- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 85
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 85
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 85
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 85 วิเซริสตัวน้อย
“ท่านฟาเลีย ดูสิ ดูเหมือนจะเป็นรถม้าของท่านลอร์ดวิเซริส!” อาชาอุทานขึ้นอย่างดีใจ
ฟาเลียเองก็จำได้ทันที “ใช่แล้ว รถม้าของวิเซริสแน่นอน”
“เขาดูเหมือนจะจากไปในอีกไม่กี่วัน . . .” อาชากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าเล็กน้อย
ฟาเลียเองก็รู้สึกใจหายเหมือนกัน ซึ่งความรู้สึกนี้ก็ทำให้นางประหลาดใจไม่น้อยเช่นกัน ก่อนที่นางจะนึกถึงคำพูดของอาจารย์ของนาง ‘ความอาลัยอาวรณ์เป็นเพียงอาการชั่วคราวของการยังหาอะไรมาแทนที่ไม่ได้ มนุษย์ก็เป็นเช่นนั้น’ ก่อนที่นางจะพยายามใช้คำสอนนี้ไล่ความรู้สึกออกไป แต่นางจะสามารถหาคนที่ดีกว่าเขาได้จริงหรือ?
ฟาเลียนึกย้อนถึงช่วงเวลาที่นางได้ใช้ร่วมกับวิเซริส แม้ว่าแรกเริ่มนางจะเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ แต่ในท้ายที่สุดเขากลับแสดงให้เห็นถึงความสามารถและเสน่ห์ที่แท้จริงของตนเอง การแข่งขันดาบที่น่าประทับใจ ปฏิภาณไหวพริบในสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่มีใครสามารถแต่งบทกวีระดับคลาสสิกได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง และช่วงเวลาที่เขาอยู่กับแอนเดอร์เซนก็ทิ้งร่องรอยไว้ในใจของนางเช่นกัน
ฟาเลียมองไปที่อาชาซึ่งกำลังสวมสร้อยข้อมือที่ทำจากเหรียญเหล็ก ซึ่งก็คือเฝือกชั่วคราวที่วิเซริสเคยทำให้นาง โดยอาชาได้นำมันมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องประดับ โดยร้อยเข้ากับเชือกที่ทำจากเศษเสื้อผ้าของวิเซริสเอง ทำให้ฟาเลียที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกอิจฉาเล็กน้อย อาชามีบางสิ่งไว้เป็นที่ระลึกของเขา แต่ตัวนางเองกลับไม่มีอะไรเลย . . .
หลังจากนั้นไม่นานรถม้าของวิเซริสก็มาถึงป้อมปราการของตระกูลซาลีนที่ครั้งนี้ตกแต่งอย่างหรูหรากว่าครั้งก่อน ประตูเปิดกว้าง พรมแดงปูทอดยาว และคนแคระผู้มาต้อนรับก็ดูหรูหรากว่าเดิม เขาสวมปลอกคอสีแดงสด แก้มก็ฉาบด้วยสีเดียวกัน พร้อมรอยยิ้มกว้างต้อนรับ
“ท่านลอร์ดวิเซริส ลอร์ดรอธและท่านหญิงเมธิสกำลังรอท่านอยู่”
“ดี เช่นนั้นก็อย่าให้เสียเวลา” วิเซริสตอบ
รถม้าแล่นตรงเข้าสู่ป้อมปราการ และเมื่อมาถึงก็มีคนนำบันไดไม้มาให้ หลังจากเขาก้าวลงจากรถ วิเซริสก็สังเกตเห็นรถม้าของฟาเลีย ก่อนที่อาชาจะเป็นคนแรกที่ก้าวลงมา พร้อมกับเผยให้เห็นรอยยิ้มกว้างและฟันสีขาวสะอาด นางจ้องวิเซริสอยู่นานจนลืมไปว่านางควรเตือนฟาเลียให้ระวังตอนก้าวลง
“เลดี้มูนชาโดว์” วิเซริสกล่าวทักทาย
“ท่านลอร์ดวิเซริส” ฟาเลียตอบกลับ
