- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 75
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 75
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 75
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 75 ตกหลุมรักจนถึงที่สุด
ฟุบ!
แกร๊ก!
ในสวนแห่งนกนานาพันธุ์ ทอร์โมง้างคันธนูและยิงลูกธนูใส่กรงนกอันบอบบางเพื่อระบายความโกรธ ทำให้กรงบางอันที่มีขนาดเล็กเมื่อถูกลูกธนูปักคามันก็แกว่งไกวไปมาเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา ส่วนกรงที่ใหญ่กว่านั้นลูกธนูก็ทะลุผ่านไปอย่างง่ายดาย โดยด้านข้างนั้นมีบุตรชายสามคนของเขายืนเงียบ ๆ อยู่ด้านหลังมองเขาด้วยความระแวดระวัง
หลังจากยิงไปกว่ายี่สิบดอก ทอร์โมจึงสงบลงและหันไปหานักดาบคนสนิทเพื่อขอคำแนะนำ ซึ่งนักดาบก็อธิบายว่าเมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีอันรุนแรง สิ่งที่ควรทำคือหลีกเลี่ยงมัน เว้นแต่ว่าจะมั่นใจในพละกำลังของตัวเอง เพราะการรับมือกับการโจมตีเช่นนี้เป็นกลยุทธ์ที่นักดาบมากประสบการณ์ใช้กดขี่มือใหม่ แม้แต่การ์โรยังไม่สามารถหลบอาวุธลับที่ทอร์โมให้ไว้แก่นักดาบของตนได้ แต่ไวเซอรีสกลับไม่เพียงแต่หลบมันได้ แต่ยังเปิดโปงพวกเขาต่อสาธารณะอีกด้วย
แม้ตระกูลเฟรการ์จะมีอิทธิพลมาก แต่ตอนนี้ชื่อเสียงของพวกเขากำลังถูกทำลาย และผลลัพธ์ระยะยาวก็ยากจะคาดเดา ดังนั้นสันติภาพจึงไม่มีทางเป็นไปได้อีกต่อไป ตอนนี้วิเซริสยังไม่ถึงสิบหกปี และเมื่อเขาเติบโตขึ้น ความขัดแย้งนี้จะถึงจุดแตกหักแน่นอน และมันก็ต้องมีฝ่ายหนึ่งที่ล่มสลายไป
“เจ้ามียาที่ซื้อจากลิสเหลืออยู่หรือไม่?” ทอร์โมถาม
“มีอยู่ท่านพ่อ” แอนเดอร์เซนตอบ
“งั้นส่งให้นักดาบของเรา”
“ได้”
ลิสขึ้นชื่อเรื่องพิษร้ายแรง เช่น ‘น้ำตาแห่งลิส’ ที่ใช้สังหารจอน แอริน และ ‘ผู้รัดคอ’ ที่สังหารราชาจอฟฟรีย์ นอกจากนี้ยังมียาลึกลับอื่น ๆ ที่สามารถปิดกั้นการรับรู้ความเจ็บปวดและความเหนื่อยล้า ซึ่งยาเหล่านี้ล้ำค่ามากและจะถูกใช้ก็ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น ซึ่งตอนนี้วิเซริสนั้นแข็งแกร่งไร้ที่ติ ทั้งในเชิงดาบและสมรรถภาพทางกาย ทำให้ทางเลือกเดียวของพวกเขาก็คือต้องบดขยี้เขาให้หมดแรง
โดยยาที่แอนเดอร์เซนซื้อมานั้นสามารถทำให้ผู้ใช้โจมตีต่อเนื่องได้ประมาณสามสิบนาที ดังนั้นในการแข่งขันดาบปกติที่ผู้ชนะจะถูกตัดสินภายในสิบนาที สามสิบนาทีย่อมเพียงพอแล้ว
“ยาอย่างนั้นหรือ?”
