- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 86
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 86
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 86
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 86 มงกุฎ
แน่นอนว่าวิเซริสจะไม่เสี่ยงโดยไม่มีความมั่นใจ ดังนั้นเขาจึงใช้ ‘การเปิดเผยของจันทรา’ เพื่อพยากรณ์อนาคตของตัวเอง และเห็นว่าพระจันทร์ในความคิดของเขาดูขมุกขมัวเล็กน้อย แต่โดยรวมยังคงชัดเจน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ แผนการนี้อาจมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ก็ยังสามารถจัดการได้ ทำให้เมื่อความเสี่ยงถูกคำนวณแล้ว ความไม่รู้ย่อมน่ากลัวน้อยลง
ซึ่งแผนของวิเซริสนั้นก็เหนือกว่าจินตนาการของรอธมาก แต่เมื่อพิจารณาจากคำพยากรณ์จากวิหารแห่งจันทรา รอธก็เห็นด้วยกับแนวทางของวิเซริส แม้ว่าเมธิสจะต้องการคัดค้าน แต่ด้วยสถานการณ์และบทบาทของนาง นางจึงเลือกที่จะเงียบ
แน่นอนว่ารอธก็ไม่อาจปล่อยให้วิเซริสเสี่ยงอันตรายโดยไม่มีสิ่งตอบแทนเช่นกัน ทำให้ของขวัญที่เตรียมไว้แต่แรกเพื่อ ‘สร้างความโปรดปราน’ และ ‘ผูกมิตร’ กับวิเซริสะบัดนี้ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด
“ท่านลอร์ดวิเซริสแท้จริงแล้วพวกเรามีของขวัญอีกสองชิ้นสำหรับท่าน” รอธกล่าวประกาศ
ทันใดนั้นหญิงรับใช้สองคนก็เดินเข้ามาพร้อมถาดในมือ ถาดหนึ่งถูกคลุมด้วยผ้าสีแดง ส่วนอีกถาดบรรจุกล่องเล็ก ๆ ที่มีกลิ่นเค็มจาง ๆ โชยออกมาจากใต้ผ้าสีแดง
หลังจากนั้นจาลิฟาห์ก็ยกผ้าสีแดงขึ้นเผยให้เห็นศีรษะที่ถูกตัดของแดงลาร์ส แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถฆ่าแอนเดอร์เซนได้ แต่ก็สามารถกำจัดสมุนคนหนึ่งของเขาได้ และด้วยความที่ทอร์โมกลายเป็นชายชราตาบอด และตระกูลเฟรการ์กำลังดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด รอธจึงมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นซีลอร์ดคนต่อไปมากยิ่งขึ้น
“ตระกูลซาลีนนี่น่าประทับใจจริง ๆ รู้เรื่องของข้าได้ดีขนาดนี้”วิเซริสกล่าวพลางยกความสำคัญของรอธ ขึ้นไปอีกระดับ แน่นอนว่าเขาไม่เคยลืมเรื่องของแค้นเก่าอย่างแดงลาร์ส แต่เขาก็ไม่ได้คาดคิดว่ารอธจะลงมือก่อนเขา
ฝูงชนไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวกับภาพศีรษะที่ถูกตัดมากนัก เนื่องจากพวกเขาคุ้นเคยกับภาพเช่นนี้อยู่แล้ว จากนั้นจาลิฟาห์ก็เปิดกล่องเล็ก ๆ เผยให้เห็นมงกุฎ มงกุฎของราชินีเรลลา ซึ่งวิเซริสเคยขายไปแล้ว มงกุฎนี้มีรูปร่างเป็นมังกรสามหัว ตัวมังกรทำจากทองคำ ปีกและกรงเล็บแกะสลักจากเงินและอาเกต
ทันใดนั้นแดเนริสก็มองไปที่วิเซริสด้วยแววตาเต็มไปด้วยความคิดถึงทันที
“ท่านลอร์ดรอธ ข้าขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับความเมตตาของท่าน”วิเซริสกล่าวพร้อมโค้งคำนับลึกเพื่อแสดงความขอบคุณต่อสิ่งของล้ำค่าของมารดา
“ข้าหวังว่ามันจะเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพของเราเช่นกัน” รอธกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ได้โปรดสวมมันท่านลอร์ดวิเซริส ให้พวกเราได้เห็นว่าราชาที่แท้จริงเป็นอย่างไร” จาลิฟาห์ตะโกนขึ้นจากฝูงชน
“สวมมัน!” ฝูงชนตะโกนขึ้นพร้อมกัน ด้วยความตื่นเต้นที่อยากเห็นภาพอันยิ่งใหญ่
วิเซริสไม่ได้มาที่นี่เพื่อสร้างความบันเทิง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้เขาก็ไม่อาจแสดงความไม่พอใจออกมาได้ ทำให้เขายิ้มและยกมือขึ้นเพื่อให้ฝูงชนสงบลง
“ทุกท่าน นี่คือมงกุฎของมารดาข้า มงกุฎของราชินีเรลลา นางเคยสอนข้าว่าความหมายของมงกุฎไม่ใช่เพื่อยกระดับตนเองเหนือผู้อื่น แต่เพื่อให้คำสัตย์ต่อประชาชนว่าในยามภัยพิบัติ ข้าต้องยืนหยัดและปกป้องพวกเขาจากอันตราย เพื่อให้พวกเขายังมีความหวัง”
