เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 61

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 61

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 61


มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 61 คู่สมรส

ในที่สุดเฮลโบก็มีโอกาสพบกับวิเซริสอีกครั้ง และแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับกฎและข้อควรระวังของการแข่งขันให้เขาทราบ “การแข่งขันดาบครั้งนี้มีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 300 คน ในรอบแรกท่านต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้น ทั้งสองฝ่ายจะถูกคัดออก”

วิเซริสพยักหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน ตอนนี้เขามั่นใจในความสามารถของตนเองมาก แม้จะขาดประสบการณ์ในการต่อสู้กับยอดฝีมือที่แท้จริงก็ตาม เขาเชื่อว่าไม่มีใครสามารถเทียบเคียงเขาได้ในบราวอส หรือแม้แต่เมืองเสรีทั้งปวง เว้นเสียแต่ว่าจะมีจอมเวทย์อยู่ในหมู่ผู้เข้าแข่งขัน

ซึ่งการแข่งรอบแรกนั้นจะดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยมีการจัดการแข่งขัน 16 คู่พร้อมกัน แต่ละคู่มีนักดาบ 32 คน ทำให้ต้องจัดการแข่งขันมากกว่า 100 แมตช์ภายในสองวัน ซึ่งจะคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันออกไปเกือบครึ่งหนึ่ง ส่วนรอบที่สองซึ่งมีจำนวนนักดาบลดลง จะเริ่มเปิดให้มีการเดิมพันอย่างเป็นทางการ

เช้าตรู่วันถัดมาวิเซริสและคนอื่น ๆ ก็เดินทางไปยังสนามที่เจ็ดที่ถูกกำหนดให้เป็นสนามแข่งของเขา และรอเวลาการแข่งขันอยู่เงียบ ๆ เพราะการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้จัดขึ้นในสถานที่เดียว เนื่องจากผู้เข้าแข่งขันทั้ง 300 คนจะถูกแบ่งออกไปยังสนามแข่งขันหลายแห่งเพื่อให้ผู้ชมจำนวนมากสามารถเพลิดเพลินกับการประลองได้ โดยไททันแห่งบราวอสนั้นเดิมทีมันก็เป็นคลังแสงขนาดใหญ่ ทำให้สามารถจัดเตรียมสนามประลองได้ถึง 16 สนาม และผู้ชนะของแต่ละสนามจะได้เข้าสู่รอบสุดท้าย

ในขณะเดียวกันกอร์ทาเวที่รู้ที่ตั้งของสนามแข่งขันของวิเซริส เธอจึงเดินทางมาแต่เช้าพร้อมกับนักดาบของเธอเพื่อจับจองที่นั่ง และด้วยกฎระเบียบที่กำหนดว่าให้ทุกคนยกเว้นนักดาบต้องสวมหน้ากาก มันก็ทำให้ความงามของเธอจึงไม่เป็นที่จับตามองมากนัก และพวกเขาก็ได้นั่งใน ‘ห้องวีไอพี’ ซึ่งเป็นเขตปลอดภัยจากพวกอันธพาลท้องถิ่น

โดยการแข่งขันนัดแรกเป็นการปะทะกันระหว่างชายผมแดงกับชายผมดำ ฝีมือของทั้งคู่ยังธรรมดาอยู่มาก จึงไม่ค่อยสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมเท่าใดนัก จนกระทั่งในที่สุดชายผมแดงก็พ่ายแพ้ให้กับคู่ต่อสู้ของเขาเพราะหมดแรง ส่วนแมตช์ต่อ ๆ มาก็เป็นการประลองระหว่างชายผมสีน้ำตาลสองคน และจากนั้นก็เป็นคู่ที่มีความแตกต่างด้านอายุอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ชมต่างรอคอยการประลองที่ดุเดือดมากขึ้น โดยเฉพาะแมตช์ที่มีวิเซริสเข้าร่วม

. . .

กอร์ทาเวเฝ้าดูอย่างตั้งใจ แต่กลับไม่พบวิเซริสตลอดทั้งวัน “เขายังไม่ได้ขึ้นแข่งในวันแรกงั้นเหรอ?”

“ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นนะ เอเว” เคธโมตอบด้วยรอยยิ้ม เอเวเป็นชื่อเล่นของกอร์ทาเว ซึ่งมีเพียงเคธโมเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เรียก

แน่นอนว่าเคธโมเคยเสนอตัวลงแข่งแทนเธอ แต่เธอกลับปฏิเสธ นั่นทำให้เคธโมรู้สึกซาบซึ้งราวกับว่าเขากำลังดูแลต้นไม้ที่สักวันหนึ่งจะผลิดอกออกผล ส่วนความเป็นจริงจะเป็นเช่นไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเขาเอง

อีกด้านหนึ่งวิเซริสเองก็เริ่มรู้สึกว่าเขาถูกหลอกให้รอคอยอย่างไร้ประโยชน์ การเฝ้ารอการแข่งขันโดยไม่รู้ว่าจะได้แข่งเมื่อไหร่เป็นเรื่องน่าเหนื่อยหน่าย และเขาก็ไม่สามารถแน่ใจได้ว่าจะไม่มีใครพยายามฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้ แม้ว่าทางวังของซีลอร์ดจะอ้างว่าเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของนักดาบ แต่วิเซริสกลับนึกถึงประสบการณ์ของตัวเองเกี่ยวกับการถูกเลื่อนสอบใบขับขี่เพราะปัญหาทางเอกสาร

เมื่อเขาไม่ได้แข่งในวันแรก เขาจึงเดินทางกลับพร้อมกับแดเนริสและพรรคพวก โดยระหว่างทางพวกเขาก็ได้พบกับโจราห์ มอร์มอนต์ แม้ว่าเขาจะสวมหน้ากาก แต่คอที่หนาของเขาทำให้จำได้ไม่ยาก ทำให้ขณะที่พวกเขาเดินผ่านกันไป โจราห์ก็ลูบเคราของตนเองเป็นสัญญาณให้ไคลาจับตาดูเขาไว้

เมื่อกลับถึงที่พักชั่วคราวที่ตระกูลซาลีนจัดหาให้ พวกเขาก็พบว่ามีรถม้าจอดรออยู่ ซึ่งผู้ที่มาเยือนก็คืออิลลิริโอที่บ้านของเขาอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้มากนัก และเขายังสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้เร็วกว่าคนทั่วไปมาก

พวกเขาทั้งสองทักทายกันอย่างอบอุ่น แขนคล้องกันขณะเดินเข้าไปด้านใน และเพื่อไม่ให้แดเนริสต้องมาเกี่ยวข้องกับเรื่องธุรกิจ วิเซริสจึงสั่งให้เธอไปพักผ่อน

“ข้าคาดว่าท่านลอร์ดอิลลิริโอมาที่นี่เพื่อเจรจาเรื่องธุรกิจกับมูนแชโดว์ใช่หรือไม่?” วิเซริสเอ่ยถามเข้าประเด็นอย่างไม่รีรอ

“นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ข้าประหลาดใจมากเมื่อรู้ว่ามูนแชโดว์เป็นผลงานของเจ้า” อิลลีริโอยิ้มตอบ เขาไม่สามารถปกปิดความตื่นตะลึงที่มีต่อความสำเร็จของวิเซริสได้เลย และเมื่อเขารู้ว่าวิเซริสยังเป็นผู้เขียนเพลง ‘กะลาสีแห่งท้องทะเล’ ด้วย มันก็ยิ่งทำให้เขาตะลึงเข้าไปอีก

สบู่และบทเพลงไม่ใช่สิ่งที่เด็กหนุ่มโดยทั่วไปจะสร้างขึ้นมาได้ อิลลิริโอเคยสงสัยว่าวิเซริสอาจมีกลุ่มองค์กรอยู่เบื้องหลัง และใช้วาริสเป็นเพียงฉากหน้าเพื่อปกปิด แต่ถ้าหากองค์กรดังกล่าวมีอยู่จริง เหตุใดพวกเขาจึงปล่อยให้สองพี่น้องต้องทนทุกข์มาหลายปี? ในที่สุดอิลลิริโอก็ได้แต่สรุปว่าเขาไม่อาจเข้าใจเด็กหนุ่มที่เคยมองว่าเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งได้อีกต่อไป

“ถ้าเจ้าต้องการ ข้าสามารถช่วยเป็นสื่อกลางให้ธุรกิจนี้ได้ และข้าคาดว่าอีกไม่นาน ผลิตภัณฑ์นี้จะไปอยู่ในมือของเหล่าขุนนางแห่งเวสเทอรอสอย่างแน่นอน” อิลลิริโอกล่าว

“ในเมื่อท่านบอกว่ามูนแชโดว์เป็นเพียงหนึ่งในเหตุผลที่ท่านมาที่บราวอส แสดงว่าท่านมีเรื่องอื่นที่ข้าสามารถช่วยเหลือได้หใช่หรือไม่?” วิเซริสถาม

“ไม่มีอะไรเร่งด่วน แต่ข้าอยากรู้ว่าเจ้ามีแผนอะไรต่อไป ข้ามีคนที่อาจเป็นคู่ครองที่เหมาะสมให้พิจารณา” อิลลิริโอพูดพร้อมกับตบลงบนท้องอันอวบอิ่มของตน

วิเซริสไม่ลังเลที่จะเปิดเผยแผนของเขา โดยบอกว่าเขาตั้งใจจะเข้าร่วมกลุ่มทหารรับจ้างเพื่อหลีกเลี่ยงนักฆ่าของโรเบิร์ตและฝึกฝนทักษะการรบของตนเอง อย่างไรก็ตามอิลลิริโอกลับเผยว่าเขาได้พบคู่ครองที่เป็นไปได้สำหรับแดเนริส