พ่อและลูกไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ ทำให้ ‘นกนางนวล’ ของวิเซริสที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดไม่อาจรู้ได้ว่ายานั้นมีผลอย่างไร แต่ในเมื่อมันถูกเตรียมไว้ให้กับนักดาบของพวกเขาก็คงเป็นยาเร่งกำลังบางชนิด ตามความทรงจำจากชาติก่อนของวิเซริส ยาประเภทนี้ออกฤทธิ์ได้นานประมาณครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง และด้วยความแข็งแกร่งทางร่างกายของเขาเองก็น่าจะรับมือไหว . . .
. . .
ในขณะเดียวกันโจราห์ที่เพิ่งสูญเสียเหรียญทองมังกรไป 100 เหรียญ ตอนนี้เขาแทบเหลือเงินพอซื้ออาหาร และถ้าหากเขาใช้การส่งสาร เงินที่เหลือจะมีเพียงไม่กี่เหรียญเงินดวงจันทร์เท่านั้น
“ขนมปังก้อนนี้ราคาเท่าไร?” เขาถาม
“สองเหรียญเงินดวงจันทร์ต่อปอนด์” เจ้าของร้านตอบ
“แพงขนาดนี้เลยเรอะ!” โจราห์บ่นทันที เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้แค่สองวัน เขายังซื้อได้ในราคาเหรียญเงินดวงจันทร์เดียว ขนมปังนี่ทำจากทองคำหรืออย่างไร? หรือเศษขนมปังเองก็มีค่าขึ้นมาแล้ว?
เจ้าของร้านยักไหล่เล็กน้อย “เจ้าคิดว่ามันแพงเหรอ? ข้าก็คิดแบบนั้น! แต่แป้งนี้มาจากเวสเทอรอสเชียวนะ”
“เฮ้อ . . . งั้นเอาครึ่งปอนด์ก็พอ” โจราห์ยอมจำนน
ขณะที่เคี้ยวขนมปังเย็นชืด โจราห์ก็อดไม่ได้ที่จะทึ่งในความสามารถของวิเซริสในสนามประลอง วิเซริสไม่เพียงแต่หลบอาวุธลับ แต่ยังเปิดโปงฝ่ายตรงข้ามในทันทีอีกด้วย ทักษะของเขาทำให้โจราห์นึกถึงการ์โรขึ้นมา เแม้โจราห์จะไม่เคยเผชิญหน้ากับ ‘ดาบแห่งรุ่งอรุณหรือดาบแรก’ มาก่อน แต่เขาก็รู้ถึงตำนานของชายคนนั้นดี และวิเซริสก็แสดงฝีมือที่คล้ายคลึงกัน
หลังจากผ่านความตกตะลึงโจราห์ก็เริ่มครุ่นคิดถึงอนาคตของตน การลอบสังหารดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ไปแล้ว และบางทีการเผยตัวและสวามิภักดิ์ต่อวิเซริสอาจเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า เพราะวิธีนี้จะช่วยให้เขารวบรวมข่าวสารส่งกลับไปยังคิงส์แลนดิ้งได้ และในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้เขาหาจังหวะลงมือที่เหมาะสมที่สุด อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาทางการเงินของเขาไปในตัว
. . .
ในขณะเดียวกันเหยื่อโดยตรงจากชัยชนะของวิเซริส นอกเหนือจากตระกูลเฟรการ์และนักพนันอย่างโจราห์แล้ว ยังรวมถึงเลดี้ไนติงเกลด้วย บนเรือของนางตอนนี้สามารถได้ยินบทเพลงที่วิเซริส ‘แต่งขึ้น’ ดังก้องไปทั่ว เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงชัยชนะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของเขา
ตอนนี้ฟาเลียได้ขึ้นนำในการประกวดความงามด้วยสบู่ของนาง แต่หากวิเซริสคว้าแชมป์การประลองดาบได้อีก ชะตากรรมของเลดี้ไนติงเกลก็จะมาถึงจุดจบในที่สุด เพราะการที่สูญเสียทรัพย์สินที่ล้ำค่าที่สุดของนางไป ทำให้นางหวาดกลัวว่าตระกูลเฟรการ์จะ ‘จัดการ’ นางอย่างไรในวัยสิบเจ็ดปี และนางก็ไม่สามารถรอจนถึงเทศกาลสิบวันครั้งหน้าได้อีกต่อไป
กอร์ทาเวนั่งอยู่บนเรือของตน นางรู้สึกว่าโลกกำลังพังทลายลงรอบตัวทำให้นางหมดสิ้นกำลังใจ ก่อนที่ทันใดนั้นเองนางจะได้ยินเสียงของเคธโมดังขึ้นจากนอกหน้าต่าง . . .
