เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 80

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 80

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 80


มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 80 ไข่มังกร (1/5)

“ถ้าเช่นนั้น บอกข้าเกี่ยวกับสถานการณ์ของพวกเจ้าหน่อย”

เมริสที่มองเห็นโอกาสทำให้ดวงตาสีฟ้าของนางเปล่งประกายทันที “หัวหน้าของเราคือทาร์เทอร์ดพรินซ์ อย่างที่ท่านอาจจะทราบ วินด์โบลนมีกองทหารม้า 2,000 นาย ทหารราบมากกว่าสองเท่า และทหารรับใช้ รวมแล้วราว 6,000 คน พวกเราปฏิบัติการในพื้นที่ต่าง ๆ และเพิ่งเข้าร่วมการรบไม่นานนี้ . . .” เมริสพูดต่อเนื่องกว่าสิบนาที อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินงานของพวกเขา และทุกครั้งที่นางกล่าวถึงทาร์เทอร์ดพรินซ์ ดิกจะพยักหน้าเห็นด้วย แสดงให้เห็นถึงชื่อเสียงอันสูงส่งของผู้นำในกลุ่ม

“แล้วพวกเจ้ามีข้อเสนออะไรให้ข้าบ้าง?” วิเซริสถาม ซึ่งเป็นการปิดฉากความพยายามของอิลลิริโอในการดึงตัวเขาเข้าสู่โกลเดน อิลลิริโอเองก็เข้าใจเรื่องนี้ดี ขณะที่เมริสกลับยิ่งกระตือรือร้นขึ้น ‘ท่านหัวหน้าคงดีใจมากที่ได้คนอย่างวิเซริสเข้าร่วม!’

“หากท่านเข้าร่วมกับเรา ท่านสามารถเป็นรองหัวหน้าหน่วยได้ ด้วยเงินเดือนราว 2,000 ถึง 3,000 เหรียญทองมังกรต่อปี” เมริสพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงแม้เธอจะรู้สึกไม่มั่นใจอยู่บ้างก็ตาม เพราะนางรู้ดีว่าวิเซริสสามารถหาเงินได้ไม่น้อยกว่า 100,000 เหรียญทองมังกรจากการแข่งขันประลองเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเงิน 5,000 เหรียญทองมังกรจึงแทบไม่มีค่าเลย ทว่าไม่นานนางก็ตระหนักว่าวิเซริสไม่ได้เข้าร่วมเพราะเรื่องเงิน

“รองหัวหน้าหน่วย? ทำไมข้าถึงไม่ได้เป็นหัวหน้าหน่วยล่ะ? ท่านอิลลิริโอเคยเสนอให้ข้า 5,000 เหรียญทองมังกรต่อปี และตำแหน่งหัวหน้าหน่วยในโกลเดน” วิเซริสกล่าว ทำให้อิลลิริโอถึงกับชะงักไปชั่วครู่ แม้เขาไม่เคยเสนอเช่นนั้น แต่เขาก็เพียงแค่ยิ้มและไม่ปฏิเสธเพื่อไม่ให้ขัดกับคำพูดของวิเซริส

“เอ่อ . . . มันก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ . . .” อิลลิริโอเริ่มพูดขึ้น แต่ก็ถูกวิเซริสขัด

“อย่าพูดถึงเรื่องนั้นเลย ข้ามีเงื่อนไขสองข้อ เจ้าสามารถตกลงได้หรือไม่?”

