- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 78
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 78
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 78
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 78 จุมพิตแห่งชัยชนะ
หมอกเลือดที่พุ่งออกมานั้นเหมือนจะดูดกลืนพลังชีวิตของดาร์คเลนไปจนหมด ดวงตาของเขาพร่ามัวพยายามหมุนตัวมองหาเป้าหมาย ก่อนที่สุดท้ายจะเห็นเงาสีเงินขาวลาง ๆ แล้วพุ่งเข้าหา แต่แทนที่จะฟันดาบ เขากลับพุ่งเข้าชนด้วยหน้าอก
วิเซริสรู้ว่าดาร์คเลนต้องการตายอย่างมีเกียรติ เขาเลือกที่จะล้มลงด้วยคมดาบแทนที่จะตายเพราะพิษของยา ดังนั้นวิเซริสจึงแทงดาบของเขาลงไปที่หน้าอกของดาร์คเลน ทำให้ใบดาบคมกริบทะลุร่างของอีกฝ่าย พร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ ที่ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของดาร์คเลน
“ขอบ . . .” ดาร์คเลนพยายามพูด แต่คำพูดของเขาก็หยุดลงเมื่อร่างกายทรุดฮวบลงกับพื้น
ทันใดนั้นโรงละครก็ตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ ภาพของเด็กหนุ่มผมสีเงิน ร่างไร้วิญญาณที่อ่อนปวกเปียก และเลือดที่ค่อย ๆ แผ่กระจายออกไป สร้างฉากที่ทั้งน่าเศร้าและยิ่งใหญ่
“โอ้ . . .”
“โอ้ . . .”
“โอ้ . . .”
“วิเซริส! วิเซริส! วิเซริส!”
“วิเซริส! วิเซริส! วิเซริส!”
เสียงโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วโรงละครและก้องออกไปถึงภายนอก ทำให้โจราห์รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่แล่นไปทั่วร่างกายของเขา
“วิเซริส ทาร์แกเรียน เป็นผู้ชนะ!”
ผ้าเช็ดหน้าจำนวนมากถูกโยนขึ้นไปในอากาศ ผู้คนเฉลิมฉลองชัยชนะของเขา โดยพวกเขาไม่ได้สนใจว่าใครล้มลง ขอเพียงแค่มีผู้ชนะ แต่ก็มีบางคนที่ภาวนาให้วิเซริสได้รับชัยชนะจริง ๆ
ก่อนที่วิเซริสจะเหลือบไปเห็นรีจิสที่กำลังตะโกนก้องด้วยความตื่นเต้น เห็นไคล่าที่ไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ และเห็นแดเนริสที่กำลังยิ้มให้เขา
วิเซริสยกมือขึ้นแล้วส่งจุมพิตไปให้แดเนริส ซึ่งนางก็ไม่เข้าใจท่าทางนั้นนัก แต่ก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่ง ทำให้แก้มของนางเริ่มขึ้นสีเล็กน้อย การกระทำแบบนี้เด็กสาวย่อมรู้สึกเขินอายเป็นธรรมดา! วิเซริสเพลิดเพลินกับช่วงเวลานี้ เพราะเขารู้ว่ามันไม่ถือว่าเสียมารยาท ในการแข่งขันนักดาบที่ชนะมักจะมอบจุมพิตให้กับหญิงสาวที่พวกเขาชื่นชอบก่อนจากกันเสมอ
หลังจากนั้นสายตาของเขาก็กวาดไปทั่วฝูงชนจนกระทั่งสบเข้ากับดวงตาสีเขียวคู่หนึ่ง ฟาเลีย! ทำให้นางรีบเบือนหน้าหนีเมื่อรู้ว่าเขากำลังมองมา ทางด้านอาชาเองนางก็โบกมืออย่างร่าเริง และส่งจุมพิตกลับมาให้เขาเหมือนที่เขาทำ ทำให้ฟาเลียที่เห็นเช่นนั้นก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะยืดคอระหงออกมาเล็กน้อย แต่ก่อนที่นางจะทำอะไรต่อ วิเซริสก็เบนสายตาไปแล้ว
วิเซริสเงยหน้ามองไปยังศูนย์กลางของอัฒจันทร์ โค้งตัวให้ซีลอร์ดเฟอร์เรโกอย่างสุภาพ จากนั้นก็ส่งรอยยิ้มให้รอธ และสุดท้ายก็สบตากับทอร์โม ซึ่งการสบตาระหว่างพวกเขาเหมือนมีลูกธนูเหล็กที่พุ่งชนกันกลางอากาศ ก่อนที่ทอร์โมจะตัดสินใจทันทีว่าเขาจะไม่ปล่อยให้วิเซริสออกจากบราวอสง่าย ๆ
ในขณะเดียวกันวิเซริสก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไปในแผงข้อมูลของเขา และเมื่อเปิดดูเขาก็พบว่าทักษะดาบของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก
- -
[ทักษะดาบ : ระดับปรมาจารย์ (8900/10000) + -]
- -
วิเซริสรู้ตัวเองดีว่าเขากำลังเข้าใกล้การเป็น ‘ปรมาจารย์’ อย่างแท้จริง และหลังจากปรมาจารย์ไปแล้ว มันจะมีระดับอะไรต่อไปอีกนะ?
