- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 47
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 47
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 47
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 47 แผนการมากมาย
จากชายฝั่งถึงเรือนแพของฟาเลียมีระยะทางเพียง 300 เมตร แอนเดอร์เซนคำนวณว่าวิเซริสน่าจะใช้เวลาสามถึงสี่นาทีในการว่ายมาถึง ซึ่งนั่นเป็นเวลามากพอที่เขาจะ ‘ทำลาย’ ฟาเลียได้ ทันใดนั้นแอนเดอร์เซนก็ไม่สนคำสั่งห้ามใช้กำลังอีกต่อไป และพุ่งตัวเข้าไปในห้องโดยสารของเรือ เพราะหากล้มเหลวในครั้งนี้ โอกาสที่เขาจะได้รับมรดกจากตระกูลอาจพังทลายลง
ฟาเลียที่มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นวิเซริสกระโดดลงไปในทะเลสาบแล้วจมหายไปใต้น้ำ นางจึงเริ่มกังวล คิดว่าเขาอาจติดพันกับพืชน้ำ หรือกำลังประสบปัญหาอื่น ขณะที่หัวใจเต้นระรัวด้วยความเป็นห่วง ประตูห้องกลับถูกกระแทกเปิดออกอย่างกะทันหัน พร้อมกับแอนเดอร์เซนที่ถลันเข้ามาด้วยดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งร้ายและความปรารถนา ทำให้อาชาพยายามเข้าขวาง แต่กลับถูกเขาถีบกระเด็นไปอย่างง่ายดาย
“ท่านแอนเดอร์เซน ท่านทำอะไรน่ะ? อ๊า!” ฟาเลียร้องเสียงหลงเมื่อถูกเขาผลักนางจนล้มลงไปด้านหลัง เส้นผมสีน้ำตาลทองกระจายตัวไปทั่ว ขณะที่หน้าอกอวบอิ่มขยับขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจที่ถี่กระชั้น
“แอนเดอร์เซน! ท่านรู้หรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่? ตระกูลของท่านจะเดือดร้อนเพราะเรื่องนี้!” ฟาเลียพยายามใช้เหตุผลหว่านล้อมเขา
แต่แอนเดอร์เซนไม่สนใจแม้แต่น้อย เขายื่นมือออกไปหมายจะคว้าหน้าอกของฟาเลีย แม้นางพยายามใช้มือปิดป้อง แต่เขาก็จับแขนของนางไว้แน่นแล้วบังคับให้ออกห่าง ก่อนจะกระชากเสื้อตัวนอกของนางออก เผยให้เห็นสัดส่วนที่ชวนให้ตื่นตะลึง
‘สมแล้วที่เป็นเลดี้มูนชาโดว์’ แอนเดอร์เซนคิดในใจ ความงามของนางทำให้เขาพร้อมเสี่ยงทุกอย่าง
“แอนเดอร์เซน! อ๊าา!” ฟาเลียดิ้นรนสุดชีวิต แต่เขาก็แข็งแรงและตัวใหญ่กว่านางมาก ทำให้การขัดขืนของนางกลับกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวเขาแทน
ส่วนอาชาที่ยังคงเจ็บจากการถูกเตะก็ได้แต่มองดูเหตุการณ์อย่างสิ้นหวัง
แต่ทันใดนั้นเองมันก็มือเย็นเฉียบดั่งคีมเหล็กบีบเข้าที่ลำคอของแอนเดอร์เซนอย่างกะทันหัน พร้อมกับร่างของเขาที่ถูกยกขึ้นจากพื้นและเหวี่ยงกระแทกกับพื้นห้องอย่างแรง
ปัง!
ในขณะเดียวกันนั้นเองประกายแสงสีเงินก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าฟาเลีย กลายเป็นภาพที่นางจะจดจำไปชั่วชีวิต พร้อมกันนั้นวิเซริสกดแอนเดอร์เซนลงกับพื้น และกระซิบที่ข้างหูของเขา “บอกข้ามา! ทำไมเจ้าถึงเล่นงานโรงงานสบู่?!”