“โปรดกล่าวมา” เมริสตอบ

“ข้อแรก ข้าจะเซ็นสัญญาเพียงหนึ่งปีเท่านั้น และมีตัวเลือกต่ออายุขึ้นอยู่กับผลงาน หากข้าไม่เป็นที่พึงพอใจของพวกเจ้า เจ้าก็สามารถเลือกที่จะไม่จ่ายค่าจ้างข้าได้”

เมริสหันไปมองดิก ซึ่งดิกก็พยักหน้าเห็นด้วย “ไม่น่าจะมีปัญหา”

“ข้อสอง เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นใคร ข้ามีน้องสาวอยู่หนึ่งคน ข้าต้องการพานางไปด้วย”

“เจ้าชายวิเซริส หากท่านไว้ใจข้า แดเนริสสามารถอยู่กับข้าได้” อิลลิริโอแทรกขึ้น

“ขออภัย ท่านอิลลิริโอ แต่ข้ากับน้องสาวต้องอยู่ด้วยกัน” วิเซริสกล่าวหนักแน่น

เมริสลังเลเล็กน้อย อาชีพทหารรับจ้างอาจมีระเบียบขึ้น แต่ก็ยังไม่ค่อยมีกรณีที่สมาชิกพาครอบครัวติดตามไปด้วย โดยปกติจะมีเพียงพ่อและพี่น้องที่เป็นทหารรับจ้างเหมือนกันเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมริสตัดสินใจรับผิดชอบเรื่องนี้เอง แม้ว่าจะต้องเผชิญกับผลที่ตามมา เพราะสำหรับนางกัปตันคือผู้ที่ให้ชีวิตที่สองแก่ตนเอง “ตกลง”

“แล้วเราจะเซ็นสัญญาได้เมื่อไหร่?” วิเซริสถาม

“เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์กว่าจะออกจากบราวอสได้” เมริสตอบ

“ไม่มีปัญหา”

เมริสรู้สึกแทบไม่อยากเชื่อว่าทุกอย่างจะราบรื่นถึงเพียงนี้ ‘ท่านหัวหน้าต้องดีใจมากแน่ ๆ ที่ได้แชมป์ดาบเช่นนี้เข้าร่วม!’ หากเขาไม่ติดพันธุ์กับอีกา (หมายถึงส่งข่าวผ่านเรเว่น) ก็คงจะได้รับข่าวนี้ภายในสามถึงห้าวัน

เมื่อเห็นว่าวิเซริสตัดสินใจเข้าร่วมวินด์โบลน อิลลิริโอก็ล้มเลิกความพยายามที่จะชักจูงเขาเข้าสู่โกลเดน

“ท่านอิลลิริโอ ท่านค้าขายไข่มังกรและกระดูกมังกร ท่านช่วยข้าหาไข่มังกรให้สักหน่อยได้ไหม?” วิเซริสหันไปถามกับอิลลิริโอ

“ไม่มีปัญหา แต่เจ้าจะเอาไปทำอะไรล่ะ?” อิลลิริโอถามอย่างสงสัย

วิเซริสรู้ว่าเขาไม่อาจปิดบังเจตนาของตนได้อีกต่อไป จึงตอบไปตามตรงว่า “แน่นอน ข้าจะฟักมันเป็นมังกร ข้าจะเอามันไปทำอะไรได้อีกล่ะ?”

“โอ้ . . . อืม โอเค” อิลลิริโอถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขารู้สึกว่าต้องประเมินค่าของวิเซริสใหม่ มังกรสูญพันธุ์ไปนานแล้ว และถึงแม้จะมีตัวหนึ่งฟักออกมา วิเซริสจะจัดการกับมันอย่างไร? เขาสัมผัสได้ถึงความบ้าคลั่งแบบตระกูลทาร์แกเรียนที่ค่อย ๆ ตื่นขึ้นมาในตัวชายหนุ่มผู้นี้

นอกจากนี้วิเซริสยังร้องขออัญมณีจากกระดูกมังกรอีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นแหวน สร้อยคอ เข็มขัด และของจิปาถะอื่น ๆ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะมีมูลค่ารวมเพียงไม่กี่พันเหรียญทองมังกร แต่อิลลิริโอก็ตัดสินใจเรียกเก็บเงินจากเขา เพราะตอนนี้วิเซริสมีเงินแล้ว

แต่ในใจของวิเซริสกลับคิดว่า ‘ถ้าเจ้าต้องการให้ข้าเป็นเป้าหมาย ตาแก่อย่างเจ้าก็ต้องจ่ายค่าเสี่ยงภัยให้ข้าหน่อย’ ดังนั้นวิเซริสจึงไม่มีความตั้งใจจะจ่ายเลยแม้แต่น้อย

. . .

