- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 18
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 18
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 18
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 18 ความคิดที่เปลี่ยนไป
วิเซรีสเหยียดกายบนเตียงเพื่อค่อย ๆ ผ่อนคลายร่างกายที่ตึงเครียดลง อะดรีนาลีนจากการต่อสู้เมื่อครู่ยังไหลเวียนอยู่ในร่างกาย หัวใจของเขายังคงเต้นแรง ภาพเหตุการณ์ในสนามรบยังคงฉายซ้ำในความคิดทำให้เขานอนไม่หลับ และต้องพลิกตัวไปมาบนเตียงเกือบครึ่งชั่วโมงก่อนจะค่อย ๆ หลับไปโดยไม่รู้ตัว
ในความฝันวิเซรีสพบว่าตัวเองกำลังลอยอยู่กลางทะเลมืดมิดและปั่นป่วน ท้องฟ้าค่อย ๆ สว่างขึ้นบ่งบอกถึงรุ่งอรุณที่กำลังจะมาถึง แต่ท้องทะเลยังคงมืดดำและเกรี้ยวกราดราวกับเพิ่งผ่านพายุมา เศษไม้และสัมภาระกระจัดกระจายลอยอยู่ตามคลื่น ท่ามกลางเศษซากเหล่านั้นมีชายร่างผอมคนหนึ่งที่เปียกโชกไปทั้งตัวกำลังเกาะแผ่นไม้ลอยน้ำเอาไว้
‘นี่มันพายุสินะ?’ วิเซรีสนึกคิดในใจ พร้อมกับรู้สึกโชคดีอย่างคาดไม่ถึง มือสังหารที่ถูกส่งมาเพื่อฆ่าเขากลับต้องเผชิญพายุระหว่างทาง ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างเขาอยู่บ้าง ชายคนนั้นดูเหมือนจะลอยอยู่กลางทะเลมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว นอนแน่นิ่งอยู่บนแผ่นไม้แตกหัก เหมือนใบไม้ที่ล่องลอยตามน้ำ พร้อมจะจมลงได้ทุกเมื่อ
ทันใดนั้นมือสังหารก็ดีดตัวขึ้นมาเต็มไปด้วยพลัง ราวกับสัตว์นักล่าที่เห็นเหยื่อ เขากระโจนไปข้างหน้าและคว้ากุ้งล็อบสเตอร์ตัวยาวหนึ่งเมตรมาไว้ในมือ ก่อนที่เขาจะหยิบมีดสั้นออกมาและชำแหละล็อบสเตอร์อย่างชำนาญ ทำให้ด้วยเวลาเพียงไม่กี่นาทีอาหารมื้อสดใหม่ของเขาก็พร้อมสำหรับการรับประทาน
‘ไม่น่าเชื่อ!’ วิเซรีสคิดอย่างตึกตะลึง ในชาติก่อนเขาเคยดูหนังที่แสดงให้เห็นว่าคนที่ลอยอยู่กลางทะเลต้องดิ้นรนหาอาหารจนแทบเอาตัวไม่รอด แต่ชายคนนี้กลับเอาตัวรอดได้อย่างสบาย ๆ
แต่แล้วมันก็มีสิ่งหนึ่งที่สะดุดตาวิเซรีส หลังจากที่ชายคนนั้นฆ่าล็อบสเตอร์ เขากลับสะดุ้งเฮือกขึ้นมา ราวกับว่าเขารู้สึกถึงคมมีดที่จ้วงแทงลงไปเอง
‘หรือว่า . . . หมอนี่จะเป็นพวกที่มีพลังควบคุมสัตว์?’ ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวของวิเซรีส พวกที่สามารถสิงร่างสัตว์และมองผ่านสายตาของมันได้ . . .
