- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 68
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 68
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 68
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 68 คนรักแห่งบราวอส
เมื่อบทเพลงที่สามถูกบรรเลงขึ้น เทศกาลสิบวันก็เข้าสู่จุดไคลแมกซ์สุดท้าย แม้ว่ายังมีเพลงอื่น ๆ อีกเจ็ดถึงแปดบทที่ถูกแสดงในเทศกาล เพราะสามเพลงนั้นถูกแต่งโดยวิเซริส และเพลงสุดท้าย ‘คนรักแห่งบราวอส’ นั้นได้รับการบรรเลงซ้ำเกือบเท่ากับทุกเพลงรวมกัน
วิเซริสได้ใช้ทำนองของ ‘สการ์โบโร่ แฟร์’ และแต่งเนื้อร้องขึ้นใหม่ ทำให้เพลงนี้มีพลังมากกว่าเพลงที่เขาแต่งให้ฟาเลียก่อนหน้านี้ซะอีก
ภายในพระราชวังของซีลอร์ด เฟอร์เรโกหลับตาลงและดื่มด่ำกับท่วงทำนอง เขารู้ดีว่าหากบทเพลงนี้แพร่หลาย บราวอสจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น
“เล่นอีกครั้ง” เฟอร์เรโกออกคำสั่งโดยแทบไม่ได้นับแล้วว่าตนฟังไปกี่รอบ ในเช้าวันนั้นนักดนตรีบรรเลงทุกเพลงให้เขาฟังตามปกติ และทันทีที่ได้ยินบทเพลงนี้ เฟอร์เรโกก็สัมผัสถึงมนต์เสน่ห์ของมัน และสั่งให้เล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เจ้ารู้ไหม หากวิเซริสเกิดเร็วกว่านี้สักสองสามปี หากเขาเกิดในยุคเดียวกับเรการ์ ตระกูลทาร์แกเรียนอาจจะไม่เสียบัลลังก์เหล็ก . . .” เฟอร์เรโกเอ่ยถาม การ์โร หัวหน้านักดาบและองครักษ์ประจำตัวของเขา
“เขามีฝีมือและพรสวรรค์ แต่ข้ายังไม่แน่ใจว่าเขาเก่งเรื่องการนำทัพแค่ไหน” การ์โรตอบ
ในวัยเพียง 15 - 16 ปี วิเซริสไม่เพียงแต่แต่งสามบทเพลงที่อาจขับขานไปอีกหลายศตวรรษ แต่ยังคว้าแชมป์เวทีที่เจ็ดของการแข่งขันได้อีกด้วย โดยมีข่าวลือว่าเขาชนะการต่อสู้มาได้อย่างง่ายดาย และอาจคว้าแชมป์ถึงสองรายการ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของเทศกาลสิบวัน
ทันใดนั้นดวงตาของเฟอร์เรโกก็เปล่งประกายความดุดันออกมา “เด็กคนนี้มีพรสวรรค์มากก็จริง แต่แค่นั้นยังไม่พอจะทำให้ตระกูลซาลีนสนับสนุนเขาโดยไม่มีเงื่อนไข เขาสัญญาอะไรไว้กับพวกนั้นกันแน่?”
“สืบสวนให้ลึกกว่านี้!”
“รับทราบ” การ์โรรับคำสั่ง
. . .
สวนร้อยวิหค
อีกฟากหนึ่งของเมือง ทอร์โม ผู้กำลังหัวเสียได้ไล่นักดนตรีที่เขาจ้างมาทั้งหมดออกไป
“พวกเจ้านี่มันไร้ค่า! มีตั้งหลายคน แต่กลับสู้เด็กเมื่อวานซืนไม่ได้เลยหรือ?” ทอร์โมตวาดอย่างเกรี้ยวกราด
ผลการแข่งขันนั้นชัดเจน และความอดทนของเขาก็หมดลงแล้ว ในความเป็นจริงทอร์โมได้พยายามปรับกฎให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง เขาใช้ความพยายามอย่างมากในการเข้าถึงหัวข้อของการแข่งขันล่วงหน้า ใช้กำลังคนมหาศาล และจ้างนักดนตรีชื่อดังที่สุดจากนครเสรี อย่างไรก็ตามถึงแม้พวกเขาจะได้หัวข้อมาก่อนวิเซริสถึงสามหรือสี่วัน แต่ผลงานของพวกเขากลับย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ
แม้จะพยายามอดกลั้นความโกรธ แต่ทอร์โมก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าเทพเจ้าทอดทิ้งตระกูลของเขาไปแล้วหรือไม่?
