- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 40
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 40
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 40
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 40 วันเกิดของแดเนริส 2
ผลกำไรจากการร่วมมือกับวิเซริสในช่วงเวลานี้มากเกินกว่าที่ฟาเลียคาดคิดไว้ เธอจึงมอบเรือลำหนึ่งให้แดเนริสเป็นของขวัญวันเกิด โดยเธอได้ตั้งชื่อให้ว่า ‘ซิลเวอร์เกิร์ล’ แม้ว่าแดเนริสจะไม่สามารถควบคุมเรือบรรทุกสินค้าลำนี้ได้เอง และวิเซริสก็ไม่มีเวลามาดูแลมัน แต่ฟาเลียยังคงเป็นผู้ดำเนินกิจการเรือลำนี้ต่อไป โดยผลกำไรทั้งหมดตกเป็นของแดเนริส
ในวันนี้วิเซริสได้จัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดให้แดเนริส และจำนวนแขกที่มาร่วมงานก็มีมากเกินความคาดหมายไปไม่น้อย ลานกว้างที่เคยว่างเปล่าแทบไม่มีที่ยืน แขกส่วนใหญ่ที่มาร่วมงานหวังจะใช้โอกาสนี้สร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับวิเซริสและฟาเลีย แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่เข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของงานเลี้ยงในครั้งนี้ก็ตาม
รถม้าจอดขวางถนน และภายในห้องเต็มไปด้วยของขวัญจนแทบไม่มีที่วาง แดเนริสตื่นตากับกล่องของขวัญหลากสีที่มีขนาดต่างกัน และกองซ้อนกันราวกับภูเขาลูกเล็ก ๆ แน่นอนว่าฟาเลียไม่ได้มาร่วมงานด้วยตัวเอง แต่ส่งรานเช่มาเข้าร่วมงาน และแน่นอนว่ามอเรลกับลูกชายของเขาก็มาด้วย
ส่วนเฮลโบผู้ซึ่งตั้งใจจะนำของขวัญหลายชิ้นมามอบให้แดเนริส กลับพบว่าการฝ่าฝูงชนเข้าไปข้างในเป็นเรื่องยากมาก แต่ด้วยไหวพริบของเขา เขาจึงสั่งให้ลูกน้องกว่าหนึ่งโหลมาช่วยดูแลความเรียบร้อย และให้สาวใช้มาช่วยดำเนินงาน นอกจากนี้เขายังเชิญนักร้องมาขับกล่อมบทเพลงสรรเสริญความงามของแดเนริส ทำให้แขกเริ่มเต้นรำไปตามเสียงดนตรีอย่างสนุกสนาน
ไม่นานนักวิเซริสและแดเนริสก็ปรากฏตัวเมื่อใกล้ถึงเวลาพอสมควร ก่อนที่วิเซริสจะสั่งให้สาวใช้ไปเรียกแดเนริสลงมา วันนี้แดเนริสสวมสร้อยคอที่ฟาเลียให้เป็นของขวัญ ชุดกระโปรงสีเงิน และเครื่องประดับผมที่ใช้เวลาทำถึงสี่ชั่วโมง ทำให้เธอดูงดงามสมกับเป็นเจ้าหญิงตระกูลทาร์แกเรียน
อย่างไรก็ตามเมื่อแดเนริสเห็นแขกจำนวนมากมายในงานวันเกิดของเธอ เธอก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา สนามหญ้าที่เธอใช้ฝึกดาบเป็นประจำแน่นขนัดไปด้วยผู้คนจนแทบมองไม่เห็นพื้นสีเขียว ดูเหมือนว่าหลังงานเลี้ยงจบลง สนามหญ้าคงต้องได้รับการซ่อมแซมใหม่อีกครั้ง
เมื่อแดเนริสปรากฏตัว แขกทุกคนต่างหันมามองเธอ สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหลงใหล ราวกับไม่อาจละสายตาไปได้ พวกเขาไม่เคยเห็นเด็กสาวที่งดงามขนาดนี้มาก่อน ทำให้แดเนริสยิ่งรู้สึกประหม่า
เธอเริ่มรู้สึกถึงอาการเครียดจากเหตุการณ์ในอดีต ความทรงจำเกี่ยวกับ ‘งานเลี้ยงมงกุฎ’ ที่วิเซริสเคยจัดให้เธอในอดีตผุดขึ้นมา งานเลี้ยงนั้นกลายเป็นเรื่องตลกของเมือง และทำให้เธอทุกข์ทรมานไปตลอดทั้งปี