“ปล่อยข้านะ!” แอนเดอร์เซนตะโกนด้วยความโกรธด้วยความมั่นใจว่าไม่มีใครกล้าทำร้ายเขา แต่ความหยิ่งผยองของเขากลับกลายเป็นความเสียใจแทบจะในทันที เมื่อเสียง ‘กร๊อบ!’ ดังขึ้น พร้อมกับความเจ็บปวดที่แล่นผ่านหัวไหล่ของเขา
“อ๊ากกกก!!” แอนเดอร์เซนกรีดร้องแทบขาดใจ ความเจ็บปวดรุนแรงทำให้ร่างกายครึ่งหนึ่งของเขาชาไปทั้งแทบ
“จะพูดหรือยัง?!” วิเซริสถามเสียงเย็น
“เจ้าไม่มีทางกล้าฆ่าข้าหรอก!”
ทันใดนั้นเสียง ‘กร๊อบ!’ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ความเจ็บราวกับจะฉีกเขาเป็นสองส่วนจนเขาแทบหมดสติ แต่ทันใดนั้นสายน้ำเย็นเฉียบก็ถูกสาดลงบนใบหน้า ทำให้เขาฟื้นคืนสติทันที
วิเซริสพลิกตัวขึ้นนั่งบนหลังของแอนเดอร์เซน กดขาของเขาแล้วดัดงอไปด้านหลัง “ยังไม่พูดอีก? ถ้าเจ้ายังดื้อดึง ข้าจะหักกระดูกสันหลังของเจ้า แล้วเจ้าจะต้องนอนเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต และรู้ไหม? ถ้ากระดูกสันหลังหัก . . . ไอ้นั่นของเจ้าก็จะไม่ลุกขึ้นมาอีกเลย”
คำขู่นี้ทำให้แอนเดอร์เซนหน้าถอดสี เขารู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งตัว ‘ไม่! ข้ายังต้องใช้ชีวิต! จะตระกูล จะภารกิจอะไรก็ช่าง! ขอแค่ข้ายังมีชีวิตอยู่ก็พอ!’
“ข้าจะบอก! ข้าจะบอกแล้ว!” ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้ และเปิดเผยแผนการของตระกูลเฟรการ์ให้วิเซริสรู้
หลังจากถูกช่วยให้ลุกขึ้นยืน แอนเดอร์เซนก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติกับแขนของตน
“มือของข้า! มือของข้า!” แอนเดอร์เซนตะโกนด้วยความตื่นตระหนก
วิเซริสคว้ามือซ้ายของเขาบิดไปมาเล็กน้อย ก่อนจะกดมันกลับเข้าที่อีกครั้ง
“อ๊ากกก!!” แอนเดอร์เซนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่นานก็พบว่าเขาสามารถขยับมือได้อีกครั้ง
‘นี่มันเวทมนตร์อะไรกัน?!’ แอนเดอร์เซนตัวสั่น และรู้ซึ้งแล้วว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้น่ากลัวกว่าที่เขาคิดไว้มาก และเพื่อรักษาแขนอีกข้างของตน แอนเดอร์เซนจึงเผยความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับแผนการของตระกูลเฟรการ์อย่างรวดเร็ว
ในบรรดาตระกูลใหญ่ทั้งสามของบราวอส แต่ละตระกูลต่างก็สนับสนุนคนของตนเอง ตระกูลแอนทาริออน ซึ่งเป็นตระกูลของซีลอร์ดคนปัจจุบัน สนับสนุน ‘กวีหญิง’ ทิลิเซีย อย่างไรก็ตามตระกูลนี้ครองตำแหน่งซีลอร์ดอยู่แล้ว จึงให้การสนับสนุนนางเพียงเล็กน้อย ดังนั้นการแข่งขันที่แท้จริงจึงเป็นระหว่าง ตระกูลเฟรการ์ และ ตระกูลซาลีน
ตระกูลซาลีน ซึ่งสนับสนุนฟาเลียกำลังเสื่อมอำนาจลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ‘ไนติงเกล’ กอร์ทาเว่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างมากกำลังเคลื่อนไหวอย่างแข็งขัน
และตั้งแต่การโจมตีโรงงานสบู่ของมอเรล ไปจนถึงการใช้แอนเดอร์เซนล่อลวงฟาเลีย ตระกูลเฟรการ์ไม่เคยหยุดวางแผนกำจัดนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ทว่าการคิดค้นสบู่ของวิเซริสได้มอบโอกาสให้ฟาเลียกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ตระกูลเฟรการ์จึงให้การสนับสนุนแอนเดอร์เซนอย่างเต็มที่ และใช้วิธี ‘นอกกรอบ’ เพื่อกำจัดฟาเลียให้พ้นทาง และเพื่อปูทางให้ไนติงเกลก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะในการประกวดในเทศกาลสิบวันแห่งบราวอส