เดิมทีเขาไม่เข้าใจว่าทำไมบ้านของเขาถึงมีลูกหลานมากกว่าตระกูลซาลีนและอันทารีออน ทำให้เขาเคยคิดว่านั่นคือของขวัญจากเทพเจ้า และตระกูลซาลีนเองก็ดูเหมือนจะเตรียมใจ ‘ก้มศีรษะ’ ให้เขาอยู่แล้ว
แต่แล้ว . . . วิเซริสก็ปรากฏตัวขึ้น!
“ไปบอกเหล่านักดาบของข้า หากพวกมันเอาชนะวิเซริสไม่ได้ก็จงออกจากบราวอสไปซะ!”
“ครับ ท่านพ่อ!”
. . .
“เจ้าจะไปบราวอสหรือไม่? พาร์สลีย์ เสจ โรสแมรี่ และไทม์ ฝากความคิดถึงข้าไปถึงผู้ที่อยู่ที่นั่น ครั้งหนึ่งนางเคยเป็นรักแท้ของข้า”
ในขณะที่ซีลอร์ดเต็มไปด้วยความสงสัย และตระกูลเฟรการ์เต็มไปด้วยความโกรธ รอธและภรรยาของเขากลับรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เมธิสภรรยาของรอธเริ่มสนใจใน ‘สายเลือด’ ของวิเซริสและน้องสาวของเขามากขึ้น อย่างไรก็ตามรอธกับพูดขึ้นมาว่า “ข้าเกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้ วิเซริสดูเหมือนจะเตรียมตัวเข้าร่วมกลุ่มทหารรับจ้าง”
“ทำไม . . .”
เมธิสอยากจะโต้แย้งว่าทั้งที่เขาสามารถใช้ชีวิตที่สุขสบายและมีเกียรติที่นี่ ทำไมถึงอยากเป็นทหารรับจ้าง? แต่แล้วนางก็นึกถึงสิ่งที่วิเซริสต้องแบกรับอยู่ นั่นก็คือ ความแค้นลึกฝังใจ ที่มาพร้อมกับการล่มสลายของบ้านเมืองและครอบครัวของเขา ถ้าหากนางเป็นเขา นางก็คงจะไม่เลือกหยุดอยู่แค่นี้ได้เช่นกัน
“ช่วงนี้มีกลุ่มทหารรับจ้างขนาดใหญ่หลายกลุ่มพยายามชักชวนเขา และดูเหมือนว่าเขาจะใช้การแข่งขันนี้เพื่อยกระดับสถานะของตนเองในวงการทหารรับจ้างให้มากที่สุด” รอธอธิบาย
เมธิสพยักหน้า แม้จะมีแววผิดหวังอยู่ในดวงตา แต่แล้วนางก็เกิดไอเดียใหม่ขึ้นมา “แล้วน้องสาวของเขาล่ะ? หากเขาเข้าร่วมทหารรับจ้าง เขาจะพานางไปด้วยหรือ?”
“ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน” รอธมองภรรยาของเขา ก่อนจะเห็นว่าใบหน้าของนางฉายแววมีความหวังขึ้นมาทันที
“บางที เราอาจขอให้เขาทิ้งน้องสาวของเขาไว้ที่นี่ได้หรือเปล่า?”
รอธตบหลังภรรยาเบา ๆ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ “นั่นจะไม่ดูเหมือนเป็นการจับตัวประกันหรือ? แม้ว่าเราจะรู้ว่าไม่ใช่ แต่วิเซริสจะยอมเชื่อหรือ?”
