- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 41
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 41
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 41
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 41 อำนาจของตระกูลเฟรการ์
“ฮ่าฮ่า ดีมาก!” แอนเดอร์เซนยิ้มพลางตอบคำของวิเซริส แต่สำหรับเฮลโบและคนอื่น ๆ รอยยิ้มของเขาช่างเยือกเย็นยิ่งกว่าลมหนาวที่รุนแรงที่สุด ราวกับว่าข้อความที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้มนั้นก็คือ ‘ได้เลย รอให้ถึงตาของเจ้าก่อนเถอะ’
ทันใดนั้นแอนเดอร์เซนก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “เป็นงานเลี้ยงที่น่ารื่นรมย์เสียจริง ข้าขออวยพรให้เจ้าหญิงแดเนริสมีความสุขในวันเกิด” พูดจบเขขาก็ทิ้งส้อมที่เสียบเนื้อแกะลงบนจานอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
“ไม่ต้องไปส่งเขา” วิเซริสกล่าวเสียงเรียบ ทำให้แอนเดอร์เซนหยุดชั่วครู่ก่อนจะเดินต่อไปด้วยความโกรธ ฝ่ามือของเขากำแน่น ราวกับต้องใช้แรงมหาศาลเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเอง
มอเรลและเฮลโบหันไปมองวิเซริสด้วยความหวาดกลัว พวกเขาอยากจะลุกขึ้นไปส่งแอนเดอร์เซน แต่ขาของพวกเขากลับอ่อนแรง และร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ท้ายที่สุดพวกเขาก็ทำได้แค่นั่งลงอย่างหมดแรง
ในขณะนั้นเองแดเนริสก็เดินลงมาจากบันได ผมของเธอถูกปล่อยลงโดยให้สาวใช้ช่วยถอดเครื่องประดับออก เส้นผมที่ถักเป็นเปียทำให้ศีรษะของเธอดูคล้ายกับน้ำเต้า และเมื่อเห็นจิลหมดสติอยู่บนพื้น เธอจึงรีบวิ่งเข้าไปหาทันที “พี่คะ จิลเป็นอะไรไป?”
“เธอคงไม่ค่อยสบาย ให้เธอกลับไปพักสักสองสามวันเถอะ” วิเซริสกล่าวพร้อมส่งสายตาให้สาวใช้ของแดเนริสรีบพาจิลออกไปจากที่นี่
“ท่านวิเซริส เราควรทำอย่างไรต่อไป?” เฮลโบถามด้วยเสียงสั่น มอเรลและลูกชายของเขาก็มองวิเซริสด้วยความหวังว่าจะได้รับคำตอบที่แน่ชัด แต่วิเซริสกลับเพียงแค่หันไปมองแดเนริสแล้วถามว่า “แดเนริส มีคนที่แข็งแกร่งมากต้องการทำร้ายเรา เจ้ากลัวหรือไม่?”
นัยน์ตาสีม่วงของทั้งสองสบกัน ก่อนที่แดเนริสจะตอบว่า “เขาแข็งแกร่งกว่าราชาโรเบิร์ตหรือเปล่าคะ?”