“โดรโก?” วิเซริสทวนคำด้วยความสะท้านในใจ

“ใช่ เขาอายุยี่สิบกว่าแล้ว และเพิ่งสืบทอดคาลาซาร์ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งทะเลโดธรากีมาจากบิดาของเขา เขากล้าหาญอย่างยิ่งและไม่เคยพ่ายแพ้ในการประลองเลย” อิลลิริโออธิบาย

วิเซริสจำได้ว่าผู้นำเผ่าม้าคนปัจจุบันสามารถบัญชากองทัพที่แข็งแกร่งได้แล้ว ภายในสองหรือสามปีข้างหน้า เขาอาจกลายเป็นผู้ครองอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทะเลโดธรากี การแต่งงานกับหญิงสาวที่สวยที่สุดในโลกในช่วงที่เขาทรงอำนาจสูงสุดจะเป็นพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ไม่น้อย ทันใดนั้นวิเซริสก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงราชาองค์หนึ่งที่เคยยกตรีศูลขึ้นเหนือศีรษะ ทว่าในสายตาของวิเซริส คาล โดรโกเป็นเพียงคนเถื่อนที่เหมาะกับการต้อนฝูงแกะเท่านั้น

ขณะที่อิลลิริโอพร่ำสรรเสริญเหล่านักรบสามหมื่นนายและ ‘คาลาซาร์ที่แข็งแกร่งที่สุด’ วิเซริสก็เพียงแค่ยิ้มให้ และหลังจากเหลือบมองนกกระจาบฝนบนขอบหน้าต่าง เขาก็กล่าวว่า “ท่านทุ่มเทไม่น้อยเลยนะ แต่คาล โดรโกก็ดูเป็นพันธมิตรที่ดีทีเดียว”

นกกระจาบฝนดูท่าทางไม่สบายใจ มันก้มตัวลงต่ำ ราวกับสัมผัสถึงภัยที่อยู่ใกล้ตัว

“แต่การจะเจรจาพันธมิตรนี้ได้ ข้าต้องมีอำนาจต่อรองที่เพียงพอ มีแค่แดเนริสเพียงคนเดียวไม่พอหรอก ไว้เรากลับมาคุยเรื่องนี้กันอีกทีในอีกสองสามปี เมื่อข้ามีกองทัพเป็นของตัวเอง” วิเซริสกล่าวต่อ

ถ้าเป็นคนอื่นพูดเช่นนี้ อิลลิริโอคงหัวเราะเยาะไปแล้ว เพราะการสร้างกองทัพขึ้นมาไม่ใช่สิ่งที่สามารถหาซื้อได้จากพ่อค้าเร่ ทว่าท่าทีที่มั่นใจของวิเซริส รวมถึงความสำเร็จล่าสุดของเขา ทำให้อิลลิริโอลังเลที่จะตัดสินเขาอย่างรวดเร็ว

“ไม่ต้องรีบร้อน เลดี้แดเนริสยังอายุน้อย ไว้เราค่อยพูดคุยกันใหม่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็ได้” อิลลิริโอยอมรับอย่างไม่ใส่ใจ

วิเซริสยิ้มโดยไม่พูดอะไรอีก และหลังจากที่อิลลิริโอจากไป วิเซริสก็หันไปพูดกับนกกระจาบฝนว่า “พี่บอกแล้วว่าพี่จะไม่มีวันใช้น้องเป็นเครื่องต่อรองหรอก ไปนอนได้แล้ว!”

. . .

วันแรกของการแข่งขันดาบตรงกับวันที่สองของการแข่งขันกวีนิพนธ์ ดังนั้นซีลอร์ดเฟอร์เรโกจึงรู้สึกพึงพอใจมากเมื่อได้ยินว่ามีคนทะเลาะวิวาทกันเพราะบทเพลงที่บรรดานักร้องและนักดนตรีขับร้อง เขามองว่าความวุ่นวายเช่นนี้เป็นเรื่องสนุก เพราะเมื่อสองตระกูลขัดแย้งกัน เขาจะสามารถอยู่อย่างสบายใจได้ และเนื่องจากโรคโลหิตจางเขาจึงมักนอนไม่หลับในตอนกลางคืน และขาดพลังงานในตอนกลางวัน ทำให้ต้องพึ่งพาความผ่อนคลายจากน้ำนมฝิ่นเพื่อให้หลับได้อยู่เสมอ

“ท่านลอร์ด กองทหารสหายแมวป่าได้ติดสินบนพวกกรรมการ และตั้งใจจะร่วมมือกันเล่นงานวิเซริส” คาร์โรกระซิบรายงานแก่เฟอร์เรโก

เฟอร์เรโกขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “แปดปีแล้ว มาดูกันเถอะว่าวิเซริสเก่งกาจขึ้นแค่ไหนกัน . . .”

โปรดติดตามตอนต่อไป …

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 61

คัดลอกลิงก์แล้ว