อย่างไรก็ตามตอนนี้เขาก็ไม่ได้วางแผนจะมุ่งพัฒนาวิชาดาบต่อทันที เพราะเขาต้องการพัฒนามันผ่านการต่อสู้จริงในอนาคต ส่วนในการแข่งขันครั้งนี้เขาใช้พลังไปไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ และเมื่อเขาเข้าร่วมกลุ่มทหารรับจ้าง เขาควรจะให้ความสำคัญกับการขี่ม้าและยิงธนู รวมถึงการใช้พลังของสกินเชนเจอร์ให้มากขึ้น
กล่าวโดยสรุปแล้วเขายังมีทักษะอีกมากมายที่ต้องฝึกฝน และทั้งหมดนี้ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ไข่มังกรสีน้ำเงินสามารถมอบแต้มค่าสถานะให้เขาได้ 10 แต้ม โดยแบ่งออกเป็น 0.5 แต้มต่อวัน ภายในสิบวันก็จะได้ 5 แต้ม ในสามเดือนจะได้ 50 แต้ม และในหนึ่งปีจะได้ 200 แต้ม ถ้าค่าสถานะอย่างพละกำลัง สุขภาพ และเวทมนตร์มีขีดสูงสุดที่ 100 แล้วแต้มพิเศษที่ได้มาจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง? และเขาก็สงสัยว่าสิ่งของอย่างดาบวาเลเรียนจะสามารถใช้แต้มเพิ่มพลังให้มันได้หรือไม่ . . .
ในขณะที่วิเซริสกำลังจะออกจากเวที ชายหนุ่มคนหนึ่งในเสื้อคลุมสีน้ำเงินก็ก้าวลงมาจากอัฒจันทร์ชั้นกลาง เขาก็คือองครักษ์ส่วนตัวของเฟอร์เรโก
“ลอร์ดวิเซริส โปรดตามข้ามา”
คำเรียกขานที่เปลี่ยนไปจาก ‘เจ้าชาย’ เป็น ‘ลอร์ด’ บ่งบอกถึงจุดยืนของซีลอร์ดเฟอร์เรโกอย่างชัดเจนว่าเขาไม่มีความตั้งใจจะช่วยให้วิเซริสทวงคืนบัลลังก์ และเขาจะเป็นเพียงพยานใน ‘พันธะสัญญาลับแห่งการแต่งงาน’ เท่านั้น
แต่วิเซริสก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะเมื่อเขาแสดงพลังที่แท้จริงให้โลกเห็น ผู้คนก็จะพากันแย่งชิงส่วนแบ่งจาก ‘เกียรติยศแห่งมังกร’ เอง
ก่อนจากไปเขาก็เหลือบมองร่างของดาร์คเลนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นเล็กน้อย และคิดจะสั่งให้เก็บศพไปฝังอย่างสมเกียรติ แต่ก็กังวลว่าทอร์โม หัวหน้าแห่งตระกูลเก่าแก่จะพาลโกรธแค้นและลงโทษครอบครัวของดาร์คเลนเสียก่อน ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไม่ทำอะไร
วิเซริสก้าวตามองครักษ์คนนั้นไปยังศูนย์กลางของอัฒจันทร์ ซึ่งองครักษ์เสื้อคลุมสีน้ำเงินก็ทำความเคารพเขาเล็กน้อย โดยที่บนใบหน้าของพวกเขามีทั้งความอิจฉา ความริษยา และความชื่นชม
เมื่อขึ้นไปตามบันไดเวียน วิเซริสก็เห็นบุคคลทั้งสามที่นั่งอยู่ตรงกลาง คนอื่น ๆ รวมถึงข้ารับใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างหันมามองเขา
เฟอร์เรโกและรอธส่งยิ้มให้เขา ส่วนทอร์โมยังคงไร้ซึ่งอารมณ์เช่นเดิม . . .
