เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 51

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 51

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 51


มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 51 นกนางนวล

ข้าวิเซริสได้มาเกิดใหม่ในโลกนี้ด้วยเป้าหมายสามอย่าง ขี่มังกร, ขี่มังกร, และขี่มังกร! แต่ตอนนี้ข้ายังไม่มีแม้แต่ไข่มังกร และคลื่นเวทมนตร์ก็ยังอีกหลายปีถึงจะมาถึง ดังนั้นการเป็น ‘สกินเชนเจอร์’ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้

เหล่าเด็ก ๆ ตระกูลสตาร์คสามารถควบคุมหมาป่ายักษ์และออกท่องไปในป่าได้ บางคนในกลุ่มคนป่าหลังกำแพงก็มีพรสวรรค์นี้เช่นกัน ลองจินตนาการถึงการเข้าสิงร่างของนกอินทรีและสัมผัสพลังของสายลมดูสิ ในยุคนี้ พรสวรรค์แบบนี้มีค่ามหาศาลต่อนักรบ มันทำให้สามารถรับรู้สถานการณ์ในสนามรบได้ตลอดเวลา ลดหมอกแห่งสงครามออกไป นี่แหละคือสุดยอดแห่งการควบคุมสนามรบ!

แต่ตอนนี้เขายังไม่สามารถเข้าสิงนกอินทรีได้ ดังนั้นจึงต้องเริ่มจากลูกอ๊อดก่อน เพราะยิ่งสิ่งมีชีวิตมีสติปัญญาต่ำและสมองพัฒนาน้อยก็ยิ่งควบคุมได้ง่ายขึ้น เขาจึงเลือกลูกอ๊อดที่มันแทบไม่มีสมองเลย และมีแค่เส้นประสาทไม่กี่เส้นเท่านั้น

“นายท่าน ท่านต้องจินตนาการว่าตัวเองได้เข้าไปในจิตสำนึกของเป้าหมาย จินตนาการเป็นสิ่งสำคัญมาก”

วิเซริสจ้องมองลูกอ๊อดในอ่างน้ำ พร้อมกับนึกถึงคำอธิบายของไคลา ก่อนที่เขาจะเริ่มจินตนาการถึงเสียงน้ำไหลอยู่รอบตัว และตัวเองอยู่ในอ่างน้ำ ทันใดนั้นดวงตาเขาก็กลอกกลับ ก่อนที่ร่างจะล้มลงกับพื้น

วินาทีต่อมาเขาก็รู้สึกได้ว่าสายตาของตัวเองพร่ามัวอย่างรุนแรง มีเพียงแสงและเงาเลือนรางอยู่ตรงหน้า พร้อมกับเสียงน้ำเบา ๆ ที่ไหลอยู่รอบตัว และเมื่อเขาลองขยับดูแต่มันก็ไม่มีเสียงเกิดขึ้นเลย

“ข้าทำได้แล้ว!” วิเซริสรู้สึกตื่นเต้นทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองได้เข้าสู่ร่างของลูกอ๊อดแล้ว ก่อนที่เขาจะลองแกว่งหางแล้วว่ายไปรอบ ๆ อ่างน้ำ และเมื่อว่ายมาสัมผัสกับขอบอ่างเขาก็พบว่าระบบประสาทของลูกอ๊อดนั้นพัฒนาได้น้อยมาก จึงแทบไม่มีความรู้สึกใด ๆ เลย

แต่หลังจากตื่นเต้นได้ไม่นาน วิเซริสก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะการมองเห็นที่จำกัดและการรับรู้ที่แย่ทำให้มันไม่น่าสนใจเลยสักนิด ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจกลับเข้าร่างตัวเองโดยการเริ่มจินตนาการอีกครั้ง วิเซริสหลับตาและนึกถึงตัวเองที่นั่งอยู่บนโซฟา ไม่นานนักเขาก็ลืมตาขึ้น และขยับตัวได้เหมือนเดิม เขากลับมาเป็นวิเซริสอีกครั้งแล้ว!