แต่ก่อนที่เขาจะได้สำรวจอะไรเพิ่มเติม ภาพตรงหน้าก็เริ่มพร่ามัว เขารู้สึกวิงเวียนเหมือนอดหลับอดนอนมาหลายวัน พร้อมกับความเหนื่อยล้าที่บีบบังคับให้เขาต้องถอนตัวออกจากสภาวะฝันแห่งมังกร
“พลังเวทของเราคงไม่พอ . . .” วิเซรีสพึมพำกับตัวเอง เมื่อออกจากสภาวะฝันเขาก็สังเกตเห็นว่าพลังเวทของเขาลดลงไปจนเหลือต่ำกว่า 1 โดยไม่รู้ตัว
ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาเขาไม่ได้ศึกษาวิชาเวทมนตร์เลย ทำให้พลังเวทของเขาไม่เคยเกิน 10 แถมการเรียกใช้ฝันแห่งมังกรโดยไม่ตั้งใจนั้นจะใช้พลังเวทไปบางส่วนเท่านั้น คล้ายกับพลังร่างกายที่สามารถฟื้นตัวได้เองเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นถ้าต้องการเพิ่มพลังเวทให้มากขึ้น มันก็ไม่มีทางลัดนอกจากการใช้แต้มพิเศษเพื่ออัปเกรดมัน
“บางทีในบราวอส อาจมีคำตอบ . . .” เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยศาลเจ้า วิหาร และ บ้านขาวดำ บางทีเขาอาจพบวิธีเพิ่มพลังเวทได้ที่นั่น
ทันใดนั้นมันก็มีเสียงกระแทกดังขึ้น ราวกับมีใครเคาะแผ่นไม้ ทำให้วิเซรีสลืมตาขึ้นทันที และเห็นว่าประตูถูกแง้มออกเล็กน้อย พร้อมกับหัวโล้น ๆ ของรีจิสที่โผล่เข้ามา
“มีอะไร? เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกงั้นเหรอ?” วิเซรีสถามโดยไม่ลุกจากเตียง
“ท่าน . . . นอนอยู่หรือ?” รีจิสถามอย่างแปลกใจ
“เพิ่งจะหลับไปได้ไม่นาน”
‘วิเซรีสนี่สุดยอดจริง ๆ เพิ่งฆ่าคนไปตั้งเป็นสิบ แล้วยังหลับได้อีก!’ รีจิสอึ้งไปชั่วขณะ และคิดกับตัวเองในใจเงียบ ๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “อ๋อ ข้าแค่นึกว่าท่านอาจจะบาดเจ็บเลยมาดู ท่านนอนต่อเถอะ”
วิเซรีสรู้ว่ารีจิสไม่ได้มีเจตนาร้าย เขาแค่โบกมือไล่เบา ๆ แล้วพลิกตัวนอนต่อ รีจิสจึงค่อย ๆ ปิดประตูออกไป พลางคิดในใจด้วยความชื่นชม
วิเซรีสพบว่าการใช้ความฝันเพื่อติดตามศัตรูนั้นทำให้เขาเหนื่อยล้ามาก ถึงแม้ว่าเขาจะอยากจะใช้มันต่อ แต่พลังเวทของเขาไม่เพียงพอแล้ว ดังนั้นเขาจึงผล็อยหลับไปในทันที
วิเซรีสนอนหลับยาวจนถึงเที่ยงวันของวันถัดมา และไม่มีใครกล้ารบกวนการพักผ่อนของเขา เพราะมีรีจิสที่คอยเฝ้าเขาอยู่ตลอด . . .
. . .
ในคืนนั้นเองมอเรลเจ้านายของโรงงานไม่ได้อยู่ที่นี่เพราะติดธุระที่อื่น อย่างไรก็ตามเมื่อเขาได้รับข่าวเรื่องการโจมตี ช่วงรุ่งสางเขาก็รีบกลับมาทันที และเมื่อเห็นว่าโรงงานไม่ได้รับความเสียหาย เขาก็ถอนหายใจโล่งอก
“มิลอร์ดรีจิส เกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน? มีใครบาดเจ็บหรือไม่?” มอเรลถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
รีจิสมองมอเรลอย่างพอใจที่เขาให้ความสำคัญกับผู้คนมากกว่าทรัพย์สิน “พวกมันถูกพวกเราขับไล่ไปแล้ว หรือให้พูดให้ถูกต้องก็คือ ท่านวิเซรีสเป็นคนจัดการ”
“ท่านวิเซรีส?” มอเรลทวนคำอย่างสับสน มองไปที่ลูกชายของเขาที่ดูงุนงงไม่ต่างกัน
“เมื่อคืนไม่ได้บอกว่ามีศัตรูเป็นสิบ ๆ คนหรือ? เจ้าหมอนั่นจัดการพวกมันหมดคนเดียวเลยเหรอ?
“เจ้าหนูนั่น? นี่ข้าฟังผิดไปหรือเปล่า?”
ไม่ว่าคนอื่นจะเชื่อหรือไม่ แต่สำหรับมอเรลและลูกชายของเขานี่เป็นเรื่องเหลือเชื่ออย่างที่สุด!