เมื่อเวลามาถึงเกือบพลบค่ำ รถม้าของซีลอร์ดก็มารับวิเซริสตรงเวลา ก่อนที่เขาและแดเนริสซึ่งแต่งกายในชุดที่ดีที่สุดจะเดินไปขึ้นรถม้าที่ตกแต่งอย่างประณีต โครงรถม้านั้นมีสีน้ำเงินเข้มประดับด้วยลายนูนม้าน้ำ ขณะที่หลังคารถม้ามีส่วนโค้งคล้ายกระดองเต่า ประดับด้วยเปลือกหอยแวววาว

วิเซริส แดเนริส และไคลานั่งอยู่ภายในรถม้า ขณะที่รีจิสขี่ม้าประกบอยู่ด้านข้างทำหน้าที่เป็นผู้ติดตามของวิเซริส และด้วยศีรษะที่เงาวับราวกับไข่ทองคำท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น เขาจึงดูสง่างามเป็นพิเศษ จนแทบจะเหมือนแชมป์แห่งสนามประลอง

เมื่อสังเกตเห็นความประหม่าในดวงตาของแดเนริส วิเซริสจึงจับมือของน้องสาวเอาไว้ และประสานมือเข้าด้วยกันอย่างอ่อนโยน “อย่ากลัวไปเลยแดเนริส พระราชวังของซีลอร์ดก็แค่นั้นแหละ ข้าจะพาเจ้าไปยังสถานที่ที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีกมากในอนาคต”

ซึ่งความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาช่วยให้แดเนริสผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด

วิเซริสมองมือละเอียดอ่อนของแดเนริส ก่อนจะสังเกตเห็นรอยด้านสีเหลืองอ่อนจากการฝึกดาบอย่างไม่หยุดหย่อน โดยนางได้ใช้ถุงมือไปแล้วถึงสามคู่ แม้จะยังห่างไกลจากคำว่าเชี่ยวชาญ แต่ก็นับว่าเก่งพอจะข่มขู่คนธรรมดาได้ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ดีในอนาคต เพราะในฐานะนักขี่มังกรเพียงแค่ตะโกนว่า ‘พ่นไฟ’ ก็เพียงพอแล้ว จะไปเสียเวลาวางกลยุทธ์ให้ยุ่งยากทำไมในเมื่อมีพลังทำลายล้างอยู่ในมือ?

ทั้งสามพูดคุยกันระหว่างทาง ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงพระราชวังของซีลอร์ด เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมความยิ่งใหญ่ของพระราชวังสีฟ้า โดยเฉพาะวิเซริสที่รู้สึกเหมือนถูกดึงกลับไปยังอดีต ตอนที่เขาเคยมาแอบพบกับเฟอร์เรโก

เมื่อรถม้าจอดลงข้ารับใช้คนหนึ่งก็นำบันไดที่ปูด้วยผ้าห่มมาวางไว้หน้าประตูรถ โดยวิเซริสเป็นคนแรกที่ก้าวลงมา และหันกลับไปช่วยแดเนริส ก่อนที่พวกเขาจะหันไปมองทางเข้าพระราชวังซีลอร์ด และเมื่อมองลึกเข้าไปข้างในพวกเขาก็สามารถมองเห็นน้ำพุและรูปปั้นสูงตระหง่านได้ชัดเจน

