- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 67
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 67
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 67
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 67 ทรงพลัง
“ท่านหญิงฟาเลีย ท่านลอร์ดวิเซริสมาถึงแล้ว!”
“อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว!”
ก่อนที่วิเซริสจะไปถึงเรือของฟาเลีย ข่าวชัยชนะของเขาในสังเวียนที่เจ็ดก็มาถึงพวกเขาแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ตอนที่พวกนางได้เห็นฝีมืออันร้ายกาจของเขาในการต่อสู้กับแอนเดอร์เซน ฟาเลียและอาชาก็ต่างมั่นใจในความแข็งแกร่งของเขา เพราะถ้าหากเขาแข็งแกร่งขนาดนั้นทั้งที่ไร้อาวุธ แล้วถ้าเขามีดาบล่ะ? พวกนางคุ้นเคยกับนักดาบเป็นอย่างดี แม้ว่าพวกนางจะมีวิธีตัดสินฝีมือที่ค่อนข้างเรียบง่าย แต่นั่นก็เพียงพอที่จะประเมินความสามารถของเขาได้
เมื่อวิเซริสขึ้นเรือ อาชาซึ่งยังคงสวม ‘เฝือกเหรียญ’ ที่เขาทำให้ก็นำชาอุ่น ๆ ถ้วยหนึ่งมามอบให้เขาด้วยความกระตือรือร้น “ขอบคุณ ท่านอาชา”
โดยปกติแล้วคำขอบคุณนี้คงเป็นเพียงเรื่องธรรมดา ที่ออกแนวหยอกล้อเล็กน้อย แต่ครั้งนี้กลับมีบางอย่างผิดปกติ
“รอบที่สาม หัวข้อของรอบที่สามมาถึงแล้ว” อาชากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
“คราวนี้มาถึงเร็วมาก” วิเซริสกล่าวด้วยความประหลาดใจ ดูเหมือนว่าตระกูลเฟรการ์จะเตรียมการบางอย่าง เพราะพวกเขาคงจะไม่ปล่อยให้เขานำไข่มังกรไปได้ง่าย ๆ หรอกจริงไหม? ดังนั้นการที่หัวข้อมาถึงเร็วเช่นนี้มันจึงทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้
“หัวข้อคราวนี้คือ ‘อนาคต’ งั้นหรือ?!” วิเซริสอุทานออกมา พลางมองซองจดหมายที่ได้รับจากอาชาอย่างแปลกใจ คนพวกนี้ช่างเลือกหัวข้อที่ลึกซึ้งจริง ๆ
ผ่านม่านโปร่งบางฟาเลียซึ่งนั่งอยู่บนเรือสามารถมองเห็นเงาของวิเซริสและอาชาได้อย่างชัดเจน ตอนนี้วิเซริสกำลังมองจดหมายในมือ ในขณะที่อาชาซึ่งสูงเพียงแค่ระดับอกของเขากำลังเอนตัวเข้ามามองด้วยกัน ถ้าหากมีคนไม่รู้เรื่องมาก่อน คงคิดว่าพวกเขาสนิทสนมกันมาก ซึ่งทำให้ฟาเลียรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเป็นตัวเอกเสมอ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นตัวประกอบ แน่นอนว่านางไม่เคยใส่ใจเรื่องพวกนี้มาก่อน แต่วันนี้ . . .
ทันใดนั้นฟาเลียก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าบางทีนางอาจกำลังตกหลุมพรางของความลุ่มหลง ทำให้นางรีบหายใจเข้าลึก ๆ และพยายามสงบใจลง พร้อมกับเริ่มนับจังหวะหัวใจของตนเอง โดยจินตนาการถึงภาพในสมุดภาพที่แม่ชีผู้ฝึกสอนนางเคยให้ดู ซึ่งมันเป็นภาพของหญิงสาวที่ถูกทอดทิ้ง หญิงสาวที่ตายระหว่างคลอดบุตร หญิงสาวที่สิ้นไร้ไม้ตอก . . . นางหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยเสริมความมั่นคงในจิตใจของตนเอง
“ท่านหญิงมูนชาโดว์” วิเซริสกล่าวขึ้นอย่างกะทันหัน เพราะเขาเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองอยู่ด้านนอกนานเกินไปจนเสียมารยาท ก่อนที่เขาจะรีบเข้าไปในเรือและเอ่ยคำขอโทษ
เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของวิเซริสที่ปรากฏขึ้นในสายตาอย่างกะทันหัน ภาพที่ฟาเลียกำลังจินตนาการไว้ก็เลือนหายไปในทันที และตอนนี้ก็มีเพียงคำถามเดียวในใจนาง นั่นก็คือเมื่อไหร่เขาจะยอมเรียกนางว่า ‘ฟาเลีย’ แทน ‘มูนชาโดว์’ เสียที?
