เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 67

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 67

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 67


มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 67 ทรงพลัง

“ท่านหญิงฟาเลีย ท่านลอร์ดวิเซริสมาถึงแล้ว!”

“อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว!”

ก่อนที่วิเซริสจะไปถึงเรือของฟาเลีย ข่าวชัยชนะของเขาในสังเวียนที่เจ็ดก็มาถึงพวกเขาแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ตอนที่พวกนางได้เห็นฝีมืออันร้ายกาจของเขาในการต่อสู้กับแอนเดอร์เซน ฟาเลียและอาชาก็ต่างมั่นใจในความแข็งแกร่งของเขา เพราะถ้าหากเขาแข็งแกร่งขนาดนั้นทั้งที่ไร้อาวุธ แล้วถ้าเขามีดาบล่ะ? พวกนางคุ้นเคยกับนักดาบเป็นอย่างดี แม้ว่าพวกนางจะมีวิธีตัดสินฝีมือที่ค่อนข้างเรียบง่าย แต่นั่นก็เพียงพอที่จะประเมินความสามารถของเขาได้

เมื่อวิเซริสขึ้นเรือ อาชาซึ่งยังคงสวม ‘เฝือกเหรียญ’ ที่เขาทำให้ก็นำชาอุ่น ๆ ถ้วยหนึ่งมามอบให้เขาด้วยความกระตือรือร้น “ขอบคุณ ท่านอาชา”

โดยปกติแล้วคำขอบคุณนี้คงเป็นเพียงเรื่องธรรมดา ที่ออกแนวหยอกล้อเล็กน้อย แต่ครั้งนี้กลับมีบางอย่างผิดปกติ

“รอบที่สาม หัวข้อของรอบที่สามมาถึงแล้ว” อาชากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย

“คราวนี้มาถึงเร็วมาก” วิเซริสกล่าวด้วยความประหลาดใจ ดูเหมือนว่าตระกูลเฟรการ์จะเตรียมการบางอย่าง เพราะพวกเขาคงจะไม่ปล่อยให้เขานำไข่มังกรไปได้ง่าย ๆ หรอกจริงไหม? ดังนั้นการที่หัวข้อมาถึงเร็วเช่นนี้มันจึงทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้

“หัวข้อคราวนี้คือ ‘อนาคต’ งั้นหรือ?!” วิเซริสอุทานออกมา พลางมองซองจดหมายที่ได้รับจากอาชาอย่างแปลกใจ คนพวกนี้ช่างเลือกหัวข้อที่ลึกซึ้งจริง ๆ

ผ่านม่านโปร่งบางฟาเลียซึ่งนั่งอยู่บนเรือสามารถมองเห็นเงาของวิเซริสและอาชาได้อย่างชัดเจน ตอนนี้วิเซริสกำลังมองจดหมายในมือ ในขณะที่อาชาซึ่งสูงเพียงแค่ระดับอกของเขากำลังเอนตัวเข้ามามองด้วยกัน ถ้าหากมีคนไม่รู้เรื่องมาก่อน คงคิดว่าพวกเขาสนิทสนมกันมาก ซึ่งทำให้ฟาเลียรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเป็นตัวเอกเสมอ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นตัวประกอบ แน่นอนว่านางไม่เคยใส่ใจเรื่องพวกนี้มาก่อน แต่วันนี้ . . .

ทันใดนั้นฟาเลียก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าบางทีนางอาจกำลังตกหลุมพรางของความลุ่มหลง ทำให้นางรีบหายใจเข้าลึก ๆ และพยายามสงบใจลง พร้อมกับเริ่มนับจังหวะหัวใจของตนเอง โดยจินตนาการถึงภาพในสมุดภาพที่แม่ชีผู้ฝึกสอนนางเคยให้ดู ซึ่งมันเป็นภาพของหญิงสาวที่ถูกทอดทิ้ง หญิงสาวที่ตายระหว่างคลอดบุตร หญิงสาวที่สิ้นไร้ไม้ตอก . . . นางหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยเสริมความมั่นคงในจิตใจของตนเอง

“ท่านหญิงมูนชาโดว์” วิเซริสกล่าวขึ้นอย่างกะทันหัน เพราะเขาเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองอยู่ด้านนอกนานเกินไปจนเสียมารยาท ก่อนที่เขาจะรีบเข้าไปในเรือและเอ่ยคำขอโทษ

เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของวิเซริสที่ปรากฏขึ้นในสายตาอย่างกะทันหัน ภาพที่ฟาเลียกำลังจินตนาการไว้ก็เลือนหายไปในทันที และตอนนี้ก็มีเพียงคำถามเดียวในใจนาง นั่นก็คือเมื่อไหร่เขาจะยอมเรียกนางว่า ‘ฟาเลีย’ แทน ‘มูนชาโดว์’ เสียที?