วิเซริสรู้ดีว่านั่นคือรูปปั้นของมังกรทะเล ระหว่างการมาเยือนครั้งก่อนเขาได้จดจำแผนผังของพระราชวังได้อย่างขึ้นใจ ขณะที่เดินเข้าไป พวกเขาก็เหลือบมองทหารองครักษ์ในชุดคลุมสีน้ำเงิน ซึ่งทำให้วิเซริสนึกถึงทหารผ้าคลุมทองแห่งคิงส์แลนดิ้ง และเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าใครเลียนแบบใคร แต่ที่แน่ ๆ คือทหารเหล่านี้ล้วนเป็นยอดฝีมือ พวกเขาแผ่รังสีความกดดันที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องให้ความเคารพ แม้แต่รีจิสที่ก่อนหน้านี้ดูหยิ่งผยองก็ยังดูสงบลงเล็กน้อย ส่วนแดเนริสแม้จะยังรู้สึกประหม่า แต่ก็พยายามรักษาความสงบนิ่งโดยอยู่ใกล้กับวิเซริส

พวกเขาเดินผ่านประตูใหญ่ลัดเลาะไปตามจัตุรัส เดินอ้อมรูปปั้นมังกรทะเลสูงห้าเมตร และผ่านประตูอีกสองบาน ใช้เวลาเดินเกือบยี่สิบนาทีจนกว่าจะมาถึง ‘ห้องโถงของซีลอร์ด’

‘โชคดีที่นี่ไม่ใช่พระราชวังต้องห้าม ไม่อย่างนั้นระยะทางเท่านี้คงเป็นแค่การวอร์มอัป’ วิเซริสคิดเปรียบเทียบกับพระราชวังต้องห้ามในความทรงจำในชีวิตก่อน และเมื่อผ่านประตูของ ‘ห้องโถงซีลอร์ด’ พวกเขาก็มองเห็นกลุ่มคนอยู่ภายในมากมาย

“วิเซริส ทาร์แกเรียน, แดแนริส ทาร์แกเรียน . . .” องครักษ์ประกาศ

ภายในห้องโถงเงียบลงชั่วขณะ และเมื่อพวกเขาก้าวผ่านธรณีประตู วิเซริสก็เห็นว่ามีขุนนางบราวอสอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยคน แม้พวกเขาอาจไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองจริง ๆ แต่ก็ล้วนมาจากตระกูลที่มีชื่อเสียง

ชั่วพริบตาเดียวสายตาหลายร้อยคู่ก็จับจ้องมาที่สองพี่น้องประเมินพวกเขาจากหัวจรดเท้า ทำให้แดเนริสถึงกับเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ แต่ด้วยการฝึกดาบตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา รวมถึงคำสอนของวิเซริส นางจึงสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา

“ช่างเป็นเด็กสาวที่งดงามเสียจริง”

“และเด็กหนุ่มก็สง่างามไม่แพ้กัน”

ขุนนางบางคนที่มีโอกาสเห็นสองพี่น้องใกล้ ๆ ถึงกับละสายตาไม่ได้ แต่ขณะที่พวกเขากำลังสังเกตวิเซริสและแดเนริส วิเซริสเองก็กำลังสังเกตพวกเขาเช่นกัน ขุนนางบราวอสมักเพิ่มลวดลายให้เสื้อผ้าของตนเอง เพราะเห็นว่าการใส่แค่สีขาวดำดูจืดชืดเกินไป ทำให้มีหลายคนใช้ดิ้นทองประดับขอบเสื้อ หรือปักตราสัญลักษณ์ของตระกูลลงไป ทำให้เสื้อผ้าแม้จะเป็นสีเรียบก็ยังดูหรูหราและวิจิตร

นอกจากนี้วิเซริสยังพบเห็นใบหน้าคุ้นเคยหลายคนในฝูงชน ไม่ว่าจะเป็น แอนเดอร์เซน, ไวทัส, ทอร์โม และสมาชิกคนอื่น ๆ ของตระกูลเฟรการ์

ตามคาดทอร์โมและไวทัสมองเขาด้วยสายตาเย็นชา ทว่าแอนเดอร์เซนกลับส่งสายตาความหมายบางอย่าง ราวกับต้องการพูดอะไรสักอย่าง ซึ่งวิเซริสเดาว่าอีกฝ่าย ‘เข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว’