เมื่อพบกันโดยบังเอิญ พวกเขาจึงทักทายกันตามมารยาท ฟาเลียยังคงวางตัวสงบนิ่ง แต่สายตาของอาชากลับจับจ้องไปที่ใบหน้าของวิเซริสอย่างไม่วางตา สิ่งนี้ทำให้แดเนริสรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย นางจึงขยับเข้าไปใกล้วิเซริสมากขึ้น และเปรียบเทียบตัวเองกับอาชา ก่อนจะเหลือบมองวิเซริสด้วยความลังเล แต่เมื่อเห็นว่าสายตาของเขาแน่วแน่ไม่เปลี่ยนไป แดเนริสจึงรู้สึกโล่งใจทันที
ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นานการสนทนาจะถูกขัดจังหวะเมื่อไพรีน่าเดินเข้ามา
“ท่านลอร์ดวิเซริส เลดี้แดเนริส เลดี้มูนชาโดว์ เชิญทางนี้ค่ะ”
แม้ว่านี่จะเป็นครั้งที่สองที่นางมาที่นี่ แต่แดเนริสก็ยังรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อยจากความสลับซับซ้อนของสถานที่ แถมครั้งนี้ยังแตกต่างไปจากครั้งก่อน เพราะครั้งนี้พวกเขาถูกนำตรงไปยัง ‘ห้องโถงใหญ่’ ของตระกูลซาลีน
ภายในห้องโถงคึกคักไปด้วยแขก แม้ว่าจะไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับห้องโถงของซีลอร์ดที่พวกเขาไปเมื่อวันก่อน แต่แขกทุกคนล้วนเป็นสมาชิกของตระกูลซาลีน เสื้อผ้าของพวกเขาโดดเด่นกว่าทุกครั้งด้วยชุดราตรีและเสื้อคลุมที่มีสีสันสดใส
ห้องโถงนี้มีขนาดใหญ่ราว 500 ตารางเมตร เชิงเทียนติดอยู่ทุก ๆ สามฟุตบนกำแพงสูงจากพื้นขึ้นไปสามเมตร ประกอบกับแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่กลางห้อง คาดว่าหากจุดเทียนพร้อมกันทั้งหมด อาจมีมากถึงห้าหรือหกร้อยเล่ม! พื้นห้องปูด้วยพรมผืนใหญ่ที่ปักลวดลายเรือแล่นบนคลื่น พร้อมตราประจำตระกูลซาลีนที่เด่นชัดบนใบเรือ ซึ่งวิเซริสรู้ว่าพรมที่แพงที่สุดในนครเสรีมาจากเมียร์ และพรมสั่งทำพิเศษผืนนี้คงมีราคาสูงลิ่วอย่างแน่นอน
ทันทีที่สองพี่น้องก้าวเข้าสู่ห้องโถง พวกเขาก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น กลุ่มสุภาพสตรีสูงศักดิ์ พร้อมเด็กหญิงวัยไล่เลี่ยกับแดเนริสพากันมารุมล้อมนางเหมือนดวงจันทร์ที่มีหมู่ดาวโอบล้อม หนุ่มน้อยบางคนรีบเข้ามาแนะนำตัวแย่งกันเรียกร้องความสนใจจากนาง
ในขณะที่ชายหลายคนในห้องโถงที่เป็นกัปตันหรือหัวหน้ากะลาสีของตระกูลซาลีน ผู้ที่เคยต่อสู้กับพายุและคลื่นทะเลมาอย่างโชกโชน ทำให้พวกเขามีบุคลิกดุดันและแข็งแกร่ง แต่เมื่อเห็นวิเซริสในการประลอง และรู้ว่าเขาเป็นแขกของรอธ พวกเขาจึงให้ความเคารพเขาอย่างมาก
“อ้อ ท่านลอร์ดวิเซริส ข้าไม่ได้มองเห็นท่านชัด ๆ ตอนอยู่ในโรงละครวันก่อน ไม่คิดเลยว่าท่านจะยังหนุ่มขนาดนี้!” ชายคนหนึ่งกล่าว
“ใช่ ข้ามั่นใจว่าไม่นานท่านจะเป็นนักดาบที่แข็งแกร่งที่สุดในบราวอสแน่ ๆ” อีกคนเสริม
“ไม่ต้องรอให้ถึงวันนั้นหรอก เขาเป็นอยู่แล้ว!” พวกเขาพูดพร้อมกัน ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะและปรบมือ
เห็นได้ชัดว่าแขกของรอธไม่ใช่พวกโง่เขลา พวกเขารู้วิธีประจบเอาใจเป็นอย่างดี คำพูดเหล่านั้นแม้จะไม่ได้สละสลวยนัก แต่ก็ตรงไปตรงมาและมาจากใจ ทำให้วิเซริสรู้สึกดีไม่น้อย
แต่เขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่รับคำชม วิเซริสจึงเรียกสาวใช้ให้ยกไวน์มาให้เขาหนึ่งแก้ว ก่อนจะยกมันขึ้นสูงและประกาศเสียงดัง
“แด่ซาลีน!”
