- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 43
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 43
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 43
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 43 ชัยชนะโดยไม่ต้องหลั่งเลือด
เมื่อเดินมาถึงรถม้าของวิเซริส สาวใช้ก็แนะนำตัวเองว่าชื่อ ไพรีน่า นางสวมชุดกระโปรงยาวสีอ่อนที่แขนเสื้อมีลวดลายสีแดงสามจุดดูคล้ายสัญลักษณ์แสดงสถานะบางอย่าง ซึ่งไพรีน่าก็จำวิเซริสและน้องสาวของเขาได้ทันที แต่กลับปฏิเสธไม่ให้ไคลาเข้าไปด้วย
“ไม่เป็นไร เจ้าคอยเฝ้ารถม้าก็แล้วกัน”
จากนั้นสองพี่น้องจึงเดินตามนางเข้าไปในป้อมปราการ ทันทีที่ก้าวเข้าไปวิเซริสก็รู้สึกราวกับว่ากำลังเปิดประตูเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการ สวนภายในเต็มไปด้วยสีสันสดใส ดอกไม้แปลกตาราวกับภาพวาดที่มีชีวิต บริเวณโดยรอบตกแต่งด้วยปะการังสีแดงสดตระการตาจนแทบแสบตา
พวกเขาเดินผ่านโถงทางเดินยาว ผนังทั้งสองข้างตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรลงสีด้วยทองคำเปลวและเม็ดสีล้ำค่า บรรดาข้ารับใช้ต่างเร่งรีบไปมาในป้อมปราการขยันขันแข็งราวกับมดงาน ก่อนที่ไพรีน่าจะนำทางสองพี่น้องเลี้ยวไปมาอยู่หลายครั้ง ซึ่งวิเซริสนั้นไม่เป็นไร แต่สำหรับแดเนริสนั้นเธอเริ่มเวียนหัวเล็กน้อย
หลังจากเดินอยู่ราวครึ่งชั่วโมง พวกเขาก็มาถึงห้องโถงฝั่งข้าง
“ท่านหญิงกำลังชำระกายอยู่ พวกท่านรอสักครู่” ไพรีน่ากล่าว
“ไม่มีปัญหา” วิเซริสตอบ
หลังจากนั้นพวกเขาทั้งคู่ก็เริ่มสำรวจ ‘ห้องโถงฝั่งข้าง’ ที่กว้างขวางพอจะจัดงานเต้นรำได้ แม้มันจะไม่หรูหราอลังการ แต่ก็ดูมีรสนิยม ภายในห้องมีของตกแต่งจากปะการังกว่า 20 ชิ้น ขนาดพอ ๆ กับต้นบอนไซ แสดงให้เห็นว่าตระกูลซาลีนชื่นชอบปะการังเป็นพิเศษ
นอกจากนี้วิเซริสยังสังเกตเห็นว่าแดเนริสดูประหม่าเล็กน้อย เธอนั่งตัวตรงราวกับมีใครคอยจับตามอง
“กังวลหรือเปล่า?” เซริสถามขึ้นลอย ๆ
แดเนริสส่ายหัวเขิน ๆ “เปล่าค่ะ”
“เดี๋ยวก็ชิน” วิเซริสปลอบนาง สำหรับเขาคนที่ ‘เคยเห็นโลก’ กับ ‘ไม่เคย’ ต่างกันเพียงประสบการณ์เท่านั้น ต่อให้เป็นเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก หากถูกโยนมาอยู่ในโลกของเขาก็คงตกใจเหมือนกัน ดังนั้นการที่แดเนริสยังไม่เคยเข้าสังคมในงานทางการมาก่อน นางรู้สึกกังวลจึงเป็นเรื่องธรรมดา
อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ไพรีน่ากลับมา “แขกผู้มีเกียรติ ท่านหญิงกำลังรอพวกท่านอยู่”
สองพี่น้องลุกขึ้นทันที ก่อนที่แดเนริสจะเดินตามวิเซริสไปตามทางเดิน จนกระทั่งได้พบกับท่านหญิงเมธิส ซึ่งแต่งกายอย่างหรูหราบนระเบียง
ตามธรรมเนียมของชนชั้นสูง การเยี่ยมเยือนมักเกิดขึ้นในช่วงบ่ายหรือเย็น แต่สองพี่น้องกลับมาถึงตั้งแต่เช้าตรู่ ซึ่งถือว่าเสียมารยาทเล็กน้อย อย่างไรก็ตามเมื่อเมธิสรู้ว่าพวกเขารออยู่ข้างนอกตลอดทั้งคืน ความไม่พอใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ของนางจึงหายไปอย่างรวดเร็ว
ไพรีน่าจัดแจงให้พวกเขานั่งลง ส่วนเมธิสก็จ้องมองแดเนริสไม่วางตา ราวกับนางพบสิ่งที่ถูกใจเป็นพิเศษ ทำให้แดเนริสรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
หลังผ่านไปไม่กี่วินาทีเมธิสก็เบนสายตากลับมาที่วิเซริส แล้วหยิบซองจดหมายในมือขึ้นมา “เจ้าบอกว่าเจ้ามีวิธีแก้ปัญหานี้?”
“ข้าไม่อาจบอกได้ว่าสามารถแก้ไขได้ทั้งหมด แต่ข้าสามารถช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นมาก และเพิ่มโอกาสที่ตระกูลซาลีนจะมีทายาทที่แข็งแรง”
เมธิสจ้องเขาเขม็ง ดวงตาสะท้อนถึงแรงกดดันบางอย่าง แต่สำหรับวิเซริสผู้ที่เคยเผชิญหน้ากับนักฆ่ามาแล้วมากมาย เขาไม่ได้หวั่นไหวแม้แต่น้อย
“ท่านหญิง ปัญหาอยู่ที่น้ำที่พวกท่านดื่ม”
ไพรีน่าซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ มองเขาด้วยแววตาดูถูก น้ำที่พวกเขาดื่มมาจากแม่น้ำสวีทวอเทอร์ เหล่าขุนนางแห่งบราวอสดื่มน้ำนี้มานับร้อยปีโดยไม่มีปัญหา ดังนั้นสำหรับนางวิเซริสก็คงแค่กล่าวเกินจริง
“พูดต่อ” เมธิสพูดขึ้นมาช้า ๆ เพราะสีหน้าจริงจังของวิเซริสนั้นทำให้นางเริ่มสนใจขึ้นเล็กน้อย
“นักรักษาแห่งบราวอสมักเรียกอาการอย่าง ‘เวียนศีรษะ’ ‘นอนไม่หลับ’ และ ‘อ่อนเพลียง่าย’ ว่า ‘โรคของชนชั้นสูง’ แต่แท้จริงแล้ว อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการของ พิษตะกั่ว”
“ตะกั่ว? พิษ?” เมธิสทวนคำอย่างสับสน ขณะที่ไพรีน่ายังคงไม่เชื่อ “องค์ชาย ตะกั่วถือเป็นยาที่ดีสำหรับนักรักษาหลายคน มันช่วยให้สงบและทำให้นอนหลับดีขึ้น แล้วจะเป็นพิษได้อย่างไร?”