“ไม่ต้องกลัว แค่ทักทายแขกก็พอ” วิเซริสกระซิบข้างหูเธอ และตั้งใจจะลูบศีรษะเธออย่างปลอบโยน แต่เมื่อเห็นเครื่องประดับผมที่ละเอียดอ่อนเขาก็เปลี่ยนใจ ก่อนที่แวบหนึ่งเขาจะเหลือบไปเห็นหญิงสาวในหน้ากากสีดำพยักหน้าให้เล็กน้อย เธอก็คือไคลา นับตั้งแต่ถูกวิเซริสจับตัวมา เธอก็ได้กลายเป็นองครักษ์ประจำตัวของแดเนริส นอนอยู่ห้องข้าง ๆ และไม่เคยห่างจากแดเนริสในตอนกลางวัน นอกจากนี้เธอยังได้รายงานไปยังผู้บังคับบัญชาด้วยวิธีพิเศษว่ากำลังมองหาโอกาสลงมือในช่วงเทศกาลสิบวัน
ติ๊ง~ ติ๊ง~~
วิเซริสยกแก้วไวน์ขึ้นแล้วใช้ช้อนเคาะขอบแก้วเพื่อเรียกความสนใจจากแขก ทำให้ทุกคนที่ยังไม่เห็นเจ้าของวันเกิดจึงหันมามองเขากันอย่างพร้อมเพียง
“ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานวันเกิดของน้องสาวข้า ขอให้แดเนริสมีสุขภาพแข็งแรง! ดื่ม!”
“ดื่ม!” แขกทั้งหลายยกแก้วขึ้นดื่ม และมีหลายคนคิดว่าพวกเขาควรดื่มอวยพรให้ความงามของแดเนริสมากกว่า
วิเซริสมองไปรอบ ๆ ก่อนจะกล่าวต่อ “นอกจากนี้ เพื่อเป็นการขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน ข้าได้เตรียมของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้ ซึ่งแดเนริสจะเป็นผู้มอบให้พวกท่านด้วยตนเอง”
“ว้าว! ของขวัญ!”
“ของขวัญอะไร?” แขกบางคนกระซิบกันเบา ๆ
ทันใดนั้นชายหัวล้านที่ถือกระจาดขนาดใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาก็คือรีจิส โดยด้านในกระจาดเต็มไปด้วยกล่องของขวัญหรูหรา ก่อนที่รีจิสจะเดินนำไป ขณะที่แดเนริสและไคลาเดินตาม แดเนริสยื่นกล่องของขวัญให้แขกด้วยตัวเอง ทำให้พวกเขาได้ชื่นชมความงามของเธออย่างใกล้ชิด
“ขอบคุณที่มาร่วมงานวันเกิดของข้า”
“เป็นเกียรติของข้าต่างหาก”
“ขอบคุณที่มาร่วมงาน”
“ข้าถือว่าเป็นพรจากเหล่าเทพ”
แขกบางคนที่ไม่ได้มาร่วมงานจะต้องเสียดายแน่นอน เพราะเพียงแค่ได้เห็นแดเนริสสักครั้งก็คุ้มค่าแล้ว ก่อนที่พวกเขาจะค่อย ๆ เปิดกล่องออก และพบว่าข้างในคือ ‘มูนชาโดว์’ แม้จะมีขนาดเพียงเท่าไข่นกกระทา แต่มันก็ทำให้พวกเขาประหลาดใจ
ก่อนที่คำพูดต่อไปของวิเซริสจะทำให้พวกเขารู้สึกว่าการมาร่วมงานครั้งนี้คุ้มค่าอย่างแท้จริง “มูนชาโดว์เหล่านี้คือเศษเหลือจากมูนชาโดว์ที่ถูกถวายแด่เทพเจ้า หากนำไปบูชาเทพเจ้า นั่นถือเป็นการลบหลู่ แต่หากถูกใช้โดยมนุษย์ นั่นคือพรอันประเสริฐ”
ทันทีที่เขาพูดจบแขกทุกคนต่างรีบเก็บของขวัญไว้ในอ้อมแขนของตัวเอง ในยุคที่เงื่อนไขทางการแพทย์ยังล้าหลัง มูนชาโดว์ไม่ได้เป็นเพียงแค่สบู่ มันอาจเป็นยาวิเศษที่ช่วยชีวิตคนในช่วงเวลาคับขัน
อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคนที่ประทับใจ แอนเดอร์เซนใช้นิ้วบีบสบู่เบา ๆ พบว่ามันลื่นและมันเยิ้ม เขาจึงโยนมันกลับเข้าไปในกล่อง โดยที่ดวงตาของเขายังจับจ้องแดเนริสไม่วางตา เธอสวยกว่าครั้งแรกที่เขาเห็นเสียอีก ทำให้เขามั่นใจว่าเขาไม่ได้ตัดสินผิด
ก่อนที่เขาจะหันไปมองวิเซริส พร้อมกับดวงตาสีน้ำตาลของเขาที่ฉายแววเจ้าเล่ห์ ‘เจ้าหมาจรจัดที่ขวางทางข้า . . . วันนี้เจ้าจะได้เรียนรู้ความหมายของคำว่า ‘เชื่อฟัง’’
แอนเดอร์เซนส่งสัญญาณให้คนรับใช้ส่วนตัวของเขา ชายร่างผอมวัยสามสิบซึ่งดูเหมือนจะอ่านใจเจ้านายออก และเข้าใจคำสั่งโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำพูดใด ๆ เขาพยักหน้ารับแล้วเดินตรงไปหาเป้าหมาย . . .
