพูดคุยกับกลุ่มคนขับรถม้าที่ใช้ภาษาวาเลเรียนสำเนียงท้องถิ่น แม้ว่าวิเซริสจะพูดภาษาวาเลเรียนได้คล่องแคล่ว แต่เขาก็เข้าใจสิ่งที่พวกนั้นพูดได้เพียงคร่าว ๆ
นอกจากนี้ไทโรชเป็นหนึ่งในเมืองเสรี และไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นเจ้าของทาสนำทาสออกจากเรือเป็นแถว แถมบางคนถึงกับขายทาสกันในที่สาธารณะ โดยพ่อค้าจะยกตัวทาสขึ้น ถลกเสื้อผ้าออกเพื่ออวดเรือนร่างให้ลูกค้าดู และเบางครั้งก็ตรวจฟันพวกเขาเหมือนตรวจม้าซื้อขาย ส่วนทาสบางคนที่มีแววตาป่าเถื่อนดุดันจะถูกคลุมด้วยหนังสัตว์ขาดวิ่น ดูราวกับถูกจับมาจากดินแดนนอกกำแพง
แดเนริสที่เพิ่งออกจากบราวอสได้ไม่นานรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเห็นภาพนี้ แต่นางเลือกที่จะเงียบ เพราะนางไม่ใช่เด็กสาวขี้ขลาดอีกต่อไปแล้ว นางกลายเป็นนักรบที่ต่อสู้เคียงข้างพี่ชายของนาง ดังนั้นแม้จะรู้สึกสะอิดสะเอียนกับสิ่งที่เห็น นางก็ไม่ได้ครุ่นคิดถึงการเข้าไปแทรกแซง ส่วนโจราห์ดูเหมือนจะเฉยเมยโดยสิ้นเชิง ท่าทางราวกับว่าเขาเคยชินกับธุรกิจนี้มานานแล้ว
ทันใดนั้นวิเซริสก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวเอง หลังจากฟังภาษาวาเลเรียนสำเนียงท้องถิ่นอยู่ราวครึ่งชั่วโมง เขาก็พบว่าสกิลใหม่ปรากฏขึ้นในแผงข้อมูลของเขา
- -
[ภาษาวาเลเรียน (สำเนียงท้องถิ่น) : เริ่มต้น (11/100) +-]
- -
ดังนั้นเพื่อให้เดินทางในเมืองได้สะดวกขึ้น วิเซริสจึงอัปเกรดสกิลของเขาเป็น ‘ระดับธรรมดา’ ทันที เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้เขาไม่ถูกพวกท้องถิ่นหลอกง่าย ๆ ตราบใดที่ไม่ใช้ศัพท์เฉพาะทางการค้า
ในขณะเดียวกัน ดิกก็จัดเตรียมเกวียนหลายคันสำหรับขบวนของพวกเขา และเตรียมส่งพวกเขาไปยังสำนักงานของวินด์โบลนในไทโรช ส่วนเขายังคงต้องอยู่ดูแลการขนถ่ายสินค้า และได้รับมอบหมายให้ขายเรือโจรสลัดที่พวกเขายึดมาได้จากพวกไอรอนฮุค
“เชิญขึ้นรถม้า นายท่าน” หนึ่งในคนรับใช้กล่าว
วิเซริสขึ้นรถม้าไปพร้อมกับเมริส โดยระหว่างทางเมริสก็เริ่มอธิบายเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมของไทโรชให้เขาฟัง “ชาวไทโรชเป็นพวกละโมบอย่างร้ายกาจ ไม่มีอะไรที่พวกมันไม่ขายหากได้ราคาที่เหมาะสม แม้แต่ภรรยาของตัวเอง ดังนั้นท่านจะพบทั้งนักรบรับจ้างและซ่องในทุกหัวมุมถนน”
วิเซริสมองออกไปนอกหน้าต่าง และเห็นชายคนหนึ่งกำลังเสนอขายผู้หญิงให้ชายอีกคน โดยผู้หญิงคนนั้นให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และโชว์เสน่ห์อย่างยั่วยวน และนางอาจเป็นภรรยาของเขาจริง ๆ หรืออาจเป็นแค่หญิงขายบริการที่เขากำลังเร่ขายวิเซริสก็ไม่อาจแน่ใจได้
หลังจากนั้นตามคำบอกของเมริส วิเซริสจึงหันไปมองอาคารหลังหนึ่งที่มีประตูสีเหลืองขนาดใหญ่ ประดับด้วยหัวกะโหลกที่ร้อยรวมกันเป็นพวง “นั่นเกี่ยวข้องกับกองทัพโกลเดน เพราะไทโรช, เมียร์ และลิส ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนพิพาท เมืองเสรีเหล่านี้จึงเป็นที่ตั้งของกองทหารรับจ้าง ไม่ใช่แค่กองทัพโกลเดน แต่ยังมีกองทัพอีกาแห่งพายุ หอกยาว และกลุ่มทหารรับจ้างชั้นนำอื่น ๆ อีกมากมาย”
