- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 35
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 35
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 35
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 35 เรือของฟาเลีย
เมื่อวิเซรีสเสร็จจากการพบกับนักฆ่าสาว ท้องฟ้าก็ยามค่ำคืนแล้ว
ขณะเดินกลับบ้าน ดวงดาวก็เริ่มเปล่งประกายในท้องฟ้า และเมื่อเขามาถึงบ้านก็พบว่ามีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ด้านหน้า รถม้านี้ประดับด้วยตราดวงจันทร์สลัว บ่งบอกว่าเป็นรถม้าส่วนตัวที่หรูหรา ดูเหมือนว่าการมาเยือนครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องไม่ดีแน่นอน
ข้างรถม้ามีคนยืนอยู่สองคน คนหนึ่งคือสาวใช้ที่วิเซรีสจ้างมา ส่วนอีกคนหนึ่งดูคุ้นตา และก่อนที่วิเซรีสจะก้าวเข้าไปใกล้ ชายคนนั้นก็เดินมาหาเขาก่อน
เขาก็คือ รานเช่ ชายหนุ่มที่เขาเคยพบที่โรงละครมูนพูล ซึ่งครั้งนี้ท่าทางของรานเช่ดูเป็นมิตรมากขึ้นกว่าเดิม เห็นได้ชัดว่าคงเป็นเพราะวิเซรีสได้มอบสบู่ให้ในตอนนั้น
รานเช่เดินเข้ามา และโค้งศีรษะเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า “เท่านลอร์ดวิเซรีส เลดี้มูนชาโดว์ต้องการพบและสนทนากับท่าน”
ครั้งนี้รานเช่สุภาพอย่างยิ่ง ราวกับพยายามทำให้วิเซรีสพอใจ ส่วนเหตุผลก็คือฟาเลียน่าจะรู้เรื่องสถานการณ์อันเลวร้ายของโรงงานตระกูลมอเรลแล้ว เพราะมันอยู่ในขั้นที่ไม่สามารถกู้คืนได้ ต่อให้มีเงินหมื่นเหรียญทองมังกรก็คงไม่พอ เธอจึงตัดสินใจเดิมพันทุกอย่างกับวิเซรีส เพราะทันทีที่เห็นสบู่เธอก็รู้ว่ามันมีมูลค่าสูงมาก และวิเซรีสก็คือโอกาสสุดท้ายของเธอ
วิเซรีสสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในท่าทีของรานเช่ และรู้ว่านี่คือโอกาส การที่ฟาเลียรีบร้อนขอพบเขาเช่นนี้ แสดงว่าเธอเห็นความสำคัญของสบู่มาก เขาจึงต้องการใช้โอกาสนี้ต่อรองให้ได้มากที่สุด
เพราะถ้าหากสบู่ไม่มีความสำคัญจริง ๆ เธอคงไม่ถึงกับต้องมาตามหาเขาถึงบ้านตอนกลางคืน
“หากเป็นเรื่องสบู่ก็กลับไปซะ ข้ามีพันธมิตรที่ดีกว่าแล้ว” วิเซรีสกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้เยื่อใย เพื่อทดสอบความตั้งใจของเธอ
วิเซรีสรู้ว่าความสนใจของฟาเลียในสบู่เป็นโอกาสครั้งใหญ่ เขาจึงอยากรู้ว่าเธอ ‘ต้องการมันมากแค่ไหน?’
แน่นอนว่าเขายังมีแผนสำรองอยู่ถ้าหากข้อตกลงนี้ล้มเหลว เพราะเขายังสามารถขายสูตรสบู่ให้กับธนาคารเหล็กเพื่อแลกเป็นเงินทุนได้ แต่เขาไม่อยากทำแบบนั้น เพราะใครกันจะอยากฆ่าแม่ไก่ที่ออกไข่ทองคำ?