“ไม่แม้แต่น้อย”
“งั้นข้าไม่กลัว ข้าไม่กลัวใครทั้งนั้น ตราบใดที่ข้ายังมีพี่ชายอยู่ด้วย”
“ดีมาก”
ในตอนนั้นเองเฮลโบก็เพิ่งเข้าใจว่าพี่น้องคู่นี้เติบโตมาท่ามกลางภัยคุกคามเช่นนี้เป็นปกติ
“น้องยังไม่ได้กินอะไร มาเถอะ มากินด้วยกัน” วิเซริสกล่าวขณะเลื่อนเก้าอี้ให้แดเนริสนั่งลง จากนั้นเขาเอนตัวไปใกล้เฮลโบ ทำให้ชายคนนั้นเผลอเอนหนีโดยไม่รู้ตัว วิเซริสจึงยกมือที่ยังเปื้อนเลือดขึ้นแตะไหล่ของเฮลโบเบา ๆ ก่อนจะพูดอย่างติดตลกว่า “มังกรถูกกุ้งรังแกเมื่อมันติดอยู่ในแอ่งน้ำตื้น”
เฮลโบไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่เมื่อได้ยินวิเซริสแปลเป็นภาษาไฮวาเลอเรียน มันก็ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ในใจของเขากับคิดอีกอย่างโดยสิ้นเชิง ‘บ้าชะมัด! เจ้ากำลังจะตายอยู่แล้วยังมาพูดว่าเป็นฝ่ายถูกกลั่นแกล้งอีกหรือ?!’
“พอเถอะ พวกเจ้ากลับไปก่อน ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง” วิเซริสพูดขึ้น เขารู้ว่าการจัดงานเลี้ยงวันเกิดของแดเนริสเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ครั้งนี้ล้มเหลวแล้ว ซึ่งมอเรลและเฮลโบก็ชัดเจนว่าไม่อยากมีเอี่ยวกับเขาอีก ส่วนคนที่หวังจะใช้ความสัมพันธ์ของเขาเพื่อเข้าหาฟาเลียก็คงจะถอยหนีเมื่อได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นคืนนี้
แอนเดอร์เซนพูดถูก พวกเขาทั้งคู่เป็นเพียงหมาข้างถนนไร้บ้าน แม้ว่าที่พักของพวกเขาจะหรูหรากว่าบ้านของคนทั่วไป แต่มันก็ไม่ได้เป็นของพวกเขาจริง ๆ ผู้นำสูงสุดของบราวอสคงไม่ช่วยพวกเขา และตระกูลใหญ่ทั้งสามก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปกป้องเจ้าชายผู้ถูกเนรเทศ ทำให้ตอนนี้วิเซริสมีทางเลือกอยู่สามทาง
หนึ่ง หลบหนีออกจากบราวอสโดยพกเพียงสูตรสบู่ไปด้วย แต่ถ้าทำเช่นนั้นก็อาจเป็นอันตรายยิ่งกว่า ถ้าไม่ถูกโรเบิร์ตฆ่าเสียก่อน ตระกูลเฟรการ์ก็คงส่งคนมาตามล่าเขาอยู่ดี โดยเฉพาะหากพวกเขาไปยังนครเสรีอื่น พวกเขาจะถูกมองเป็นเพียงพวกไร้ค่า และสถานการณ์ก็จะแย่ลงกว่าเดิม
สอง มอบสูตรสบู่ให้และร้องขอความเมตตา หากวิเซริสทำเช่นนั้น มันก็ไม่ต่างจากการอ้อนวอนขอชีวิต แถมยังอาจต้องส่งตัวน้องสาวไปด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้นเขาสู้เอาตัวไปให้สุนัขกินเสียยังดีกว่า
หากสองทางเลือกแรกใช้ไม่ได้ก็เหลือเพียงตัวเลือกสุดท้าย แสดงให้เห็นว่าเขามีค่ามากพอที่ทำให้สามตระกูลห้ำหั่นกันเอง และโชคดีที่เขามีค่ามากพอจะทำเช่นนั้น