พูดจบเมริสก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อว่า “ผู้ปกครองสูงสุดของไทโรชถูกเรียกว่า ‘อาร์คอน’ ต่างจากเมืองบราวอสที่ตระกูลใหญ่ทั้งสามทำการเมืองแบบลับ ๆ ที่นี่กลับเต็มไปด้วยการติดสินบนอย่างเปิดเผย แท้จริงแล้ว ชาวไทโรชมองว่าหากใครไม่เข้าใจศิลปะแห่งการติดสินบน พวกเขาก็ไม่เหมาะสมจะปกครอง”
“ดูตรงนั้นสิ” เมริสชี้ไปที่รูปปั้นมหึมาของเทพเจ้าสามเศียร ซึ่งวิเซริสไม่เคยเห็นมันในบราวอส แต่หอคอยสามเหลี่ยมที่ตั้งอยู่ข้างรูปปั้นนั้นดูคุ้นตามาก “นั่นเป็นวิหารของเทพเจ้าสามเศียร ว่ากันว่าเศียรหนึ่งกลืนกินความตาย อีกเศียรหนึ่งพ่นชีวิตใหม่ออกมา และเศียรสุดท้ายเป็นปริศนา”
“รูปปั้นนี้อยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว?” วิเซริสถาม
“ข้าไม่แน่ใจ” เมริสตอบ “ดูเหมือนมันจะอยู่ที่นี่มาตลอด อาจจะตั้งแต่ยุคแห่งวาเลอเรียเลยก็ได้”
วิเซริสพยักหน้า ความรู้สึกคาดหวังเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ เขาตัดสินใจว่าเขาจะสืบหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้หลังจากพบกับทาร์เทอร์ดพรินซ์แล้ว วาเลอเรียนนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นพวกไม่นับถือเทพเจ้า เพราะพวกเขาเชื่อว่าตนเองเป็นดั่งเทพจากการครอบครองมังกรและเวทมนตร์ หากรูปปั้นนี้มีมาตั้งแต่ยุควาเลอเรียจริง มันอาจมีความหมายบางอย่างที่คาดไม่ถึง
เมื่อเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองมากขึ้น ถนนก็เริ่มแน่นขนัดไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่ต่อรองราคากันเสียงดังจนการจราจรติดขัด
“ไอ้หัวม่วงนั่น ถอยไปหน่อยสิ! เฮ้ ข้าพูดกับเจ้านะ!” เมริสตะโกนออกไปจากรถม้า และเนื่องจากใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นของนางมันจึงทำให้คำพูดนั้นดูทรงพลังมาก ทำให้พ่อค้าคนนั้นจึงรีบย้ายแผงของเขาออกไป อย่างไรก็ตามถึงแม้จะพยายามเร่งแล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็ใช้เวลานานเกือบชั่วโมงกว่าจะมาถึงสำนักงานของวินด์โบน
เมื่อมาถึงวิเซริสก็รู้สึกได้ถึงแสงแดดที่แรงจ้าจนทำให้ดวงตาของเขารู้สึกไม่สบาย แดเนริสเองก็ยกมือขึ้นบังตา ดวงตาสีม่วงอ่อนของพวกเขาไวต่อแสงจ้าอย่างเห็นได้ชัด และดูเหมือนพวกเขาจะต้องหาทางแก้ไขปัญหานี้ในอนาคต
ทางเข้าสำนักงานมีธงลายฟ้าขาวของวินด์โบนปักอยู่ เมื่อก้าวเข้าไปพวกเขาก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าคฤหาสน์สามชั้น โดยลานด้านหน้ามีทหารรับจ้างของวินด์โบนยืนเฝ้ารักษาความปลอดภัย