ก็อก! ก็อก! ก็อก!
“ใคร?” รีจิสที่กำลังเสิร์ฟชาและน้ำให้แขกเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู เขาก็เดินไปที่ประตูด้วยความร้อนใจเล็กน้อย และเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครสีหน้าของรีจิสก็เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกเล็กน้อย พร้อมกับตอบอย่างรวดเร็ว “ใช่ ใช่ครับ รอสักครู่ . . .”
วิเซริสและคนอื่น ๆ ก็สังเกตเห็นปฏิกิริยาแปลก ๆ ของรีจิสเช่นกัน ก่อนที่รีจิสจะหันหลังกลับมาและตะโกนว่า “มีแขกจากตระกูลเฟรการ์ขอเข้าร่วมงานครับ”
“เฟรการ์!” เมื่อชื่อนี้ดังขึ้นในหูของเฮลโบมือที่ถือส้อมจิ้มเนื้ออยู่ก็ตกลงมาทันที ก่อนที่เขาจะเหลือบมองวิเซริส และคิดว่าวิเซริสนี่มีอำนาจกว้างขวางจริง ๆ แม้ว่าฟาเลียจะส่งคนมาแสดงความยินดีกับแดเนริส แต่การคบหากับตระกูลที่มีอำนาจเช่นนี้มันน่าประทับใจยิ่งกว่ามาก แต่เมื่อเขานึกถึงตัวตนเดิมของวิเซริส เฮลโบก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
มอเรลและลูกชายของเขาก็ดูจะตกใจอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน แต่มอเรลสัมผัสได้ถึงความผิดปกติเมื่อเห็นสีหน้าของวิเซริส ส่วนวิเซริสเองก็งุนงง เขาไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับตระกูลเฟรการ์ ยกเว้นเพียงเบาะแสที่เขาพบก่อนหน้านี้ ซึ่งบ่งบอกว่าก่อนที่แดงลาร์จะออกจากบราวอสเขาได้ไปที่มูนซิงเกอร์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตระกูลเฟรการ์มีธุรกิจรวมตัวกันมากที่สุด นอกจากนี้อีกฝ่ายดูเหมือนไม่ได้มาอย่างเป็นมิตร
เนื่องจากเขายังไม่มีอำนาจพอที่จะปฏิเสธ วิเซริสจึงได้แต่ตอบรับให้แขกเข้ามา ทำให้ไม่นานหลังจากนั้นชายหนุ่มร่างกำยำในวัยปลายยี่สิบก็เดินเข้ามา เขากวาดตามองไปรอบ ๆ ห้องด้วยท่าทางวางอำนาจ ดวงตาเผยให้เห็นถึงความดูถูก และเมื่อเขามองไปที่วิเซริส แววอิจฉาก็แวบผ่านสายตาของเขา ‘หึม . . . มีหน้าตาแบบนี้ เอาไปขายให้พวกนิวกิสฝึกเป็นทาสบำเรอคงจะดีกว่า’
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านมาร่วมงานวันเกิดของน้องสาวข้า” วิเซริสกล่าวต้อนรับในฐานะเจ้าภาพ
แต่แอนเดอร์เซนไม่สนใจคำพูดของวิเซริสเลย เขาทรุดตัวลงนั่งโดยไม่ได้รับเชิญ ทำให้มอเรลกับเฮลโบรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลจึงวางมีดและส้อมลง นั่งตัวตรง และซ่อนมืออยู่ใต้โต๊ะ พร้อมรอยยิ้มประจบสอพลอ ทว่าแอนเดอร์เซนกลับไม่แม้แต่จะชายตามองพวกเขา เขามองตรงไปที่วิเซริสเพียงผู้เดียว และพูดขึ้นมาว่า “เจ้าชายวิเซริสเป็นอย่างไรบ้างในบราวอส?”
