- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 92
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 92
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 92
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 92 นกนางนวลตัวนี้ฉลาดจริง ๆ
ภายใต้แสงจันทร์สลัว คลื่นซัดกระทบผิวน้ำขณะที่เรือยาวสามลำแล่นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วในรูปแบบสามเหลี่ยม และเนื่องจากเรือเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อการปล้นสะดมโดยเฉพาะ ทำให้พวกมันเร็วกว่าเรือพ่อค้าทั่วไปถึงสองเท่า แถมใบเรือสีดำยังกระพือไหวคล้ายครีบหลังของฉลาม
“หัวหน้า! เจ้าวิเซริส ราชาขอทานนั่นอยู่บนเรือของวินด์โบลว์จริงหรือ?” โจรสลัดร่างผอมที่มีคางแหลมถามขึ้น
“ใช่! แต่ตอนนี้เราเรียกมันว่าราชาขอทานไม่ได้แล้ว! มันมีทั้งไข่มังกร ดาบวาเลเรียน และทองคำเป็นแสนเหรียญ!” หัวหน้าโจรสลัดผู้มีปากกว้าง จมูกแบน และผิวสีน้ำตาลตอบ
หลังจากนั้นเขาก็หันไปทางลูกเรือก่อนจะพูดเสียงดังว่า “ฟังให้ดีทุกคน! วิเซริส หรือที่เคยถูกเรียกว่าราชาขอทาน ชนะการแข่งขันมาแล้วสองรายการ! เขามีทองเป็นแสนเหรียญ แถมยังมีไข่มังกรกับดาบวาเลเรียนอีก! ถ้าเรานำหัวมันไปให้ทอร์โม เราจะได้เงินเพิ่มอีกก้อน! หลังจากงานนี้ พวกเราจะได้ใช้ชีวิตสุขสบายไปอีกครึ่งปี!”
“โฮ่! โฮ่!” เหล่าโจรสลัดโห่ร้องด้วยความฮึกเหิม
“หัวหน้า ข้าได้ยินมาว่าตระกูลทาร์แกเรียนหน้าตาดีทุกคน พวกเรา . . .” โจรสลัดร่างสูงผอมยักไหล่แล้วทำท่าทางลามก
หัวหน้าโจรสลัดยืนตัวตรงขึ้นแล้วกล่าวเสียงเข้ม “ตั้งใจฟังให้ดี แม้ว่าเราจะโจมตีโดยไม่ให้ตั้งตัว แต่ไอ้ราชาขอทานนั่นก็เป็นแชมป์การต่อสู้ ถ้าใครตาย ก็อดได้ส่วนแบ่ง!”
โจรสลัดเงียบลงทันที แม้พวกมันจะรู้ว่าการแข่งขันดวลดาบกับการต่อสู้จริงนั้นแตกต่างกันมาก แต่พวกมันก็ไม่ประมาทฝีมือของวิเซริส อย่างไรก็ตามด้วยกำลังเกือบ 200 คนบนเรือยาวสามลำ พร้อมอาวุธและเกราะจากตระกูลเฟรการ์ พวกมันมั่นใจว่าภารกิจนี้จะสำเร็จ
อย่างไรก็ตามมันไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่ามีนกนางนวลตัวหนึ่งเกาะอยู่บนเสากระโดงฟังบทสนทนาทั้งหมด และนกตัวนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากวิเซริส
เมื่อกะระยะได้พอดีเขาก็กระพือปีกบินไปด้านหลังเรือยาวทั้งสาม หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงเขาก็เห็นกองเรือของตระกูลซาลีนที่ถูกส่งมาเสริมกำลัง และมองเห็นจาลิฟาห์ที่ยืนอยู่ที่หัวเรืออย่างรวดเร็ว จึงบินต่ำลงมาที่ราวจับด้านหน้า
จาลิฟาห์เองก็สังเกตเห็นเชือกสีแดงรอบคอนกนางนวลเช่นกัน เขาจึงรู้ทันทีว่านี่คือนกของวิเซริส และเมื่อเห็นมันใช้จะงอยปากจิกที่ราวจับ เขาก็เข้าใจว่านี่เป็นสัญญาณให้เร่งความเร็วและเตรียมต่อสู้
“นกตัวนี้ฉลาดจริง ๆ ข้าอยากมีสักตัว”
แต่วิเซริสไม่ได้สนใจคำพูดของกัปตัน หลังจากเห็นว่าเรือของโจราห์กำลังเตรียมพร้อมและเร่งความเร็ว เขาก็บินกลับไป
ในขณะนั้นเองบนเรือวินด์โบลว์ ดวงตาของวิเซริสกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง และเห็นแดเนริสและไคลากำลังมองเขาด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไคลา ไปบอกโจราห์ว่าพวกมันกำลังจะโจมตี ส่วนแดเนริสเจ้าอยู่ที่นี่อย่าไปไหน”
“พี่ ข้าไปกับพี่ได้!” แดเนริสกล่าวพลางชูหน้าไม้ในมือขึ้น
หลังจากที่วิเซริสสอนนางทุกอย่างที่เขารู้ ฝีมือยิงธนูของแดเนริสก็ก้าวหน้าอย่างมาก ในงานเฉลิมฉลองที่ผ่านมา นางสามารถยิงเป้าหมายได้จากระยะ 20 ก้าว แถมหน้าไม้จากเมืองเมียร์ก็ทรงพลังอย่างมาก ทำให้ตอนนี้แดเนริสมีความสามารถพอจะต่อสู้ได้แล้ว
“ตกลง แต่เจ้าจะต้องอยู่ใกล้ไคลา และอย่าให้ศัตรูเข้าใกล้เจ้า”
“ได้เลย!” แดเนริสตอบตกลงทันที
หลังจากนั้นวิเซริสก็เดินไปยังห้องของเมริสและดิก เนื่องจากพวกเขาทั้งสองเป็นคู่รักที่แทบไม่เคยแยกจากกันเลย และเมื่อวิเซริสเคาะประตู คนที่เปิดก็คือดิก ซึ่งดูเหมือนจะเพิ่งตื่นพอดี เพราะผมของเขายุ่งเล็กน้อย
“ลอร์ดดิก บอกทุกคนให้เตรียมตัวสู้!”