ครั้งนี้วิเซริสดูเหมือนจะคิดอะไรไม่ออก เขาถือปากกาและกระดาษขีดเขียนไปมาแต่ก็ยังลังเล ในคลังเพลงของเขามีเพลงเกี่ยวกับอนาคตมากมาย แต่ส่วนใหญ่เป็นเพลงป๊อป ซึ่งเขากังวลว่าอาจไม่เข้ากับยุคสมัย ทำให้เขารู้สึกขัดแย้งอยู่ในใจ อย่างไรก็ตามแม้แต่สีหน้าครุ่นคิดของเขาก็ยังทำให้สองสาวตกอยู่ในภวังค์
ประมาณสิบห้านาทีต่อมาวิเซริสก็ตัดสินใจได้เสียที แต่ก่อนที่เขาจะเริ่มเล่นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก “ท่านหญิงมูนชาโดว์ ข้านำหัวข้อใหม่มาให้”
ทันใดนั้นทั้งสามคนก็หันไปมองหน้ากันอย่างพร้อมเพียง ก่อนจะหันไปมองจดหมายที่วางอยู่ข้าง ๆ ด้วยความสับสน
“อาชา ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ค่ะท่านหญิง” อาชาตอบก่อนวิ่งออกไป ส่วนฟาเลียก็มองลอดหน้าต่างไปยังผู้มาเยือน และเห็นว่าพวกเขาก็คือแอนเดอร์เซน ไวทัส และผู้ส่งสารของตระกูลเฟรการ์ ซึ่งหลังจากขึ้นเรือแล้วพวกเขาก็มุ่งหน้ามาที่เรือนหลักทันที
“ท่านหญิงมูนชาโดว์ ท่านลอร์ดวิเซริส” ไวทัสกล่าวขึ้นเป็นคนแรก
“ท่านลอร์ดไวทัส ท่านลอร์ดแอนเดอร์เซน” ฟาเลียทักทายพร้อมลุกขึ้นต้อนรับทั้งสอง ส่วนวิเซริสกับนั่งไขว้ขามองพวกเขาด้วยสีหน้าราวกับจะถามว่า ‘พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?’
“พวกเจ้าเพิ่งส่งหัวข้อมาให้เราไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมถึงต้องส่งมาอีก?” วิเซริสถามขณะหยิบกาน้ำชาจากมือของอาชา แล้วยกขึ้นดื่มจากปากกาโดยตรง
เหล่าผู้ส่งสารและนักดนตรีต่างตกตะลึง พวกเขาไม่กล้าล่วงเกินบุคคลสำคัญอย่างไวทัสและแอนเดอร์เซน แต่ ‘ราชาขอทาน’ กลับดูเหมือนไม่แยแสต่อสิ่งใดเลย เขาไม่รู้เหรอว่าการที่ตัวเองนั้นไร้แผ่นดินและผู้คนสนับสนุน เขาก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของอดีตราชาเท่านั้น?
ฟาเลียและอาชาเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน พวกนางรู้ว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้และควรอยู่ห่าง ๆ ซึ่งโดยปกติแล้วฟาเลียจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ย แต่ในกรณีนี้นางกับวิเซริสต่างก็เป็นตัวแทนของผลประโยชน์แห่งตระกูลซาลีน และผลประโยชน์ของตระกูลซาลีนและเฟรการ์ก็ขัดแย้งกัน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องร่วมมือกัน ทำให้กลยุทธ์ทางธุรกิจตามปกติของนางจึงใช้ไม่ได้ผลในครั้งนี้
แอนเดอร์เซนรู้ว่าวิเซริสไม่ต้องการต้อนรับพวกเขาอย่างอบอุ่น ดังนั้นสีหน้าของเขาจึงดูเหมือนมีเรื่องอยากพูดแต่ไม่กล้าอยู่ตลอดเวลา ส่วนไวทัสนั้นก็ยังคงแสดงท่าทีเฉยเมยตามเดิม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของพวกเขา เพราะพวกเขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่วิเซริสจะเขียนบทเพลงสองเพลงในระยะเวลาอันสั้น และทำให้มันกลายเป็นบทเพลงที่ถูกร้องขานไปอีกหลายทศวรรษ