รีจิสเมินเฉยต่อความสงสัยของสองพ่อลูก และพาพวกเขาไปยังห้องที่กักตัวผู้โจมตีไว้ โดยข้างในนั้นมีศพนอนเกลื่อนอยู่ถึงเจ็ดหรือแปดศพ และยังมีคนบาดเจ็บนอนระเกะระกะอีกสี่หรือห้าคน
“นี่คือ . . . ทั้งหมด . . .?” ภาพที่เห็นทำให้มอเรลหน้าซีดเผือด รีจิสเองก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมสองพ่อลูกที่ปกติใจเย็นนักถึงได้พูดติด ๆ ขัด ๆ เช่นนี้
“พวกนี้คือพวกที่โจมตีเรา พวกมันทั้งหมดถูกท่านวิเซรีสฆ่าด้วยตัวคนเดียว” รีจิสกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ราวกับว่าเขาเป็นคนลงมือเอง “ที่เหลือพวกท่านก็จัดการกันเองเถอะ ท่านวิเซรีสยังคงพักผ่อนอยู่ อย่าไปกวนเขา”
พูดจบรีจิสก็หันหลังเดินออกไปทันที
ในตอนนั้นเองแรบไบก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ และรีบถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน “ท่านวิเซรีสบาดเจ็บหรือเปล่า?”
“ไม่ เขาปลอดภัยดี” รีจิสตอบ
สองพ่อลูกถึงกับอึ้ง พวกเขาไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าคนที่พวกเขาจ้างมาเป็นคนประเภทไหนกันแน่ ฆ่าคนเป็นสิบภายในคืนเดียว แล้วยังรอดมาได้โดยไม่มีบาดแผลเลยแม้แต่น้อย เขาเป็นปีศาจหรืออย่างไร!?
ทันใดนั้นแรบไบก็นึกถึงคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นนักดาบระบำสายน้ำขึ้นมาได้ ‘นักดาบผู้เชี่ยวชาญนั้นไวต่อปฏิกิริยาของผู้อื่นมาก แม้แต่สีหน้าที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยก็ยังรับรู้ได้’
เมื่อนึกย้อนกลับไปแรบไบก็ตระหนักได้ว่าท่าทีของตนที่มีต่อวิเซรีสนั้นค่อนข้างไม่ให้ความเคารพ ทันใดนั้นจู่ ๆ เขาก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“เราควรเตรียมของขวัญให้เขาไหม?” แรบไบเสนอความคิดเห็นกับพ่อของตนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
มอเรลพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้ และตั้งใจจะเป็นคนจัดการเรื่องนี้เอง
ในขณะเดียวกันเฮลโบที่เพิ่งทราบข่าวช้ากว่าคนอื่นเล็กน้อย แต่เมื่อรู้ว่าวิเซรีสสามารถฆ่าคนได้เป็นสิบด้วยตัวคนเดียว ปฏิกิริยาของเขานั้นดูรุนแรงยิ่งกว่ามอเรลและลูกชายเสียอีก
เขารีบจัดงานเลี้ยงเพื่อเป็นเกียรติแก่วิเซรีส พร้อมทั้งเตรียมของขวัญจำนวนหนึ่ง
เฮลโบรู้ดีว่าเรื่องนี้จะแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อถึงตอนนั้นธุรกิจของเขาย่อมได้รับประโยชน์ และอิทธิพลของเขาอาจจะขยายตัวมากยิ่งขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน และเขาจะไม่มีวันปล่อยให้ทรัพยากรล้ำค่าเช่นนี้หลุดมือไปเด็ดขาด!
ส่วนพวกที่ถูกฆ่าตายนั้น? ไม่ใช่ปัญหาเลย! การบุกเข้าไปโจมตีโรงงานของผู้อื่นยามค่ำคืนถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง และเขาจะไม่มีวันยอมให้วิเซรีสต้องรับผิดชอบกับการตายของคนพวกนี้ทั้งหมด แน่นอนว่าเขาสามารถหาแพะรับบาปมาแทนได้เสมอ . . . เรื่องพวกนี้เขาเคยทำมาแล้วหลายครั้ง
แดเนริสที่เพิ่งได้รับรู้เรื่องนี้หลังจากได้ยินคำบอกเล่าของมอเรล ในขณะที่คนอื่นต่างตกตะลึงและชื่นชมวิเซรีสที่สามารถฆ่าคนเป็นสิบได้เพียงลำพัง เธอกลับรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาแทนจะตื่นเต้นเหมือนกับคนอื่น ๆ
ภายหลังเมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบตัวแล้ว เธอจึงแอบตรวจดูร่างกายของวิเซรีสด้วยความเป็นห่วง และถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อมั่นใจว่าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
โปรดติดตามตอนต่อไป …