“เฮ้ เมริส!” เหล่าทหารรับจ้างทักเมริสทันทีที่เห็นนาง รอยยิ้มของพวกเขาแฝงไปด้วยทั้งความยำเกรงและเกรงใจ เพราะเมริสนั้นไม่ได้เป็นเพียงทหารธรรมดา แต่เป็นมือสอบสวนของวินด์โบนและเป็นมือขวาของทาร์เทอร์ดพรินซ์ ก่อนที่นางจะเพียงพยักหน้าตอบรับอย่างเฉยเมย และเดินไปต่อกับวิเซริส
“เฮ้ ยัยอัปลักษณ์ของพวกเราพาผู้ชายหน้าตาดีมาด้วย ดูเหมือนนางจะทิ้งไอ้ดิกไปแล้วล่ะสิ” ทหารคนหนึ่งกระซิบ
“ผมสีเงิน ตาสีม่วง อาจมาจากลิส? แล้วเจ้านั่นมาทำอะไรกับไอ้ตัวเตี้ยนั่น?” อีกคนพูดพร้อมกับชี้ไปที่พี่น้องคู่นี้ โดยคนตัวเตี้ยที่พูดถึงก็คือแดเนริสที่สวมเกราะหนังและสวมหน้ากาก ทำให้ยังไม่มีใครจับได้ว่านางเป็นผู้หญิง
เมื่อเดินเข้ามาด้านในพวกเขาก็เห็นว่าชั้นล่างของคฤหาสน์นั้นเต็มไปด้วยทหารรับจ้างที่มาสมัครงาน พวกเขามาจากทั่วทุกสารทิศ ผิวพรรณหลากหลาย และในหมู่พวกเขาก็มีชายผิวดำสองคนที่ดูเหมือนจะมาจากหมู่เกาะซัมเมอร์
อย่างไรก็ตามวิเซริสไม่ต้องรอรวมกับคนเหล่านี้ โดยเมริสได้พาเขาขึ้นบันไดตรงไปยังชั้นบน ปล่อยให้สายตาอิจฉาจับจ้องมาที่เขา แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร เพราะวิเซริสเดินไปด้วยท่าทีมั่นคงราวกับเป็นนักรบผู้ช่ำชอง
ไม่นานหลังจากนั้นวิเซริสก็ถูกพาเข้าไปในห้องรับรอง ผนังห้องตกแต่งด้วยดาบสั้น ดาบโค้ง โล่ และหมวกเหล็ก แสดงให้เห็นถึงพลังทางทหารของวินด์โบน
“ข้าจะไปตามกัปตันมา รอสักครู่” เมริสกล่าวก่อนเดินออกจากห้อง
. . .
กัปตันของวินด์โบน หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ทาร์เทอร์ดพรินซ์’ เป็นชายวัยหกสิบเศษ มีผมสีเงินเทาและถุงใต้ตาหนักจนหย่อนคล้ายเหนียงไก่ ทำให้เขาดูเหมือนมีสีหน้าหม่นหมองตลอดเวลา เขาก่อตั้งวินด์โบนเมื่อประมาณยี่สิบปีก่อนโดยเริ่มจากชายหกคน และตอนนี้เขาเป็นคนเดียวที่เหลืออยู่
ในฐานะผู้นำคนแรกและคนเดียวของวินด์โบน เขาเคยหนีออกจากเพนทอสเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสังเวย ซึ่งทำให้ครอบครัวของเขาต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโหดร้าย และความปรารถนาอันแรงกล้าที่สุดของเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็คือการกลับไปเพนทอสและล้างแค้นขุนนางที่ฆ่าครอบครัวของเขา
เบื้องหลังเขามีแผนที่ของดินแดนพิพาทแขวนอยู่ เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยมีเครื่องหมายกากบาทสีแดงขนาดใหญ่ทับอยู่บนเมืองลิส ส่วนชื่อจริงของทาร์เทอร์ดพรินซ์นั้นมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ โดยผู้ใกล้ชิดมักเรียกเขาว่า ‘กัปตัน’ ส่วนคนอื่น ๆ จะใช้ชื่อ ‘ทาร์เทอร์ดพรินซ์’ ซึ่งฟังดูห่างเหินกว่า
“กัปตัน ท่านไม่มีทางเดาออกหรอกว่าคราวนี้ข้านำใครกลับมาด้วย!” เมริสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นทันทีที่เห็นเขา
“คาร์โร โวเลนติน?” กัปตันคาดเดา
“ไม่ใช่ แต่เป็นคนที่ดียิ่งกว่านั้น!” เมริสตอบอย่างตื่นเต้น