ครั้งนี้วิเซริสดูเหมือนจะคิดอะไรไม่ออก เขาถือปากกาและกระดาษขีดเขียนไปมาแต่ก็ยังลังเล ในคลังเพลงของเขามีเพลงเกี่ยวกับอนาคตมากมาย แต่ส่วนใหญ่เป็นเพลงป๊อป ซึ่งเขากังวลว่าอาจไม่เข้ากับยุคสมัย ทำให้เขารู้สึกขัดแย้งอยู่ในใจ อย่างไรก็ตามแม้แต่สีหน้าครุ่นคิดของเขาก็ยังทำให้สองสาวตกอยู่ในภวังค์

ประมาณสิบห้านาทีต่อมาวิเซริสก็ตัดสินใจได้เสียที แต่ก่อนที่เขาจะเริ่มเล่นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก “ท่านหญิงมูนชาโดว์ ข้านำหัวข้อใหม่มาให้”

ทันใดนั้นทั้งสามคนก็หันไปมองหน้ากันอย่างพร้อมเพียง ก่อนจะหันไปมองจดหมายที่วางอยู่ข้าง ๆ ด้วยความสับสน

“อาชา ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น”

“ค่ะท่านหญิง” อาชาตอบก่อนวิ่งออกไป ส่วนฟาเลียก็มองลอดหน้าต่างไปยังผู้มาเยือน และเห็นว่าพวกเขาก็คือแอนเดอร์เซน ไวทัส และผู้ส่งสารของตระกูลเฟรการ์ ซึ่งหลังจากขึ้นเรือแล้วพวกเขาก็มุ่งหน้ามาที่เรือนหลักทันที

“ท่านหญิงมูนชาโดว์ ท่านลอร์ดวิเซริส” ไวทัสกล่าวขึ้นเป็นคนแรก

“ท่านลอร์ดไวทัส ท่านลอร์ดแอนเดอร์เซน” ฟาเลียทักทายพร้อมลุกขึ้นต้อนรับทั้งสอง ส่วนวิเซริสกับนั่งไขว้ขามองพวกเขาด้วยสีหน้าราวกับจะถามว่า ‘พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?’

“พวกเจ้าเพิ่งส่งหัวข้อมาให้เราไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมถึงต้องส่งมาอีก?” วิเซริสถามขณะหยิบกาน้ำชาจากมือของอาชา แล้วยกขึ้นดื่มจากปากกาโดยตรง

เหล่าผู้ส่งสารและนักดนตรีต่างตกตะลึง พวกเขาไม่กล้าล่วงเกินบุคคลสำคัญอย่างไวทัสและแอนเดอร์เซน แต่ ‘ราชาขอทาน’ กลับดูเหมือนไม่แยแสต่อสิ่งใดเลย เขาไม่รู้เหรอว่าการที่ตัวเองนั้นไร้แผ่นดินและผู้คนสนับสนุน เขาก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของอดีตราชาเท่านั้น?

ฟาเลียและอาชาเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน พวกนางรู้ว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้และควรอยู่ห่าง ๆ ซึ่งโดยปกติแล้วฟาเลียจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ย แต่ในกรณีนี้นางกับวิเซริสต่างก็เป็นตัวแทนของผลประโยชน์แห่งตระกูลซาลีน และผลประโยชน์ของตระกูลซาลีนและเฟรการ์ก็ขัดแย้งกัน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องร่วมมือกัน ทำให้กลยุทธ์ทางธุรกิจตามปกติของนางจึงใช้ไม่ได้ผลในครั้งนี้

แอนเดอร์เซนรู้ว่าวิเซริสไม่ต้องการต้อนรับพวกเขาอย่างอบอุ่น ดังนั้นสีหน้าของเขาจึงดูเหมือนมีเรื่องอยากพูดแต่ไม่กล้าอยู่ตลอดเวลา ส่วนไวทัสนั้นก็ยังคงแสดงท่าทีเฉยเมยตามเดิม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของพวกเขา เพราะพวกเขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่วิเซริสจะเขียนบทเพลงสองเพลงในระยะเวลาอันสั้น และทำให้มันกลายเป็นบทเพลงที่ถูกร้องขานไปอีกหลายทศวรรษ