เนื่องจากวิเซริสเตือนพวกเขาล่วงหน้าแล้วว่ามีคนคอยจับตาดู พวกเขาจึงรักษาความระมัดระวังตลอด เมริสซึ่งสวมเสื้อคลุมอยู่ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม นางเพียงสั่งให้ดิกไปแจ้งลูกเรือ
“พวกมันมีกำลังเท่าไหร่?”
“ประมาณ 200 คน เราต้องต้านให้ได้ครึ่งชั่วโมง กำลังเสริมจากตระกูลซาลีนจะมาถึง”
หากรู้ล่วงหน้าว่าถูกไล่ล่า ทางเลือกที่ดีที่สุดคือเปลี่ยนเส้นทาง แม้เมริสจะไม่แน่ใจว่าวิเซริสรู้ข้อมูลนี้ได้อย่างไร แต่นางก็เลือกที่จะเชื่อเขา เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนก็อยู่ในเรือลำเดียวกัน
ภายในเวลาไม่ถึงสิบห้านาที ลูกเรือกว่า 80 คนก็ถูกเรียกขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ เมริสในชุดเกราะเต็มยศยืนสูงตระหง่านกว่า 1.8 เมตรด้วยร่างกายกำยำแข็งแกร่ง และเมื่อเห็นว่าทุกคนพร้อมแล้ว นางก็ประกาศเสียงดังก้องทันทีว่า “ทุกคน! เตรียมตัวสู้!”
“ครับกัปตัน!”
แน่นอนว่าเมริสไม่ได้เสียเวลาชี้แจงอะไรให้มากความ เพราะลูกเรือต่างเชื่อมั่นในคำพูดของนางอยู่แล้ว นอกจากนี้มันคงไม่มีกัปตันเรือคนไหนเอาชื่อเสียงของตัวเองมาเสี่ยงเล่นกับเรื่องแบบนี้หรอก แม้ว่าทะเลจะมืดมิดจนมองไม่เห็นอะไร แต่ก็ไม่มีใครสงสัยในคำสั่งของเมริส และต่างเตรียมพร้อมรับมือ
อย่างไรก็ตามโจราห์ผู้เคยท่องโลกมาอย่างโชกโชนอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดถึงที่มาของข้อมูลของวิเซริส
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาสังเกตว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘ผู้สนับสนุน’ ของวิเซริสนั้นดูแปลกประหลาดยิ่งนัก จากที่เคยถูกเย้ยหยันว่าเป็น ‘ราชาขอทาน’ อยู่ดี ๆ วิเซริสกลับสามารถสร้างเส้นทางสู่พลังอำนาจผ่านเลือดและเหล็กกล้าได้อย่างรวดเร็ว โดยสิ่งที่ทำให้โจราห์ฉงนที่สุดก็คือ ฝีมือเชิงดาบ ของวิเซริส
แม้เซอร์วิลเลมจะเคยสอนดาบให้วิเซริสอยู่พักหนึ่ง แต่แค่นั้นไม่น่าจะทำให้เขากลายเป็นนักรบที่เก่งกาจได้ขนาดนี้ เพราะแม้แต่ตัววิลเลมเองก็เป็นเพียงนักดาบระดับปานกลาง ฝีมือดีแต่ยังห่างไกลจากคำว่ายอดเยี่ยม
ยิ่งไปกว่านั้นในฐานะขุนนาง โจราห์เข้าใจดีว่าการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล คำกล่าวที่ว่า ‘คนจนเก่งวิชา คนรวยเก่งสงคราม’ นั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย
‘วิเซริสกับน้องสาวของเขาพเนจรไปทั่วแทบไม่มีเงินติดตัว แล้วเขาฝึกฝนจนมีฝีมือเช่นนี้ได้อย่างไร? หรือว่าตระกูลทาร์แกเรียนมีเงินทุนลับซ่อนอยู่ในธนาคารเหล็ก? ไม่น่าใช่ . . . ข่าวลือบอกว่าพวกเขายากจนข้นแค้นมานานแล้ว’ ในขณะที่โจราห์ยังครุ่นคิดถึงปริศนาเหล่านี้ จู่ ๆ ก็มีเรือหลายลำปรากฏขึ้นจากความมืด ซึ่งเขาก็จำได้ทันทีว่าเป็น เรือยาว ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว
เรือยาวเป็นเรือที่เหล่าโจรสลัดจากหมู่เกาะเหล็กนิยมใช้เป็นอย่างมาก ในฐานะชาวเกาะหมี โจราห์รู้จักเรือประเภทนี้ดี แม้ว่าเขาจะรู้ว่ากำลังเสริมกำลังมา แต่ก็อดรู้สึกหวั่นไหวไม่ได้ เพราะท้องทะเลอันมืดมิดได้ซ่อนภัยคุกคามที่กำลังใกล้เข้ามาเอาไว้
“โอ๊ย! หมวกเหล็กของข้า!”
โจราห์หันไปมองตามเสียงทันที แล้วพบว่ารีจิสเผลอทำหมวกเหล็กหล่นลงทะเล
นี่มันไม่ใช่ลางดีเลย . . .
โปรดติดตามตอนต่อไป …