เมื่อเมธิสได้ยินเช่นนั้นก็รู้ทันทีว่าความคิดของนางนั้นมีช่องโหว่จึงทำหน้าบึ้งเหมือนเด็กหญิงตัวน้อยโดยไม่รู้ตัว
ทำให้รอธที่เห็นเช่นนั้นก็กล่าวขึ้นอย่างจริงจังว่า “เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าวิเซริสจะชนะการแข่งขันกวีนิพนธ์แน่นอน แต่การที่เขาดึงดันจะแข่งขันดาบให้ชนะด้วยนั้น . . . มันอันตรายเกินไป”
เมธิสขมวดคิ้ว และรู้ถึงความจริงจังในคำพูดของรอธ เพราะรอบสุดท้ายของการแข่งขันจะมีทั้งหมดสี่คู่ ซึ่งเปิดโอกาสให้ทอร์โมเล่นสกปรกได้มากขึ้น
“ถ้าเขาต้องการชนะดาบเหล็กวาเลเรียนจริง ๆ ข้าว่าเราสามารถให้เขายืม เวฟคัตเตอร์ ได้ อาจทำให้เขาไว้วางใจพอที่จะทิ้งน้องสาวของเขาไว้กับเรา” รอธเสนอไอเดียขึ้นมา
เมธิสแปลกใจเล็กน้อย “ท่านจะให้เขายืม เวฟคัตเตอร์ ดาบประจำตระกูลของเราอย่างนั้นหรือ?!”
นางรู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย จึงโผเข้ากอดรอธอย่างแน่นแฟ้น แม้ว่าทั้งสองจะแต่งงานกันโดยมีช่วงวัยที่แตกต่าง แต่ความรักที่นางมีให้เขาก็มิได้ลดน้อยลงเลย
รอธตัดสินใจให้วิเซริสยืมดาบประจำตระกูลหลังจากที่เขาไปพบ มหาปุโรหิตแห่งวิหารนักขับขานแห่งจันทราเพื่อขอให้ทำนายชะตาของวิเซริส แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นคำตอบที่น่าตกใจ
“ข้ามองไม่เห็นเส้นทางชะตาของเขา”
ไม่เพียงเท่านั้นมหาปุโรหิตยังกล่าวว่าต้องการพบวิเซริสด้วยตัวเอง ซึ่งทำให้รอธมั่นใจว่าวิเซริสไม่ใช่คนธรรมดา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ และเลือกมอบบางสิ่งให้วิเซริสเป็น ‘การลงทุน’
‘เกราะดูธรรมดาเกินไป ดาบเหล็กวาเลเรียนต่างหากที่จะสร้างความประทับใจได้จริง’ รอธสรุปในใจ
. . .
“ข้าไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวที่อยู่ของวิเซริส”
เช้าวันรุ่งขึ้นในขณะที่วิเซริสกำลังเตรียมตัวเดินทางไปยังสนามหลัก มันก็มีประชาชนกลุ่มใหญ่มารวมตัวกันที่หน้าประตูที่พักของเขา ตอนนี้ ‘ราชาขอทาน’ เป็นชื่อที่ถูกลืมไปนานแล้ว บัดนี้เขาเป็นที่รู้จักในชื่อเพลงล่าสุดของเขา ‘คนรักแห่งบราวอส’ เจ้าชายแห่งอาณาจักรที่ล่มสลาย ผู้มีฝีมือดาบอันยอดเยี่ยม เชี่ยวชาญด้านดนตรี และยังมีรูปลักษณ์อันหล่อเหลา
เขาคือ ‘ผู้ถูกมองข้าม’ สำหรับชาวบราวอสและนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอย่างสมบูรณ์แบบ!