ขณะที่วิเซริสกำลังจะตอบ แอนเดอร์เซนก็โบกมือขัดขึ้นมา “เฮอะ . . . สุนัขไร้บ้านมันจะเป็นยังไงได้ล่ะ?”
วิเซริสแน่ใจแล้วว่าชายตรงหน้าคือคนที่วางแผนเล่นงานเขา เขาจำได้ว่าเมื่อซีลอร์ดคนปัจจุบันใกล้สิ้นอายุขัย อำนาจก็ถูกถ่ายโอนไปยังตระกูลเฟรการ์ ซึ่งหมายความว่าในอนาคต ตระกูลเฟรการ์มีแนวโน้มจะชนะศึกชิงอำนาจกับตระกูลซาไลน์
แม้วิเซริสจะค้นพบมานานแล้วว่าคนที่ใส่ร้ายตัวตนเดิมของเขาอาจมาจากตระกูลเฟรการ์ แต่เขาก็เลือกที่จะนิ่งเงียบ ทว่าเมื่อแอนเดอร์เซนกล้าเผยตัวอย่างเปิดเผยเช่นนี้ วิเซริสรู้ว่าเขาไม่มีทางถอยหลังอีกแล้ว
ในขณะเดียวกันคำพูดของแอนเดอร์เซนก็ทำให้เฮลโบและคนอื่น ๆ อ้าปากค้าง ความหยาบคายของเขาทำให้พวกเขาสงสัยว่าวิเซริสไปล่วงเกินเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ก่อนที่ทุกคนจะพากันกลั้นหายใจจับตาดูปฏิกิริยาของวิเซริสและแอนเดอร์เซน
วิเซริสรู้ว่านี่ไม่ใช่เวลาจะเป็นศัตรูกับอีกฝ่าย อีกทั้งเขาเองก็ไม่มีอำนาจพอจะทำเช่นนั้น ตัวตนเดิมของวิเซริสถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมเพราะไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ เขาจึงบอกตัวเองให้อดทนไปก่อน หากอยากแก้แค้นจริง ๆ ก็ต้องรอจนกว่ามังกรจะฟักตัวออกมา เมื่อนั้นต่อให้ต้องเผาบราวอสให้ราบเป็นหน้ากลอง เขาก็มีโอกาสทำได้
“คำพูดของท่านคมคายดีจริง ๆ” วิเซริสตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทำให้แอนเดอร์เซนดูจะประหลาดใจเล็กน้อยที่สีหน้าของวิเซริสไม่เปลี่ยนไป ก่อนที่เขาจะเอนหลังมองไปรอบ ๆ แล้วถามว่า “แดเนริสอยู่ไหน? ทำไมตัวเอกของงานเลี้ยงถึงไม่อยู่?”