“แด่ซาลีน . . .”
เสียงของฝูงชนประสานกัน พร้อมเสียงกระทบกันของแก้วไวน์
“แด่ลอร์ดรอธและท่านหญิงเมธิส!”
กัปตันที่มีสายตาเฉียบแหลมคนหนึ่งตะโกนขึ้น ขณะที่คู่สามีภรรยาเดินจับมือกันเข้ามาในโถง กัปตันคนนี้ชื่อ จาลิฟาห์ ชายวัยสี่สิบที่มีตาสองข้างไขว้เล็กน้อย แต่กลับเป็นคนที่สายตาดีเป็นพิเศษ เขาเป็นหนึ่งในกัปตันฝีมือดีที่สุดของรอธ และยังเป็นนักแม่นธนูชั้นยอด
จาลิฟาห์มีประสบการณ์โชกโชน ไม่ใช่แค่การขนส่งสินค้าเท่านั้น แต่ยังเคยผ่านสงครามมาก่อน เมื่อได้เห็นสีหน้ายิ้มแย้มของรอธ และเมธิสที่กำลังตั้งครรภ์ ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศในงานรื่นเริงมากขึ้น พวกเขาได้ดูคำทำนายจากหมอดูมาแล้ว และมีแนวโน้มว่านี่จะเป็นเด็กผู้ชาย
“ท่านหญิง ท่านดูแข็งแรงมาก ข้ามั่นใจว่าท่านจะให้กำเนิดทายาทที่แข็งแกร่งแน่!” กัปตันคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ปากดีจริง ๆ! ข้าว่าท่านหญิงเมธิสอาจให้กำเนิดฝาแฝดเลยก็ได้นะ!” อีกคนเสริมขึ้นมา เพื่อแข่งกันอวยพร
เสียงหัวเราะและคำยินดีดังขึ้นทั่วโถง แม้ว่าทุกคนจะสนุกสนาน แต่รอธและเมธิสก็ไม่ได้เปิดเผยความลับเกี่ยวกับ ‘ตะกั่ว’ ที่พวกเขาค้นพบให้กับลูกน้องฟัง พวกเขาเพียงแต่รินไวน์หวานให้ดื่มกันอย่างเหลือเฟือ พร้อมส่งสัญญาณว่าคืนนี้ดื่มกันให้เต็มที่เหมือนน้ำได้เลย
“ว่าแต่ พวกท่านคิดชื่อให้เด็กแล้วหรือยัง?” กัปตันคนหนึ่งถามขึ้น
รอธและเมธิสสบตากัน ก่อนจะหันไปมองสองพี่น้องตระกูลทาร์แกเรียน
“ถ้าเป็นเด็กผู้ชาย เราจะตั้งชื่อเขาว่า ‘วิเซริส’” รอธประกาศออกมา
วิเซริสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย และลืมไปชั่วขณะว่านี่คือธรรมเนียมของที่นี่
“ถ้าเป็นเด็กผู้หญิง เราจะตั้งชื่อว่า ‘แดเนริส’” เมธิสเสริมขึ้น
“เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ขอบคุณท่านลอร์ดรอธ” วิเซริสกล่าวด้วยความเข้าใจในเจตนา
รอธทำเช่นนี้ก็เหมือนกับตอนที่เน็ดตั้งชื่อลูกชายว่า ‘จอน’ เพื่อหวังให้เขาสืบทอดไหวพริบของบิดาบุญธรรม รอธเองก็ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และความสามารถของวิเซริสจึงเลือกชื่อของเขา
“แด่วิเซริสตัวน้อย!”
จาลิฟาห์ยกแก้วขึ้น พร้อมให้การรับรู้โดยปริยายว่าเมธิสกำลังตั้งครรภ์บุตรชาย แม้ว่างานเลี้ยงจะยังไม่เริ่ม แต่เขาก็ชักชวนให้ทุกคนดื่มไปสองแก้วแล้ว อย่างไรก็ตามเมธิสที่ได้รับคำเตือนจากวิเซริสว่าหญิงมีครรภ์ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ จึงยึดถือกฎข้อนี้เคร่งครัดเพื่อให้ทายาทของนางเติบโตแข็งแรง
“ข้ายังมีข่าวดีจะบอกทุกคนอีกเรื่อง” รอธกล่าวขึ้น พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ตามแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ตาของทอร์โมถูกนกของตัวเองจิกจนบอด!”