หลังจากนั้นวิเซริสก็เปิดแผงสถานะของตัวเองขึ้นมาดู และเห็นว่าตอนนี้ค่าความแข็งแกร่งทางกายภาพของเขาเกือบจะถึง 87.9 และอีกประมาณสิบวันก็น่าจะถึง 90 ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้เขาชนะในการประลองมากขึ้น

“ถ้าข้าชนะ ข้าจะตั้งชื่อดาบว่าอะไรดีนะ?” วิเซริสครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันไปดูค่าพลังอื่น ๆ

- -

[สุขภาพ : 77]

[จิตใจ : 100]

[เวทมนตร์ : 27.9]

- -

ด้วยการสวดบทเพลงของนักขับขานแห่งจันทราอย่างต่อเนื่อง สภาพจิตใจของเขาก็กลายเป็นค่าสถานะแรกที่แตะ 100 และดูเหมือนจะเป็นขีดจำกัดของมันแล้ว เพราะไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างไร ค่านี้ก็ไม่เพิ่มขึ้นอีก ราวกับว่ามีบางสิ่งมองไม่เห็นกักขังมันเอาไว้

พลังเวทของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน จากเดิมที่มีแค่สิบกว่าจุด ตอนนี้เกือบแตะ 30 แล้ว เรียกได้ว่าบทเพลงของนักขับขานแห่งจันทรามีประโยชน์จริง ๆ ซึ่งเขาเคยคิดจะไปวิหารของพวกเขาเพื่อเรียนรู้บทสวดขั้นสูงขึ้น หรือไปวิหารของจ้าวแห่งแสงเพื่อขอ ‘บทเพลงแห่งอัคคี’ แต่ยังไม่มีโอกาสไปสักที เพราะตอนนี้เขารู้แล้วว่ามันมีค่าเพียงใด เขาจึงต้องไม่รีบร้อนและค่อย ๆ วางแผนให้ดี

‘ดูเหมือนว่าการใช้สกินเชนเจอร์จะต้องใช้พลังเวทมนตร์ด้วย’ วิเซริสนึกในใจขณะมองสถานะของตัวเอง แน่นอนว่ามีทักษะใหม่ปรากฏขึ้น

- -

[สกินเชนเจอร์ : เริ่มต้น (12/100)+- ]

- -

วิเซริสยิ้มมุมปากเล็กน้อย จากนั้นจึงหันไปดูทักษะอื่น ๆ และเริ่มกระจายแต้มทักษะอย่างรวดเร็ว ช่วงนี้เขาไม่ได้ฝึกดาบมาสักพักแล้ว ทำให้คะแนนทักษะอื่น ๆ จึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหลังจากกดเพิ่มแต้มไปเกือบสิบนาที เขาก็สะสมแต้มความชำนาญทั่วไปได้มากกว่า 600 แต้ม

- -

[สกินเชนเจอร์ : ชำนาญ (142/1000)+- ]

- -

เมื่อระดับทักษะสกินเชนเจอร์เพิ่มขึ้น วิเซริสก็เริ่มเข้าใจเกี่ยวกับการควบคุมจิตสำนึกมากขึ้น และลูกอ๊อดไม่เพียงพอสำหรับเขาอีกต่อไป ทันใดนั้นวิเซริสก็ลุกขึ้นยืนและเดินไปที่รังเล็ก ๆ หลังประตู โดยที่ข้างในนั้นมีนกนางนวลที่กำลังพักฟื้นนอนอยู่ ซึ่งเขาเจอมันที่ท่าเรือก่อนหน้านี้ โดยที่ขาข้างหนึ่งของมันถูกเด็กขว้างก้อนหินจนหัก เขาจึงพามันกลับมารักษา และเกิดความผูกพันขึ้น

นอกจากนี้จากที่เคยได้ยินมา ระดับความใกล้ชิดระหว่างมนุษย์กับสัตว์มีผลต่อความง่ายในการเข้าสิง และเดิมทีนกนางนวลตัวนี้ที่เขาตั้งชื่อว่า ‘ฟรายส์’ ก็ไม่ยอมรับเขาหรอก เพราะมันเป็นนกที่รักอิสระ ไม่ต้องการถูกทำให้เชื่อง แต่หลังจากได้รับอาหารและที่พักพิง มันก็เริ่มลดความต่อต้านลง ทำให้ตอนนี้เมื่อวิเซริสเข้าไปใกล้ นกนางนวลก็จะขยับหัวเข้ามาใกล้เขาและยอมให้เขาลูบหัวมันแล้ว

“เจ้าตัวเล็ก ข้ากำลังจะเข้าไปแล้วนะ!”

ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็เข้าสู่ร่างของนกนางนวล หรือจะพูดให้ถูกก็คือ จิตสำนึกของเขาได้เข้าไปในร่างของมันแล้ว

วิเซริสมองดูร่างของตัวเองที่ล้มลงกับพื้น แล้วนึกในใจอย่างสนุกสนานว่า ‘ให้ตายเถอะ ข้านี่หล่อจริง ๆ! ใบหน้าที่งดงามและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา!’