และท่ามกลาง ‘คู่แข่งเก่า’ ของเขา คนแรกที่เข้ามาทักทายก็คือ รอธ

“ลอร์ดวิเซริส เครื่องแต่งกายนี้ช่างเหมาะกับท่านเสียจริง!” รอธกล่าว พลางเหลือบมองตรามังกรสามเศียรสีแดงบนอกของวิเซริส

“ลอร์ดรอธก็ดูแข็งแรงกระฉับกระเฉงไม่น้อยวันนี้!” วิเซริสตอบกลับ

แดเนริสแม้จะรู้สึกเคอะเขินในตอนแรก แต่ก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายขึ้นเมื่อเมธิสพานางไปรู้จักกับกลุ่มสตรีชนชั้นสูง อย่างไรก็ตามอุปนิสัยของแดเนริสกลับทำให้นางแตกต่างจากพวกนางโดยสิ้นเชิง หากเหล่าสตรีเหล่านั้นเปรียบดั่งดอกไม้อันงดงามของโลกใบนี้ แดเนริสก็คงเป็นต้นอ่อนเล็ก ๆ ที่แม้จะยังเปราะบาง แต่ในอนาคตจะเติบโตขึ้นจนสูงเกินกว่าที่ใครจะมองข้ามได้

“ข้าได้ยินว่าท่านตัดสินใจเข้าร่วมกับวินด์โบลน?” รอธถาม

“ใช่ ข้ากับน้องสาวจะออกจากบราวอสในราวหนึ่งสัปดาห์”

“ถ้าเช่นนั้น ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หากท่านมีเวลา ต้องแวะมาที่ตระกูลของข้า ข้าจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองท่านเอง”

“ไม่มีปัญหา ในเมื่อท่านเชื้อเชิญ ข้าย่อมไปแน่นอน”

“ซีลอร์ดเดินทางมาถึงแล้ว . . .”

เสียงประกาศดังขึ้นก้องโถงอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงคล้ายคลื่นทะเล เฟอร์เรโกปรากฏตัวในชุดคลุมไหมปักลายสีน้ำเงิน สวมมงกุฎบนศีรษะ และถือคทากระดูกมังกรสีดำอยู่ในมือ เบื้องหลังเขาคือบาทหลวงในชุดคลุมสีซีด และทันทีที่ทุกคนเห็นเฟอร์เรโก ความเงียบก็เข้าปกคลุมทันที

“ท่านทั้งหลาย ปีนี้ครบรอบ 623 ปีแห่งการก่อตั้งบราวอส ขอให้ข้าได้กล่าวขอบคุณเทพธิดาแห่งจันทราอีกครั้งสำหรับการชี้นำของพระนาง” เฟอร์เรโกทำเครื่องหมายวงกลมบนหน้าอก จากนั้นหลับตาและก้มศีรษะลง ซึ่งฝูงชนก็ทำตามทันที พร้อมกันภาวนาและกล่าวคำขอบคุณ แม้ว่าศาสนาอื่นจะถูกนำเข้ามาตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา แต่วิหารแห่งนักขับขานแห่งจันทราก็ยังคงเป็นศาสนาหลักของบราวอส

หลังจากเงียบไปชั่วครู่ เฟอร์เรโกก็เงยหน้าขึ้นและกระแอมเบา ๆ เป็นสัญญาณให้ผู้อื่นเงยหน้าขึ้นตาม “นี่เป็นการเฉลิมฉลองครั้งที่ 200 ในบราวอส และครั้งนี้แตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะชื่อหนึ่งจะถูกจดจำ”

เฟอร์เรโกผายมือไปที่วิเซริส และสายตาของฝูงชนทั้งหมดก็จับจ้องไปที่เขา โดยส่วนใหญ่นั้นเต็มไปด้วยความอิจฉาหรือชื่นชม แม้จะมีบางสายตาเย็นชาจากตระกูลเฟรการ์ก็ตาม

“ลอร์ดวิเซริสได้แต่งเพลงสามบท ซึ่งจะถูกขับร้องไปอีกหลายศตวรรษ เพื่อเป็นการตอบแทน ข้าจะเพิ่มเงินรางวัลอีก 50,000 เหรียญทองมังกร!”