“อาเว ข้าพาเจ้าหนีไปได้นะ!” เคธโมร้องเรียก เสียงของเขาอ่อนโยนแต่หนักแน่น
ก่อนหน้านี้เขาเห็นกับตาว่าวิเซริสเปิดโปงเลออนเรื่องใช้อาวุธลับ และในฐานะนักดาบระดับแนวหน้า เขาก็เข้าใจถึงความหมายของเรื่องนี้ดี เมื่อเห็นว่าชัยชนะของวิเซริสแทบจะแน่นอน เคธโมก็ตัดสินใจว่าจะหนีไปพร้อมกับกอร์ทาเว แม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม
กอร์ทาเวยิ้มอย่างเศร้าสร้อย ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “เจ้าหนีไม่พ้นหรอก อำนาจของเฟรการ์น่ากลัวกว่าที่เจ้าคิด”
“ไม่! ข้ามีเพื่อน ถ้าเจ้าตัดสินใจจะหนี ข้าจะเป็นคนจัดการทุกอย่างให้ พรุ่งนี้เป็นรอบชิงชนะเลิศของการประลองดาบ มันเป็นโอกาสสุดท้ายของเรา!” เคธโมยืนยันหนักแน่น
กอร์ทาเวยังคงเงียบงัน ใคร่ครวญถึงทางเลือกของตน
“อาเว เราหนีไปที่ลิส เพนทอส ฮอลล์ ทุ่งหญ้าใหญ่ หรือแม้แต่เวสเทอรอสก็ได้ ข้าจะปกป้องเจ้าจนสุดขอบโลกเลย!” เคธโมยังคงโน้มน้าวนาง เมื่อเห็นว่านางยังลังเล
กอร์ทาเวหลับตาลง ขนตายาวของนางสั่นระริก ขณะที่หยาดน้ำตาไหลอาบแก้ม “ให้ข้าคิดดูก่อน . . . ขอให้ข้าได้คิด . . .”
ตอนนี้อนาคตของนางถูกปกคลุมไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว
. . .
ในทางกลับกันบรรยากาศฝั่งของฟาเลียกลับผ่อนคลายกว่ามาก ทว่าเมื่อข่าวเรื่องอาวุธลับในสนามประลองแพร่สะพัดออกไป พวกนางก็รู้สึกตกตะลึง
“ท่านหญิง ข้ากังวลเรื่องเขามากเลย” อาชากล่าวด้วยน้ำเสียงเหม่อลอย ดวงตาของนางจับจ้องไปยังโรงละคร ราวกับจะสามารถมองทะลุเข้าไปให้ได้
ฟาเลียเองก็อยากจะเอ่ยถึงความกังวลเดียวกัน แต่นางก็อดกลั้นเอาไว้ เนื่องจากนิสัยที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็กทำให้นางไม่อาจแสดงออกได้ นางจึงทำได้เพียงภาวนาให้วิเซริสปลอดภัย และสิ่งที่ปลอบใจนางได้ก็คือวันพรุ่งนี้ พวกนางจะสามารถไปร่วมชมรอบชิงชนะเลิศและส่งเสียงเชียร์เขาได้
ฟาเลียมั่นใจแล้วว่านางจะชนะการประกวดความงามแน่นอน และเริ่มคิดถึงอนาคตของตน ในฐานะโสเภณีที่ได้รับการ ‘อุปถัมภ์’ จากตระกูลซาลีน นางย่อมต้องให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของพวกเขา แม้ว่าตัวนางเองจะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด แต่ฟาเลียก็ยังรู้สึกว่าตนแทบไม่มีอำนาจควบคุมโชคชะตาของตนเลย . . .
โปรดติดตามตอนต่อไป …