“ลอร์ดเฟอร์เรโก อันทารยอน” วิเซริสโค้งคำนับ
“วิเซริส ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันก็คงห้าปีก่อนกระมัง” เฟอร์เรโกกล่าว
“แปดปีแล้วขอรับท่านลอร์ด ราวเดือนพฤศจิกายน” วิเซริสพูดแก้ไขเล็กน้อย เขายังจำวันฤดูหนาวในตอนนั้นได้แม้ว่าตอนนี้อากาศจะอบอุ่นแบบหน้าร้อนก็ตาม
“ฮ่า ๆ ข้าเริ่มแก่แล้ว ความจำไม่ค่อยดีเหมือนแต่ก่อน”
เห็นได้ชัดว่าเฟอร์เรโกไม่ต้องการรื้อฟื้นอดีต สำหรับผู้ปกครองอย่างเขา การแสร้งลืมเรื่องบางเรื่องอาจเป็นไปโดยเจตนา ซึ่งนี่เป็นสัญญาณครั้งที่สองแล้วที่เขาพยายามบอกวิเซริสว่าเขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการทวงคืนบัลลังก์ของวิเซริส
หลังจากนั้นองครักษ์คนหนึ่งก็ยกเก้าอี้ตัวเล็กมาให้ ซึ่งดูด้อยกว่าบัลลังก์ใหญ่โตของลอร์ดทั้งสามมาก แต่วิเซริสกลับนั่งลงอย่างสบายใจ
“เจ้าจะเข้าร่วมกลุ่มทหารรับจ้างหรือ?” เฟอร์เรโกถามขึ้น
“ใช่ขอรับ ข้าจะออกเดินทางหลังจากได้รับรางวัลและโบนัสของข้า” วิเซริสตอบพร้อมรอยยิ้ม
เฟอร์เรโกกับรอธสบตากันก่อนจะหัวเราะออกมา
“เช่นนั้นเจ้าคงได้กำไรไม่น้อยเลย ไข่มังกรกับดาบวาเลเรียนก็ถือว่ามีมูลค่ามหาศาลอยู่แล้ว”
“นั่นแหละเหตุผลที่ข้ามา ถ้ารางวัลครั้งหน้ามีไข่มังกรอีก ข้าจะกลับมาแน่นอน” วิเซริสกล่าวติดตลก ทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย ทุกคนต่างยิ้มขำ ยกเว้นทอร์โมที่ยังคงเคร่งขรึม
เมื่อได้ยินว่าวิเซริสจะออกจากบราวอสจริง ๆ เฟอร์เรโกก็ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด หากวิเซริสยังอยู่ที่นี่และเริ่มสร้างอิทธิพลมันก็อาจนำปัญหามาให้เขาได้ เพราะโรเบิร์ตอาจมองว่าบราวอสให้การสนับสนุนวิเซริส ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง แม้ว่าสงครามไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ก็คงส่งผลกระทบต่อการค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เฟอร์เรโกให้ความสำคัญที่สุด
“ถ้าเช่นนั้น มาเยี่ยมข้าที่ป้อมปราการซีลอร์ดคืนนี้ ข้าจะมอบไข่มังกรกับดาบวาเลเรียนให้เจ้าด้วยตัวเอง” เฟอร์เรโกกล่าวด้วยรอยยิ้ม
โปรดติดตามตอนต่อไป …