หลังจากชื่นชมตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง วิเซริสก็ลองก้าวเดินไปรอบ ๆ ห้อง เพราะร่างกายที่เล็กลง ห้องธรรมดาจึงกลายเป็นเหมือนโรงละครขนาดย่อมในพริบตา!

หลังจากนั้นวิเซริสก็กางปีกออกโดยสัญชาตญาณ และรู้สึกได้ถึงพลังของสายลมที่พยุงร่างของเขาให้ลอยขึ้น ก่อนที่ร่างสีขาวจะทะยานขึ้นกลางอากาศล่องลอยอยู่ภายในห้องที่เคยรู้สึกกว้างขวาง แต่ตอนนี้กลับดูคับแคบลงไปถนัดตาจากมุมมองใหม่

วิเซริสซึ่งตอนนี้อยู่ในร่างของนกนางนวล ร่อนลงบนขอบหน้าต่างอย่างปลอดภัยและมองออกไปยังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ วันนี้เป็นวันที่อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าสีครามสดใส มีเมฆขาวลอยผ่าน และยังมีนกตัวอื่น ๆ กำลังบินอยู่เหนือศีรษะ ภาพที่เห็นนี้ทำให้เขารู้สึกมีความสุขและผ่อนคลาย

“ท้องฟ้า! ข้ามาแล้ว!” วิเซริสเริ่มกระพือปีกกระโดดออกไปข้างหน้า พร้อมกับร่างสีขาวที่พุ่งเป็นเส้นโค้งกลางอากาศ ก่อนจะทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า

“ว้าว~ ขึ้นบินแล้ว!”

วิเซริสส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น มันให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่โทนี่ สตาร์ค ใส่ชุดมาร์ควันเป็นครั้งแรก พลังแห่งการบินขึ้นสู่ท้องฟ้าและโฉบลงสู่พื้นดินทำให้เขารู้สึกไร้เทียมทาน

เมื่อบินขึ้นไปสูงหลายร้อยเมตร วิเซริสก้มองลงมาและได้เห็นภาพของบราวอสจากมุมมองของนกเป็นครั้งแรก แม้ว่าจะถูกเรียกว่า ‘นครแห่งหมู่เกาะพันแห่ง’ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเพียงก้อนหินและเนินเล็ก ๆ เมืองแห่งนี้ประกอบไปด้วยเกาะหลัก ๆ เพียงสี่เกาะ มีคลองใหญ่ที่พาดผ่านใจกลางเมือง และวิหารสีขาวของนักขับขานแห่งจันทราที่ตั้งอยู่

และเมื่อเห็นบินต่อไปเขาก็บินผ่านคฤหาสน์ของสามตระกูลใหญ่ พระราชวังสีฟ้าของซีลอร์ด และวิหารหินแดงของจ้าวแห่งแสง ทิวทัศน์เบื้องล่างแต่ละอย่างล้วนผ่านไปอย่างรวดเร็ว . . .

“เอกอนผู้พิชิต เจ้าเคยเห็นสิ่งนี้เช่นกันหรือไม่?” วิเซริสพึมพำเบา ๆ ขณะมุ่งหน้าไปยังไททันแห่งบราวอส การเดินทางที่ปกติต้องใช้เวลาร่วมสองชั่วโมงโดยรถม้าหรือเรือ แต่ตอนนี้กับใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที ก่อนที่เขาจะบินตรงขึ้นไปยังยอดของรูปปั้นขนาดยักษ์

ใบหน้าของรูปปั้นนั้นเป็นหินสีเขียวอมเทาดูเลือนรางไปตามกาลเวลา ซึ่งอาจเป็นเพราะความสูงมหาศาลและขาดการดูแลรักษา ก่อนที่ไม่นานนักวิเซริสจะถึงยอดของมัน ซึ่งที่นั่นมีนกนางนวลสองสามตัวเกาะอยู่ และส่งเสียงร้องคล้ายกับกำลังสนทนากัน

ก่อนที่นกนางนวลตัวหนึ่งจะสังเกตเห็นเขาและขยับเข้ามาใกล้

‘นกตัวนี้น่ารำคาญจริง ๆ . . .’ วิเซริสคิดในใจ ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อย ‘เดี๋ยวก่อนนะ หรือว่า . . . ข้าจะเป็นนกตัวเมีย!?'

วิเซริสก้มลงมองนกนางนวลตัวนั้น ก่อนจะรีบกระพือปีกบินหนีไปทันที ทว่ามันกลับดูเหมือนจะชื่นชอบเขาเป็นพิเศษ และบินตามมาติด ๆ!

โปรดติดตามตอนต่อไป …

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 51

คัดลอกลิงก์แล้ว