คืนนั้นวิเซริสพาแดเนริสและไคลาเดินทางไปยังเมืองวินด์เลค สถานที่ที่สุภาพสตรีจากตระกูลซาลีนบอกให้เขาไป เมืองนี้ถูกตั้งชื่อตามทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในบราวอส แม้จะเป็นเวลากลางคืน แต่เขาก็ยังสามารถมองเห็นเงาของอาคารที่สูงที่สุดในเมือง มันตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ราวกับยอดเขาหรือเรือธงของกองเรือ โดดเด่นเป็นอย่างมาก
เมื่อเข้าไปใกล้ขึ้นวิเซริสก็เห็นภาพเต็มของอาคารที่ดูคล้ายป้อมปราการ กำแพงของมันถูกแกะสลักเป็นลวดลายเรือ นี่คือที่พำนักของตระกูลซาลีน
ซึ่งก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปถึง พวกเขาก็มองเห็นแสงไฟส่องสว่างอยู่บนกำแพง ไม่นานนักประตูเล็กข้างประตูใหญ่ก็เปิดออก และมีชายคนหนึ่งเดินออกมา เขามีร่างกายเล็กเกือบเท่าเด็ก สูงเพียงแค่ระดับสะดือของวิเซริส และไม่สูงเท่าแดเนริสด้วยซ้ำ และเมื่อมองใกล้ ๆ พวกเขาก็เห็นว่าเขาเป็นชายหัวล้านร่างเล็ก
“พวกเจ้าเป็นใคร และมาที่นี่ทำไม?” ชายร่างเล็กถามด้วยเสียงแหลมสูง
วิเซริสยื่นสร้อยข้อมือของแดเนริสให้ชายคนนั้นและกล่าวว่า “สุภาพสตรีท่านหนึ่งมอบสร้อยเส้นนี้ให้ข้า และบอกว่าหากข้านำมันมาแสดง ข้าจะได้พบกับนาง”
คนแคระรับสร้อยข้อมือไปตรวจสอบ ความหงุดหงิดของเขาหายไปทันที “แต่ทำไมพวกเจ้าถึงมาในเวลานี้? ท่านหญิงเข้านอนแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้นวิเซริสก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก คนแคระคนนี้ดูเหมือนเป็นเพียงข้ารับใช้ธรรมดาของตระกูลซาลีน แต่เขากลับจำสร้อยข้อมือของสุภาพสตรีได้ นั่นหมายความว่านางเป็นคนสำคัญ ไม่ใช่เพียงแค่ภรรยาน้อยของใครบางคน
“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เช้าโปรดแนะนำพวกเราให้พบกับนาง เราจะรออยู่ใต้ต้นไม้นั่น ตกลงไหม?”
คนแคระมองวิเซริส จากนั้นเขาก็เขย่งปลายเท้าเพื่อมองเข้าไปในรถม้า เมื่อเห็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กและหญิงสาวอยู่ข้างใน เขาก็ลดความระแวงลงเล็กน้อย “ตกลง พวกเจ้ารอที่นั่นได้”
หลังจากนั้นเขาก็ค่อย ๆ เก็บสร้อยข้อมือไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง ราวกับว่ามันเป็นแก้วบางแทนที่จะเป็นทองคำและอัญมณีล้ำค่า “มีอะไรอีกไหม?”
“มี” วิเซริสตอบ ก่อนหยิบจดหมายออกจากอกเสื้อแล้วยื่นให้ “มอบสิ่งนี้ให้ท่านหญิงเมื่อนางตื่น”
คนแคระเหลือบมองจดหมายครู่หนึ่งก่อนจะเก็บมันไว้ในอกเสื้อเช่นกัน
“ขอบคุณที่ช่วยเหลือ” วิเซริสพูดขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณว่าเขาไม่มีธุระอื่นอีก ทำให้คนแคระพยักหน้าแล้วค่อย ๆ เล็ดลอดผ่านประตูเล็กเข้าไป
“พี่คะ ในนั้นเขียนว่าอะไร?” แดเนริสถาม
วิเซริสยิ้มก่อนตอบว่า “ตอนนี้ยังเป็นความลับ พี่จะเล่าให้ฟังทีหลัง”
จากนั้นวิเซริสสั่งให้สารถีหยุดรถม้าใต้ต้นไม้ใหญ่ และทั้งสามก็นั่งรออยู่เงียบ ๆ ภายในรถม้า
โปรดติดตามตอนต่อไป …