“รถม้าของวิเซริส! รถม้าของเขากำลังออกมา!” เสียงตะโกนดังขึ้น ทำให้ฝูงชนโหมกระหน่ำเบียดเสียดเข้าหาอย่างแออัด
‘สาวงามเมริส’ เองก็มาถึงตั้งแต่เช้าด้วยหวังว่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับวิเซริส แต่สิ่งที่นางเห็นกลับทำให้นางประหลาดใจ ฝูงชนหนาแน่นจนแทบแทรกตัวเข้าไปไม่ได้ แม้ว่านางจะสูงถึง 1.8 เมตร แต่ก็ยังต้องดิ้นรนอย่างยากลำบาก
โจราห์เองก็มาถึงก่อนเวลาเช่นกัน แต่ไม่เพียงแต่เขาไม่สามารถเห็นวิเซริสได้ เงินของเขายังถูกขโมยไปอีกด้วย! ทำให้เขารู้สึกโชคร้ายอย่างที่สุด
ขณะที่วิเซริสในรถม้ากำลังครุ่นคิดว่าจะออกไปได้อย่างไร ทันใดนั้นกลุ่มองครักษ์ในชุดสีน้ำเงินก็ปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลังฝูงชน
“ถอยไป! ถอยไป!” เหล่าองครักษ์เริ่มกระจายตัวและสลายฝูงชนออกไป แม้จะใช้ความพยายามอย่างมากก็ตาม
. . .
ในขณะเดียวกันภายในรถม้าที่ไม่สะดุดตาคันหนึ่ง
ท่ามกลางผู้ชมที่คลั่งไคล้ไม่ไกลจากรถม้าของวิเซริส กำลังมีสายตาสองคู่กำลังจับจ้องไปยังที่พักของวิเซริสอย่างเงียบงัน
ภายในรถม้าคันนั้นอิลลิริโอ โมพาทิสกำลังนั่งอยู่กับชายผู้มีผมสีน้ำเงิน เขาดูอายุไม่เกิน 40 ปี ใบหน้าสะอาดสะอ้าน แต่หากพินิจดูใกล้ ๆ จะเห็นว่าโคนผมของเขามีสีแดงเทา และชายผู้นี้ก็กำลังสนทนากับอิลลิริโอเป็นภาษาสามัญ เขาก็คือ จอน คอนนิงตัน อดีตสหายสนิทของ เรการ์ ทาร์แกเรียน ซึ่งปัจจุบันเขาใช้ชื่อปลอมว่า ‘กริฟฟ์’ และกำลังทำงานให้กับกองทหารรับจ้างโกลเดน
“เจ้าว่ามีใครบางคนกำลังสนับสนุนวิเซริสอย่างลับ ๆ อย่างนั้นหรือ?” จอน คอนนิงตันเอ่ยถาม
“มันเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของข้า ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด” อิลลิริโอตอบ
จอน คอนนิงตันมองไปที่รถม้าของวิเซริสด้วยสายตาเคร่งเครียด หากมีใครกำลังหนุนหลังเขาจริง ๆ คน ๆ นั้นควรจะสนับสนุน เอกอน บุตรชายของเรการ์ ทายาทที่แท้จริงของบัลลังก์เหล็ก ไม่ใช่วิเซริสผู้นี้!
“ท่านคิดจะทำอะไรต่อไป?” จอน คอนนิงตันถาม
“ก่อนหน้านี้ข้าได้คุยกับเขา เขาบอกว่าหลังจากเทศกาลจบลง เขาจะเข้าร่วมพวกทหารรับจ้าง” อิลลิริโอกล่าว “บางทีเราอาจให้เขาเข้าร่วมกับ กองทหารรับจ้างโกลเดน เพื่อให้ท่านสามารถจับตาดูเขาได้”
“แล้วเอกอนล่ะ?” จอน คอนนิงตันเคยคิดจะออกจากกองทหารรับข้างโกลเดนเพื่อไปดูแลเอกอน แต่เมื่อได้ยินเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิเซริสจากอิลลิริโอ เขาก็เริ่มลังเล
“ข้าจะพยายามส่งคนอื่นไปแทน” อิลลิริโอตอบอย่างจนปัญญา
“ตกลง ข้าจะบอกวิเซริสให้เข้าร่วมกองทหารรับจ้างโกลเดน”
หลังจากนั้น รถม้าของทั้งสองก็แล่นไปยังสนามแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ . . .
โปรดติดตามตอนต่อไป …