ห้องโถงเงียบลงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปะทุขึ้นด้วยเสียงโห่ร้องดีใจเกือบจะทำให้หลังคาสะเทือน
“มันสมควรได้รับบทเรียนนี้!” กัปตันคนหนึ่งตะโกนขึ้น
“ใช่! ข้าว่าปล่อยให้มันตาบอดไปเถอะ! ถ้าพวกเราหาเจ้านกตัวนั้นได้ ข้าจะบูชามันเป็นบิดาของข้าเลย!” อีกคนเสริมขึ้นอย่างลำพองใจ
วิเซริสเลือกที่จะเพิกเฉยต่อคำพูดเพี้ยน ๆ เกี่ยวกับ ‘บูชานกเป็นพ่อ’ และกำลังจะพูดถึงอันตรายที่รออยู่ข้างหน้า แต่รอธก็กล่าวขึ้นมาก่อน
“อย่างที่พวกเจ้าทราบ ท่านลอร์ดวิเซริสกำลังจะออกเดินทางจากบราวอสไปยังดินแดนพิพาท พร้อมกับไข่มังกร ข้าคาดว่าไม่ช้าก็เร็วจะต้องมีคนหมายปองมัน ใครอยากอาสาคุ้มกันเขาบ้าง?”
“ท่านลอร์ด ข้าขอไปเอง!” จาลิฟาห์รีบยกมือเสนอตัวทันที
“ตกลง เช่นนั้นก็ได้” รอธพยักหน้าก่อนจะหันไปมองวิเซริส
แต่วิเซริสกับไม่ได้กล่าวขอบคุณทันที และพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ขอบคุณท่านลอร์ดรอธ แต่ข้าได้รับข่าวมาว่า ทอร์โมจ้างทหารกว่า 200 นายมาฆ่าข้ากลางทะเล และพวกมันสวมใส่เกราะ . . .”
“เกราะ!?” รอธเบิกตากว้าง และรู้ได้ทันทีว่านี่เป็นเรื่องใหญ่
“จาลิฟาห์ พาคนไปเพิ่ม” รอธสั่งเสียงเข้ม
“รับทราบ ท่านลอร์ด”
“เดี๋ยวก่อน ท่านลอร์ดรอธ ท่านลอร์ดจาลิฟาห์ ข้ามีความคิด . . .” วิเซริสแทรกขึ้นมา
เมื่อพวกเขาได้ฟังแผนของวิเซริส จาลิฟาห์ถึงกับอุทานออกมาทันที “นี่มันบ้าชัด ๆ!”
“พวกท่านเคยได้ยินเกี่ยวกับงูที่ใช้หางของมันล่อเหยื่อไหม? มันทำให้หางดูเหมือนหนอน เพื่อล่อให้นกลงมาจิกกิน แน่นอนว่าหางอาจโดนกัดบ้าง แต่สุดท้ายงูนั่นก็จะได้มื้ออาหารดี ๆ”
“ข้าจะเป็นหางของงูตัวนั้นล่อพวกของทอร์โม และเป็นการตอบแทนข้าจะริบเกราะพวกมันมาให้ตระกูลซาลีน”
“บ้าไปแล้ว บ้าเกินไป คนแบบนี้ไม่มีทางมีชีวิตยืนยาวหรอก” รอธพึมพำกับตัวเอง
แต่เมื่อคิดถึงความสามารถของวิเซริสแล้ว มันก็ดูมีความเป็นไปได้ อีกทั้งเกราะกว่า 200 ชุดนั้นถือเป็นทรัพย์สินล้ำค่า ซึ่งน่าจะเป็นไพ่ตายที่ตระกูลเฟรการ์กักตุนไว้ ดังนั้นการที่วิเซริสยอมเอาตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อแลกกับการได้รับการคุ้มกันจากตระกูลซาลีน นี่ไม่ใช่แค่ความกล้าหาญ แต่มันคือแผนการที่เต็มไปด้วยชั้นเชิง
โปรดติดตามตอนต่อไป …