“อืม!”

“ถูกต้อง!”

“เหมาะสมแล้ว!”

“ยอดเยี่ยม!”

เสียงตอบรับดังขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน วิเซริสคิดว่าหากพวกเขาปรบมือกันบ้าง บรรยากาศคงจะดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น และถ้าดูจากสถานการณ์ตอนนี้มันก็คงถึงคราวที่เขาต้องพูดแล้ว ทำให้เขาก้าวไปข้างหน้าและกล่าวต่อหน้าฝูงชน

“ขอบคุณท่านซีลอร์ดสำหรับความเมตตา นี่เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยที่ข้าสามารถทำได้” วิเซริสเหลือบมองแดเนริสก่อนพูดต่อว่า “เมื่อตระกูลทาร์แกเรียนสูญเสียบัลลังก์เหล็กในสงครามแห่งบัลลังก์ บราวอสก็รับข้าและน้องสาวไว้ ดังนั้นสามบทเพลงนี้ไม่เพียงพอที่จะตอบแทนบุญคุณ เพราะงั้นข้าจะถือว่าบราวอสเป็นบ้านหลังที่สองของข้าตลอดไป!”

“กล่าวได้ดี!” รอธเป็นคนแรกที่ปรบมือ จากนั้นเสียงกระซิบกระซาบก็ดังขึ้น สายตาของผู้คนที่มองวิเซริสเปลี่ยนไปอีกครั้ง วิเซริสกล่าวได้อย่างสง่างามสมแล้วที่เป็นสายเลือดทาร์แกเรียน

เฟอร์เรโกยิ้มและปรบมือขึ้น ก่อนที่สาวใช้สองคนจะก้าวออกมา โดยแต่ละคนนั้นถือถาดที่คลุมด้วยผ้าไหมปักลายสีน้ำเงิน และรูปทรงที่นูนขึ้นก็เผยให้เห็นสมบัติล้ำค่าที่ซ่อนอยู่อย่างชัดเจน ไข่มังกรและดาบยาว!

‘ไข่มังกรของข้า ดาบวาเลเรียนของข้า!’ วิเซริสรู้สึกตื่นเต้นเกินจะปิดบังหลังจากที่วางแผนมานาน

“เชิญแชมเปี้ยนของเรา มารับรางวัลของท่าน!” เฟอร์เรโกประกาศ

สาวใช้คุกเข่าต่อหน้าวิเซริสยกถาดขึ้นเหนือศีรษะ และท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วนวิเซริสก็ค่อย ๆ เปิดผ้าไหมออกเผยให้เห็นไข่มังกรสีเขียว ก่อนที่ฝูงชนจะพยายามแทรกเข้ามาเพื่อมองให้ชัดเจนขึ้น

แน่นอนว่าแดเนริสเคยเห็นไข่มังกรที่บ้านซาไลน์มาก่อน แต่ไข่ฟองนี้มันแตกต่างออกไป เพราะมันเป็นของพวกเขาจริง ๆ!

วิเซริสยกไข่ขึ้นอย่างระมัดระวังด้วยความตื่นเต้นของเขาที่แทบจะปิดไม่มิด

- -

[ไข่มังกร มอบค่าสถานะที่สามารถใช้ได้ 11.5 แต้ม]

- -

‘หืม? 11.5 ดูเหมือนคุณภาพของไข่มังกรจะแตกต่างกัน’ วิเซริสคิดในใจ

โปรดติดตามตอนต่อไป …

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 80

คัดลอกลิงก์แล้ว