เมื่อวิเซริสพูดจบความรู้สึกซาบซ่านก็แผ่ซ่านไปทั่วฝูงชน ราวกับกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านกระดูกสันหลังของพวกเขา ภายในห้องโถงเงียบสนิท ทุกสายตามองไปที่วิเซริสด้วยความคาดหวัง ราวกับว่าพวกเขากำลังเห็นราชาที่แท้จริง
เมื่อตระหนักได้ว่าเขาอาจจะแสดงอารมณ์มากเกินไป วิเซริสจึงกล่าวต่อว่า “หากข้าสวมมงกุฎนี้ตอนนี้ ข้าจะเป็นการลบหลู่มัน และลืมคำสอนของมารดาข้า ดังนั้นข้าต้องขออภัย ข้ายังไม่สามารถสวมมันได้ในตอนนี้”
‘ท่านแม่เคยพูดอะไรแบบนี้กับพี่ข้าจริงหรือ?’ แดเนริสครุ่นคิด พร้อมกับภาพของราชินีเรลลาที่ปรากฏขึ้นในใจของนางเป็นครั้งแรกอย่างชัดเจน เรือนผมสีเงิน ผิวขาวซีด ดวงตาสีม่วงอเมทิสต์ และมงกุฎทองคำ
“ท่านแม่ . . .” แดเนริสพึมพำในลำคอ และรู้สึกจุกแน่นที่อก ทำให้เมธิสที่สัมผัสได้ถึงอารมณ์ของแดเนริสจึงลูบหลังเบา ๆ
ฟาเลียและอาชาที่ยืนอยู่กับกลุ่มสตรีชนชั้นสูงมองไปที่วิเซริสด้วยแววตาชื่นชม สำหรับพวกนางเขาดูราวกับเปล่งประกายแสงสีทองประหนึ่งเทพเจ้า
ท่ามกลางสายตาของทุกคนวิเซริสวางมงกุฎกลับลงในกล่อง และโค้งตัวเล็กน้อยเพื่อขอโทษ ซึ่งจาลิฟาห์ก็ อยากจะโน้มน้าวเขาอีกสักครั้ง แต่ก็ตระหนักว่าการได้ยินคำพูดอันลึกซึ้งของวิเซริสก็ถือเป็นเกียรติมากพอแล้ว
รอธซึ่งซาบซึ้งในความจริงใจของวิเซริสรู้สึกมีประกายแห่งความหวังขึ้นมา บางทีวิเซริสอาจจะสามารถทวงคืนบัลลังก์เหล็กได้จริง ๆ แต่เขาก็ตัดความคิดนี้ออกไปชั่วขณะ แล้วหันไปกล่าวกับฝูงชน “สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ช่วงเวลาที่ล้ำค่าที่สุดของงานเฉลิมฉลองนี้คือสามบทเพลงของท่านลอร์ดวิเซริส ขอเชิญเลดี้มูนชาโดว์เล่นให้พวกเราอีกครั้ง!”
ฝูงชนตอบรับด้วยความกระตือรือร้น
“มูนชาโดว์!”
“ว้าว! นั่นเลดี้มูนชาโดว์!”
“เฮ้ รู้ไหมว่าชื่อจริงของนางคือ ฟาเลีย?”
ฟาเลียก้าวไปข้างหน้าเริ่มบรรเลงพิณ มือขาวเนียนของนางเกลากลุ่มสายอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากใต้ผ้าคลุมขยับเล็กน้อยเมื่อนางเริ่มร้องเพลง ดวงตาของนางกวาดตามองฝูงชน และเห็นจาลิฟาห์และคนอื่น ๆ ยกแก้วขึ้นดื่มอวยพรกัน
ทันใดนั้นในใจลึก ๆ ฟาเลียก็แอบถอนหายใจเล็กน้อย พลางครุ่นคิดว่ารอธอาจส่งนางไปนอนกับใครสักคนเพื่อเป็นรางวัล โดยนางสงสัยว่าคงเป็นตัวรอธเอง เนื่องจากเมธิสกำลังตั้งครรภ์มานานแล้ว แต่มันก็อาจเป็นไปได้ว่าเขาจะมอบหมายให้สาวใช้แก่ ๆ คนหนึ่งพร้อมกับ ‘อุปกรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ’ ทำให้ยิ่งนางคิดมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งรู้สึกขุ่นเคืองมากขึ้น ก่อนที่สายตาของนางจะค่อย ๆ เหลือบไปมองวิเซริสในที่สุด และดูเหมือนจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้ว
เมื่องานเลี้ยงใกล้จะจบลงและแขกเริ่มทยอยกลับ เมธิสจึงบอกกับวิเซริสว่าขอคุยกับแดเนริสเป็นการส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกนางมีนัดไปเจาะหูด้วยกัน ทำให้หลังจากขออนุญาตจากวิเซริสแล้ว ทั้งสองก็พากันไปที่ห้องของเมธิส
ในขณะเดียวกันวิเซริสก็ขอห้องเงียบ ๆ เพื่อใช้เป็นทดลองอะไรบางอย่างของตัวเอง ที่นั่นเขาพบเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนพิพาทจากตระกูลซาลีน และข้อมูลทั้งหมดก็มีความแม่นยำและอัปเดตทันต่อเหตุการณ์จนถึงปัจจุบัน ทำให้หลังจากงานเฉลิมฉลองสิ้นสุดลงและทุกคนเริ่มพักผ่อน วิเซริสจึงตั้งสมาธิเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด ก่อนที่เขาจะก้าวเข้าสู่เส้นทางของทหารรับจ้างอย่างเป็นทางการ
โปรดติดตามตอนต่อไป …