“นางอยู่ชั้นบน กำลังเปิดของขวัญ” วิเซริสตอบ
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง แดเนริสเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดที่ข้าเคยเห็น” แอนเดอร์เซนกล่าว ขณะที่สาวใช้จิลนำมีดและส้อมมาเสิร์ฟให้เขา แอนเดอร์เซนคว้าส้อมแล้วจิ้มเนื้อแกะชิ้นโตจากจานขึ้นมากัดอย่างหยาบคาย
“เมื่อตอนที่แดเนริสเติบโตขึ้น นางจะต้องเป็นหญิงงามแน่นอน หากนางเป็นโสเภณีแห่งบราวอส นางจะต้องชนะการประกวดและได้เป็นโสเภณีเอก! เมื่อนั้นจะมีผู้ชายมากมายโปรยทองแทบเท้านางเพียงเพื่อได้นอนกับนางสักคืน ข้าเชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้น หากนางยอมอ้าขา นางจะทำได้ทุกอย่าง”
‘ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้!’ วิเซริสสูดลมหายใจเข้าไปลึก ๆ ในขณะเดียวกันเขาก็คิดหาวิธีฆ่าแอนเดอร์เซนถึงเก้าวิธีในทันที อย่างน้อยเขาก็สามารถปาดส้อมในมือให้ปักคอหอยอีกฝ่ายได้ แต่โชคร้ายที่ตอนนี้เขาทำไม่ได้ หากลงมือ ทุกคนในลานแห่งนี้จะต้องตายหมด ซึ่งเขาไม่สามารถให้ใครต้องรับเคราะห์จากการกระทำของเขาได้
มอเรลและลูกชายของเขาก็หน้าซีดเผือดมองวิเซริสด้วยความหวาดกลัวหวั่นว่าเขาจะทำอะไรบุ่มบ่าม เฮลโบเองก็ถึงกับตัวสั่นงันงก วิเซริสเป็นคนที่สามารถฆ่าคนได้ง่ายดายราวกับเชือดไก่ และเขาก็รู้ว่าแดเนริสเป็นจุดอ่อนของวิเซริส ซึ่งตอนนี้แอนเดอร์เซนกำลังเหยียบลงบนจุดนั้น ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าวิเซริสจะอดกลั้นได้หรือไม่
“เขาว่ากันว่าแม่คือครูคนแรกของลูก และดูเหมือนว่าท่านก็ได้เรียนรู้มาจากต้นแบบที่ดีมาก” วิเซริสกล่าวพลางจ้องเนื้อแกะในมือของแอนเดอร์เซนด้วยสายตาเหยียดหยาม
เมื่อได้ยินวิเซริสตอบโต้เขาด้วยคำพูดเผ็ดร้อน ความดุร้ายในดวงตาสีน้ำตาลของแอนเดอร์เซนก็พุ่งเข้าใส่วิเซริสราวกับกรงเล็บหมาป่า แต่เมื่อสายตาทั้งสองประสานกัน แอนเดอร์เซนกลับรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
ดวงตาสีม่วงของวิเซริสที่กำลังลุกเป็นไฟนั้นชวนให้ขนลุก มีดและส้อมสแตนเลสในมือของเขาบิดเบี้ยวเหมือนถูกบีบอัดเป็นเกลียวเหล็ก ทันใดนั้นแอนเดอร์เซนก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่แค่ผู้โศกเศร้าไร้หนทาง แต่เป็นสัตว์ร้ายที่ซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้
แดเนริสคือทุกสิ่งทุกอย่างของวิเซริส หากแอนเดอร์เซนก้าวล้ำเส้นมากไปกว่านี้ เขาอาจไม่ได้ออกจากห้องนี้เป็น ๆ ในขณะเดียวกันความหวาดกลัวก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจมอเรลและเฮลโบ พวกเขารู้สึกเหมือนตกลงไปในเหวเยือกแข็ง และได้แต่ภาวนาในใจ ‘แอนเดอร์เซน ได้โปรดหยุดเถอะ!’
สายตาของวิเซริสและแอนเดอร์เซนปะทะกันกลางโต๊ะร้อนแรงราวกับคมดาบ
โครม!
ทันใดนั้นสาวใช้จิลก็เป็นลมล้มลงด้วยสีหน้าซีดเผือดไร้เลือด
เสียง กร๊อบ ๆ . . . ดังขึ้นจากมือของวิเซริส มีดและส้อมที่เขากำแน่นส่งเสียงดังจนน่าขนลุก บรรยากาศเย็นเยียบจนแอนเดอร์เซนทนไม่ไหว เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “ตระกูลเฟรการ์สนใจ ‘มูนชาโดว์’ ที่เจ้าคิดค้นขึ้น . . .”
แอนเดอร์เซนหยุดพูดกลางคัน แต่คำพูดของเขาก็ความหมายชัดเจน นั่นก็คือมอบสบู่ให้พวกเรา แล้วเจ้าจะรอดตัวไปได้
“มีหลายคนที่สนใจมัน” วิเซริสตอบเรียบ ๆ และประโยคที่เขาต้องการจะสื่อก็ชัดเจนเช่นกัน ‘แล้วเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร?’
ในขณะเดียวกันเฮลโบก็ได้แต่กรีดร้องในใจ ‘ให้พวกเขาไปเถอะ! ขอร้องล่ะ ให้พวกเขาไปเถอะ!!’
โปรดติดตามตอนต่อไป …