หลังจากที่โรงงานของมอเรลถูกปิดลง โอกาสของฟาเลียในการชนะดูเหมือนจะริบหรี่ ทว่าด้วยการส่งสบู่ชุดหนึ่งไปยังวิหารนักขับขานแห่งจันทรา นางก็ได้รับชื่อเสียงในด้านความบริสุทธิ์ ทำให้แม้อดีตจะไม่แน่นอน ตระกูลเฟรการ์ก็ยังเลือกส่งแอนเดอร์เซนมาเป็น ‘หลักประกันสองชั้น’
“ข้าขอถามเจ้า เจ้าใช่ไหมที่ให้แดงลาร์สปล่อยเงินกู้แก่ข้าแต่แรก? และวางแผนจะใช้ข้าแล้วจากนั้นก็ปล้นน้องสาวของข้า?!” วิเซริสถามด้วยเสียงเยือกเย็น ความโกรธแฝงอยู่ในทุกถ้อยคำ
ฟาเลียซึ่งเริ่มหายจากอาการป่วย ค่อย ๆ เข้าใจเมื่อฟังคำสารภาพของแอนเดอร์เซน ไม่แปลกใจเลยที่วิเซริสจะมีท่าทีรุนแรงเมื่อเอ่ยถึงแดเนริส ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกับการทรยศครั้งนี้! นางหันไปมองวิเซริส ซึ่งตอนนี้ดูราวกับจะฉีกแอนเดอร์เซนเป็นชิ้น ๆ และหวนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
แอนเดอร์เซนที่ตระหนักถึงชะตากรรมของตน หลับตาลงก่อนจะพยักหน้าอย่างยอมจำนน ทว่ากลับกัน แทนที่วิเซริสจะโกรธจัด เขากลับหัวเราะเสียงแหลม “ฮ่าฮ่าฮ่า . . .”
หลังจากนั้นวิเซริสก็ตบไหล่แอนเดอร์เซนสามครั้ง ก่อนจะกล่าวว่า “เจ้านี่มีแผนการเยอะจริง ๆ ข้าจะให้คำแนะนำสักอย่าง ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เป็นทายาทของตระกูลเฟรการ์ให้ได้ มิฉะนั้น ข้าจะไม่มีความรู้สึกภูมิใจเลยหากต้องฆ่าเจ้าทีหลัง”
วิเซริสกล่าวเช่นนี้เพื่อหว่านความบาดหมางภายในตระกูลเฟรการ์ เพราะเขาเพิ่งแสดงพลังอันเหนือชั้นของตนให้เห็น และที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าก็คือเขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มเท่านั้น
ในบราวอสเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องนักฆ่า หากแอนเดอร์เซนต้องการเอาตัวรอด เขาจะต้องเสริมกำลังป้องกันของตนเอง และได้รับการคุ้มครองจากผู้นำของตระกูล มิฉะนั้นอีกไม่นานนักวิเซริสจะมาจัดการเขาแน่นอน
ขณะที่วิเซริสกำลังพิจารณาว่าจะทำอย่างไรกับแอนเดอร์เซน มันก็มีเสียงเตือนที่แฝงไปด้วยการคุกคามดังขึ้นจากภายนอกอย่างกะทันหัน “ฟังให้ดีนักฆ่าที่อยู่ข้างใน! อย่าทำอันตรายท่านแอนเดอร์เซน มิฉะนั้นเจ้าจะทำสงครามกับบราวอส! สงครามกับวังซีลอร์ด! และเจ้าจะถูกลงโทษด้วยความตาย!”
“เรือของข้าถูกล้อมไว้แล้ว!” ฟาเลียอุทานพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง สิ่งที่นางเห็นก็คือเรืออย่างน้อยหกถึงเจ็กลำ และทหารนับสิบสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงิน พวกเขาคือองครักษ์ของซีลอร์ด!
โดยผู้นำของพวกเขาก็คือ ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลที่กำลังถือคันธนูไว้ในมือ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ และว่ากันว่าเขาสามารถสังหารนักฆ่าได้ด้วยลูกศรเพียงนัดเดียวหากอีกฝ่ายโผล่หัวออกมา
โปรดติดตามตอนต่อไป …