ความอยากรู้ของกัปตันชราถูกกระตุ้นทันที ผลการแข่งขันดาบในบราวอสยังไม่ได้ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ดังนั้นเมื่อเมริสเปิดเผยว่านางได้นำตัวแชมป์ของการแข่งขันกลับมา เขาก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย และเมื่อรู้ว่าแชมป์คนนั้นคือวิเซริส ปฏิกิริยาของเขาก็ยากจะอธิบายเป็นคำพูด
อย่างไรก็ตามนั่นไม่ได้หมายความว่าเขาลังเลที่จะพิจารณาใช้งานวิเซริส ในโลกของทหารรับจ้างผู้คนมีพื้นเพที่หลากหลาย แม้แต่อีกอร์ ‘บิทเทอร์สตีล’ ยังเคยเข้าร่วมกลุ่มทหารรับจ้างหลังจากพ่ายแพ้ในการแย่งชิงอำนาจ และวิเซริสก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
โดยสิ่งที่กัปตันกังวลมากกว่าก็คือ ‘ความน่าเชื่อถือของชัยชนะของวิเซริส’ ที่ฟังดูเหลือเชื่อเกินไป แต่เมื่อทราบว่ารางวัลของแชมป์คือ ‘ดาบเหล็กกล้าวาเลเรียน’ เขาจึงคิดว่าควรลองดูให้แน่ใจก่อน
“สามพันเหรียญทองมังกร พร้อมกับน้องสาว และเซ็นสัญญาแค่หนึ่งปี . . .” กัปตันชราพึมพำกับตัวเอง เงื่อนไขเหล่านี้ถือว่าเกินไปมาก แต่ถ้าวิเซริสมีความสามารถจริงก็คุ้มค่าที่จะพิจารณา ดังนั้นเขาจึงหันไปถามเมริสทันที “วิเซริสอายุเท่าไหร่?”
“สิบเจ็ด”
“สิบเจ็ด? เขายังเด็กเกินไป” กัปตันส่ายหน้า ชายหนุ่มวัยนี้มักมีความเข้าใจผิดที่อันตราย พวกเขาเชื่อว่า ‘มีเพียงคนอื่นเท่านั้นที่ตายในสนามรบ ไม่ใช่ตัวเอง’ และเมื่อพ่ายแพ้ พวกเขามักจะจมดิ่งสู่ความสิ้นหวัง หนีจากความจริง หรือพังทลายโดยสิ้นเชิง กล่าวคือชายหนุ่มสามารถใช้เป็น ‘เนื้อปืนใหญ่’ ได้ แต่การให้พวกเขาคุมกำลังรบเท่ากับส่งพวกเขาไปตาย นี่จึงเป็นเหตุผลที่กัปตันมักชอบผู้บัญชาการที่มีประสบการณ์มากกว่า
“เจ้าบอกว่าเขาพาโจราห์ มอร์มอนต์มาด้วยใช่ไหม? ข้าเคยได้ยินชื่อเขา เขาอยู่ต่อได้ แต่บอกวิเซริสว่าถ้าไม่อยากเริ่มจากนักรบรับจ้างทั่วไป ก็ไปหาทางอื่นซะ” กัปตันสั่ง
“แต่กัปตัน . . .” เมริสคิดจะอธิบายเพิ่ม แต่ทาร์เทอร์ดพรินซ์ก็โบกมือให้เงียบ ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือไปในลิ้นชักหยิบเหรียญทองแดง เหรียญเงิน และเหรียญทองออกมาสองสามเหรียญ โดยเขาตั้งใจจะให้เป็นค่าตอบแทนแก่วิเซริสเพื่อเป็นการเห็นคุณค่าความพยายามของเมริสในการพาเขามาที่นี่ ซึ่งเดิมทีเขาคิดจะเพิ่มอัญมณีลงไปด้วย แต่สถานการณ์ทางการเงินของกลุ่มวินด์โบลนที่ตึงเครียดทำให้เขาลังเล
เมริสสังเกตเห็นความลังเลของกัปตัน จึงรีบเล่าเรื่องถึง ‘การต่อสู้ทางทะเล’ ครั้งล่าสุดอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้กัปตันสนใจมากขึ้น
“เจ้าหมายความว่าเขาอาสาเป็นเหยื่อล่อพวกโจรสลัด แล้วพวกเจ้าและตระกูลซาลีนกวาดล้างพวกมัน?” กัปตันถาม
“ใช่! ถูกต้อง!” เมริสยืนยันอย่างกระตือรือร้น “เขาใช้หอกยาวที่แปลกตา แต่มีประสิทธิภาพมาก เขาสามารถรับมือกับศัตรูสิบคนได้พร้อมกัน!”
“งั้นพาเขาเข้ามา” กัปตันลูบคิ้วตัวเองพลางครุ่นคิด “ถ้าชายหนุ่มคนนี้แข็งแกร่งอย่างที่เจ้าบอกจริง ๆ มันอาจจะคุ้มค่าที่จะให้โอกาสเขา”
โปรดติดตามตอนต่อไป …