โชคดีที่การเดิมพันของวิเซรีสให้ผลลัพธ์ที่ดี
เมื่อเขาหันหลังกลับเข้าไปในบ้าน เขาก็สัมผัสได้ถึงความกระวนกระวายของรานเช่
“ท่านลอร์ดวิเซรีส” รานเช่รีบเข้ามาขวางหน้า “ท่านบอกว่ามีพันธมิตรใหม่แล้ว แต่ทำไมไม่ลองไปพบท่านหญิงดูก่อนล่ะ? บางทีท่านอาจจะได้ข้อเสนอที่ดีกว่าก็ได้นะ”
รานเช่คาดเดาได้ว่าวิเซรีสอาจจะแค่บลัฟ (ขู่หลอก) แต่เขาก็ไม่กล้าเสี่ยง เพราะโรงงานของตระกูลมอเรลมีความสำคัญมากเกินไปสำหรับฟาเลีย และเขาก็รู้ดีว่าถ้าหากเธอสูญเสียมันไปจะเกิดอะไรขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปเถอะ” วิเซรีสกล่าว
“ได้เลย! เชิญขึ้นรถม้า” รานเช่ตอบรับอย่างเร่งรีบ
ภายในรถม้ามีกลิ่นหอมจาง ๆ เบาะที่นั่งปูด้วยหมอนกำมะหยี่เนื้อนุ่มแทบจะเป็นโซฟาดี ๆ เลยทีเดียว เมื่อวิเซรีสนั่งลงเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประทับใจ เพราะนี่บ่งบอกว่าโดยปกติฟาเลียใช้รถม้าคันนี้เอง
หลังจากนั้นก็ใช้เวลาประมาณสิบกว่านาทีพวกเขาก็มาถึงท่าเรือ ซึ่งวิเซรีสคิดว่าเขาคงต้องลงเรือ แต่กลับต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่ารานเช่ขับรถม้าขึ้นไปบนเรือข้ามฝากโดยตรง
เมื่อพวกเขาถึงท่าเรืออีกฝั่งรานเช่ก็ขับรถม้าลงจากเรือและเดินทางต่อ
‘ช่างหรูหราสิ้นดี!’ วิเซรีสคิด พลางถอนหายใจ เขาเองยังไม่มีรถม้าส่วนตัวด้วยซ้ำ
หลังจากเดินทางต่ออีกครึ่งชั่วโมง พวกเขาก็มาถึงทะเลสาบเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง บริเวณโดยรอบมีเรือลอยอยู่บนผิวน้ำ เรือเหล่านี้มีลักษณะคล้ายเรือสำเภา แต่มีการตกแต่งเป็นเอกลักษณ์ของโลกนี้ และด้วยโคมไฟแขวนอยู่บนเรือ มันก็ยิ่งทำให้มองเห็นได้ในความมืดชัดเจนมากยิ่งขึ้น
“ท่านลอร์ดวิเซรีส เรามาถึงแล้ว” รานเช่กล่าว
วิเซรีสลงจากรถม้าและสูดอากาศยามค่ำคืน พระจันทร์เสี้ยวเหนือศีรษะคล้ายเรือลำเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่ใน ผืนฟ้ากำมะหยี่สีดำที่ประดับด้วยดวงดาวประปราย
เมื่อมองขึ้นไปเขาก็ไม่เห็นกลุ่มดาวจระเข้อันคุ้นเคย ซึ่งเป็นการเตือนใจเขาว่านี่ไม่ใช่โลกเดิมของเขา ทันใดนั้นความรู้สึกก็เศร้าจู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน . . . เขาอาจไม่มีวันได้กลับไปอีกแล้ว!
แต่ไม่นานเขาก็สะบัดความคิดนั้นออกไป และเดินตามรานเช่ไปที่ทะเลสาบ ซึ่งมีเรือเล็กจอดรออยู่ และคนแจวเรือก็เป็นหญิงร่างใหญ่กำยำ
เมื่อวิเซรีสและรานเช่ขึ้นเรือกระแสน้ำก็กระเพื่อมเป็นคลื่น ทำให้เงาสะท้อนของพระจันทร์เสี้ยวบิดเบี้ยวไปตามกระแสน้ำ
ขณะที่พวกเขาแล่นเรือไป มันก็มีเงาร่างหนึ่งปรากฏบนเรือที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปหา เธอสูงไม่ถึง 1.6 เมตร แต่รูปร่างมีส่วนเว้าโค้งสะดุดตา และแม้แสงจะสลัว แต่เงาร่างของเธอก็น่าหลงใหลเป็นอย่างมาก
เมื่อเรือเข้าใกล้รานเช่ก็ผายมือเป็นสัญญาณเชื้อเชิญให้วิเซรีสขึ้นไปเพียงลำพัง ก่อนที่วิเซรีสจะมองไปที่หญิงสาวคนนั้น และในที่สุดก็ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของหญิงสาว
เธอมีดวงตารูปอัลมอนด์ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา และใบหน้าคมชัดเป็นเอกลักษณ์ รูปร่างของเธอ . . . ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็น ‘อาวุธลับ’ ที่ร้ายกาจของเธอเอง
อย่างไรก็ตามวิเซรีสก็รู้ได้จากเครื่องแต่งกายของเธอว่าหญิงสาวตรงหน้านั้นไม่ใช่ฟาเลียอย่างแน่นอน แต่เขาก็ยังกล่าวขึ้นว่า “ท่านคือเลดี้มูนชาโดว์ ถือเป็นเกียรติที่ได้พบ”
สาวใช้ตรงหน้าอึ้งไปชั่วขณะ แต่ก็ตอบกลับอย่างรวดเร็ว “ข้าเป็นเพียงสาวใช้ของเลดี้มูนชาโดว์ นางกำลังรอท่านอยู่ด้านใน”
“ขออภัย ข้าผิดเอง” วิเซรีสกล่าวพลางยิ้มบาง ๆ
ในตอนนั้นเองอาชาก็ได้มองเห็นใบหน้าของวิเซรีสอย่างชัดเจนใต้แสงจันทร์ และอดรู้สึกประทับใจไม่ได้ เพราะสำหรับอาชาแล้วชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลานั้นหาได้ยากยิ่ง เมื่อบวกกับเหตุการณ์เข้าใจผิดที่เพิ่งเกิดขึ้น มันก็ทำให้เธอเผลอรู้สึกเอ็นดูเขาขึ้นมานิดหน่อย
แต่ทันใดนั้นสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเป็นจริงจังขึ้น เมื่อสังเกตเห็นสัญญาณมือของรานเช่จากบนเรือ
แน่นอนว่าวิเซรีสไม่รู้เรื่องนี้เลย และเขาก็กำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่ควรจะพูดระหว่างการพบปะกับฟาเลีย ‘มันง่ายกว่าที่จะรับมือกับภัยคุกคามที่มองเห็น ดีกว่าภัยที่ซ่อนอยู่ในเงามืด’
ด้วยเหตุนี้เขาจึงพยายามทำให้พวกพ้องของฟาเลียพอใจ เพราะมันจะช่วยให้การเจรจากับเธอในอนาคตง่ายขึ้น ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นานอาชาจะยกม่านขึ้นให้วิเซรีสก้าวเข้าไปด้านใน และทันทีที่เข้าไปกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คล้ายกับในรถม้าก็ลอยมาต้อนรับทันที
วิเซรีสเดินผ่านประตูบานเล็กและพบว่าตัวเองอยู่ในห้องที่ดูคล้ายกับ ‘ห้องรับแขกเล็ก ๆ’ ตรงหน้าเขามี โต๊ะตัวหนึ่ง ล้อมรอบด้วยเก้าอี้ที่ดูหรูหราจำนวนหนึ่ง และเบื้องหลังโต๊ะนั้น มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ เธอสวมเสื้อคลุมสีขาวดั่งแสงจันทร์ และมีผ้าคลุมหน้าปิดบังใบหน้าของเธอไว้
เมื่อวิเซรีสก้าวเข้ามา เธอก็หันมามองที่ประตู ทันใดนั้นเสียงระฆังสามครั้งก็ดังขึ้นจากด้านนอกเรือ ทำให้ฟาเลียกะพริบตาสองครั้ง ครั้งหนึ่งเป็นปฏิกิริยาต่อเสียงระฆังเงินจากด้านนอก และอีกครั้งเป็นเพราะเธอได้เห็นวิเซรีสเป็นครั้งแรก
แต่วิเซรีสรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้ามันชวนให้ขัดใจ หญิงคนนี้ . . . ปิดบังมิดชิดทุกอย่าง!
เสื้อคลุมซ่อนรูปร่างของเธอ ผ้าคลุมหน้าก็ปิดใบหน้าของเธอไว้ทั้งหมด ช่างน่าหัวเราะจริง ๆ!
แต่เขาก็เตือนตัวเองว่าเป้าหมายของการพบกันในวันนี้คือเรื่องธุรกิจและการร่วมมือ หากเธอไม่อยากเปิดเผยใบหน้าของตัวเอง มันก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นต้องสนใจ
ฟาเลียทำมือเป็นสัญญาณเชิญให้เขานั่งลง ซึ่งวิเซรีสก็นั่งลงอย่างไม่เกรงใจ และกล่าวขึ้นว่า “ข้าไม่รู้ว่าเลดี้ฟาเลียมีแผนการร่วมมืออย่างไร ได้โปรดบอกข้าโดยตรงเถิด”
โปรดติดตามตอนต่อไป …