ดังนั้นทอร์โมจึงสงสัยว่ามีคนทรยศในหมู่พวกเขา เขาจึงปรึกษากับซีลอร์ดและตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อของการแข่งขันกะทันหัน นอกจากนี้เขายังส่งบุตรชายของตนไปตรวจสอบสถานการณ์ เพราะถ้าหากเด็กหนุ่มคนนั้นมีพรสวรรค์จริง ๆ เขาก็คงต้องหาทางรับมือใหม่อีกครั้ง
ทันใดนั้นไวทัสก็กล่าวขึ้นอีกครั้งว่า “บิดาของข้าสงสัยว่ามีการรั่วไหลหัวข้อของบทเพลง จึงปรึกษากับท่านซีลอร์ดและสั่งให้เปลี่ยนหัวข้ออย่างกระทันหัน”
“ขโมยกลับมาร้องให้ ให้คนช่วยงั้นหรือ? เอาหัวข้อใหม่มาให้ข้า” วิเซริสกล่าวพลางคว้าจดหมายจากมือผู้ส่งสารโดยไม่คิดจะรักษามารยาทใด ๆ ซึ่งคำประชดประชันของเขาถึงแม้จะถูกแปลจากภาษาวาเลเรียน แต่ก็ยังชัดเจนสำหรับพี่น้องผู้ได้รับการศึกษา
“ท่านลอร์ดวิเซริส โปรดสำรวมกิริยาด้วย” แอนเดอร์เซนกล่าว พยายามไม่ทำให้ตัวเองดูอ่อนแอเกินไปต่อหน้าพี่ชาย
“ไม่ต้องห่วง แม้ว่าข้าจะเสียมารยาท ข้าก็ยังไม่เลวเท่ากับพวกข่มขืนคนอื่น”
“เจ้า . . .”
ไวทัสเหลือบมองแอนเดอร์เซนด้วยสายตาดูถูก แต่เขากลับเงียบไว้ แถมสีหน้าของเขาก็สื่อได้ชัดเจนว่าแอนเดอร์เซนอาจไม่ได้บอกเขาทุกอย่าง
“โอ้ จริงสิ ปกติแล้วมีผู้ส่งสารคอยส่งจดหมาย แล้วเหตุใดพวกเจ้าสองคนถึงต้องมาด้วยตัวเอง?” วิเซริสถาม
“โปรดให้อภัยพวกเราด้วย ท่านลอร์ด” ไวทัสกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ท่านกำลังเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันและแต่งบทเพลงไปพร้อมกัน อีกทั้งยังทำได้ดีเยี่ยม ท่านช่างเป็นบุรุษที่ได้รับพรจากเทพเจ้า เราบังเอิญผ่านมาและอยากมาเยี่ยมท่านเท่านั้น”
“ดีมาก สมแล้วที่เป็นบุตรชายคนโต” วิเซริสกล่าวด้วยรอยยิ้ม เพราะเขารู้ดีว่าคนอย่างไวทัสมักเป็น ‘พวกหน้าไหว้หลังหลอก’ พวกเขามักจะพูดจานุ่มนวลและอ่อนโยนจนกว่าจะถึงช่วงเวลาสำคัญเหมือนกับพี่ชายของเขา ดังนั้นถึงแม้ว่าเขาจะยังห่างไกลจากเรการ์ แต่ก็เป็นแบบเดียวกัน วิเซริสจึงขี้เกียจจะยั่วโมโหเขาไปมากกว่านี้
ทว่าใบหน้าของแอนเดอร์เซนกลับซีดเผือด ตั้งแต่เกิดมานอกจากบิดาของเขาแล้ว ยังไม่เคยมีใครทำให้เขาต้องกล้ำกลืนความอัปยศเช่นนี้มาก่อน
วิเซริสเปิดจดหมายดู และพบว่าหัวข้อที่เปลี่ยนใหม่นั้นคือ ‘บราวอส’
บราวอสมิได้มีบทเพลงดี ๆ มาสรรเสริญเมืองมาหลายปีแล้ว เป็นไปได้ว่าซีลอร์ดเปลี่ยนหัวข้อเพราะเหตุนี้ แต่ในเมื่อเป็นการสรรเสริญสถานที่ก็แค่เปลี่ยนเนื้อเพลงก็พอแล้ว
ในขณะที่สายตาของไวทัส แอนเดอร์เซน ฟาเลีย อาชา เหล่านักดนตรีแห่งวังซีลอร์ด และผู้ส่งสารต่างมองเขาด้วยความตกตะลึง วิเซริสก็กล่าวขึ้นว่า “มา เอาพิณมาให้ข้า”
โปรดติดตามตอนต่อไป …