ดังนั้นทอร์โมจึงสงสัยว่ามีคนทรยศในหมู่พวกเขา เขาจึงปรึกษากับซีลอร์ดและตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อของการแข่งขันกะทันหัน นอกจากนี้เขายังส่งบุตรชายของตนไปตรวจสอบสถานการณ์ เพราะถ้าหากเด็กหนุ่มคนนั้นมีพรสวรรค์จริง ๆ เขาก็คงต้องหาทางรับมือใหม่อีกครั้ง

ทันใดนั้นไวทัสก็กล่าวขึ้นอีกครั้งว่า “บิดาของข้าสงสัยว่ามีการรั่วไหลหัวข้อของบทเพลง จึงปรึกษากับท่านซีลอร์ดและสั่งให้เปลี่ยนหัวข้ออย่างกระทันหัน”

“ขโมยกลับมาร้องให้ ให้คนช่วยงั้นหรือ? เอาหัวข้อใหม่มาให้ข้า” วิเซริสกล่าวพลางคว้าจดหมายจากมือผู้ส่งสารโดยไม่คิดจะรักษามารยาทใด ๆ ซึ่งคำประชดประชันของเขาถึงแม้จะถูกแปลจากภาษาวาเลเรียน แต่ก็ยังชัดเจนสำหรับพี่น้องผู้ได้รับการศึกษา

“ท่านลอร์ดวิเซริส โปรดสำรวมกิริยาด้วย” แอนเดอร์เซนกล่าว พยายามไม่ทำให้ตัวเองดูอ่อนแอเกินไปต่อหน้าพี่ชาย

“ไม่ต้องห่วง แม้ว่าข้าจะเสียมารยาท ข้าก็ยังไม่เลวเท่ากับพวกข่มขืนคนอื่น”

“เจ้า . . .”

ไวทัสเหลือบมองแอนเดอร์เซนด้วยสายตาดูถูก แต่เขากลับเงียบไว้ แถมสีหน้าของเขาก็สื่อได้ชัดเจนว่าแอนเดอร์เซนอาจไม่ได้บอกเขาทุกอย่าง

“โอ้ จริงสิ ปกติแล้วมีผู้ส่งสารคอยส่งจดหมาย แล้วเหตุใดพวกเจ้าสองคนถึงต้องมาด้วยตัวเอง?” วิเซริสถาม

“โปรดให้อภัยพวกเราด้วย ท่านลอร์ด” ไวทัสกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ท่านกำลังเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันและแต่งบทเพลงไปพร้อมกัน อีกทั้งยังทำได้ดีเยี่ยม ท่านช่างเป็นบุรุษที่ได้รับพรจากเทพเจ้า เราบังเอิญผ่านมาและอยากมาเยี่ยมท่านเท่านั้น”

“ดีมาก สมแล้วที่เป็นบุตรชายคนโต” วิเซริสกล่าวด้วยรอยยิ้ม เพราะเขารู้ดีว่าคนอย่างไวทัสมักเป็น ‘พวกหน้าไหว้หลังหลอก’ พวกเขามักจะพูดจานุ่มนวลและอ่อนโยนจนกว่าจะถึงช่วงเวลาสำคัญเหมือนกับพี่ชายของเขา ดังนั้นถึงแม้ว่าเขาจะยังห่างไกลจากเรการ์ แต่ก็เป็นแบบเดียวกัน วิเซริสจึงขี้เกียจจะยั่วโมโหเขาไปมากกว่านี้

ทว่าใบหน้าของแอนเดอร์เซนกลับซีดเผือด ตั้งแต่เกิดมานอกจากบิดาของเขาแล้ว ยังไม่เคยมีใครทำให้เขาต้องกล้ำกลืนความอัปยศเช่นนี้มาก่อน

วิเซริสเปิดจดหมายดู และพบว่าหัวข้อที่เปลี่ยนใหม่นั้นคือ ‘บราวอส’

บราวอสมิได้มีบทเพลงดี ๆ มาสรรเสริญเมืองมาหลายปีแล้ว เป็นไปได้ว่าซีลอร์ดเปลี่ยนหัวข้อเพราะเหตุนี้ แต่ในเมื่อเป็นการสรรเสริญสถานที่ก็แค่เปลี่ยนเนื้อเพลงก็พอแล้ว

ในขณะที่สายตาของไวทัส แอนเดอร์เซน ฟาเลีย อาชา เหล่านักดนตรีแห่งวังซีลอร์ด และผู้ส่งสารต่างมองเขาด้วยความตกตะลึง วิเซริสก็กล่าวขึ้นว่า “มา เอาพิณมาให้ข้า”

โปรดติดตามตอนต่อไป …

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 67

คัดลอกลิงก์แล้ว