วิเซริสไม่ได้ตั้งใจจะเยาะเย้ยนาง เขาเข้าใจว่าเรื่องพิษตะกั่วเป็นความรู้ที่คนในยุคนี้ไม่อาจเข้าใจได้ง่าย ๆ
‘ในละครประวัติศาสตร์บางเรื่อง ซุปกล่อมประสาทที่หมอหลวงมักเตรียมให้ก็มีการเติมตะกั่วลงไปด้วย เด็กที่ไม่อยู่นิ่ง? ให้ซุปกล่อมประสาท สตรีที่นอนไม่หลับ? ซุปกล่อมประสาท นี่เป็นสาเหตุของพิษตะกั่วมากมาย’ วิเซริสคิดในใจเงียบ ๆ
“การจะพูดถึงพิษของสารอะไร เราต้องดูปริมาณที่ได้รับด้วย” วิเซริสอธิบายอย่างใจเย็น “หากคนเราไม่กินอาหารเลย ก็ต้องตายเพราะอดตาย แต่หากกินมากเกินไป ก็อาจตายเพราะกินมากเกินไปได้ หลักการเดียวกันนี้ใช้กับยาเช่นกัน”
“อาการป่วยของท่านซีลอร์ดนั้น เข้าข่ายภาวะโลหิตจางโดยสมบูรณ์ แม้ว่าท่านจะไม่เคยเปิดเผยเรื่องสุขภาพของตนต่อสาธารณะ แต่ข้ากล้ายืนยันว่าเขามีอาการเหล่านี้ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น หายใจติดขัด ผิวซีดเซียว เบื่ออาหาร และไวต่อความเย็น”
เมธิสพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “ข้าไม่ได้พบกับท่านลอร์ดมานานแล้ว แต่ข้าก็สังเกตได้ว่าอารมณ์ของเขาเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศ”
พูดจบเมธิสกับไพรีน่าก็สบตากันแวบหนึ่ง คล้ายกำลังสื่อสารกันโดยไม่ต้องพูด ทำให้วิเซริสที่จับสังเกตได้จึงตัดสินใจเดินเกมต่อ “ท่านหญิง พิษตะกั่วส่งผลเสียต่อเด็กเป็นพิเศษ”
ทันทีที่พูดถึงเด็กสีหน้าของเมธิสก็เปลี่ยนไปทันที เรื่องนี้แทบจะเป็นหัวข้อต้องห้ามภายในป้อมปราการ
วิเซริสอธิบายต่อ “เด็กที่ได้รับพิษตะกั่วจะมีพัฒนาการทางสมองล่าช้า ทำให้สติปัญญาด้อยกว่าปกติ กล้ามเนื้ออ่อนแอ ไม่มีเรี่ยวแรง และที่สำคัญคืออารมณ์แปรปรวนง่าย กลายเป็นเด็กที่อารมณ์ร้าย”
หากเขาพูดถึงแค่อาการสองข้อแรกเมธิสอาจคิดว่าเขาเป็นเพียงพวกนักต้มตุ๋น แต่ข้อที่สามมันกับกระแทกใจนางเข้าเต็ม ๆ ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ไม่มีเด็กคนใดในตระกูลซาลีนเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรง พวกเขามักจะ ปัญญาอ่อน อ่อนแอ หรือมีอารมณ์ร้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่รู้กันในหมู่ผู้รับใช้ใกล้ชิด และนักรักษาก็มักจะให้ ‘ซุปกล่อมประสาท’ เพื่อแก้ปัญหาอารมณ์เด็ก ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ซ้ำไปซ้ำมา
ตอนนี้เมธิสเชื่อเขาแล้ว “แล้วเจ้ามีทางแก้หรือไม่?”
วิเซริสรู้สึกโล่งใจ เพราะเขารู้ว่าตัวเองมาได้กว่าครึ่งทางของเป้าหมายแล้ว
“ให้พวกเขากินมะนาวมากขึ้น กินปลาและกุ้งให้เยอะขึ้น และที่สำคัญที่สุด คือต้องหยุดดื่มน้ำจากคลองลองคาแนลโดยเด็ดขาด ให้ดื่มแต่น้ำที่ผ่านการกรองอย่างบริสุทธิ์เท่านั้น”
วิเซริสหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านหญิงเมธิส ข้ายังมีแผนที่จะทำให้ตระกูลซาลีนก้าวขึ้นเป็นเจ้าแห่งบราวอสเพียงหนึ่งเดียว และมันจะเป็นชัยชนะที่ไม่ต้องหลั่งเลือดเลยแม้แต่น้อย”
โปรดติดตามตอนต่อไป …