- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 17
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 17
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 17
มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 17 ฝันแห่งมังกรเลเวลอัพ
วิเซรีสจำชื่อของคนที่เขาเพิ่งยั่วโมโหไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะด้วยการโจมตีที่ความแม่นยำถึงตาย เขาสามารถจัดการศัตรูอย่างเด็ดขาดได้ในพริบตา
ทักษะการต่อสู้ระดับปรมาจารย์ทำให้เขาเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจนศัตรูมองเห็นเพียงแค่ประกายเย็นเยียบของคมดาบเท่านั้น ทำให้ไม่ถึงนาทีชายหกถึงเจ็ดคนก็ล้มลงกับพื้น พร้อมกับร่างไร้วิญญาณที่นอนจมกองเลือด
โดยหนึ่งในเหยื่อเคราะห์ร้ายถูกตัดศีรษะจนหัวกลิ้งไปหยุดที่เท้าของผู้ก่อเรื่อง เขาคือแรดมอน ทหารรับจ้างที่เคยเป็นแขกในงานเลี้ยงของวิเซรีสมาก่อน
แรดมอนเป็นผู้นำกลุ่มย่อย นี่จึงเป็นเหตุผลที่วิเซรีสไม่สามารถจำเขาได้ เขามีผมสีเหลืองหม่นที่หวีเสยไปด้านหลังเหมือน ‘หางหมาป่า’ คิ้วขวาหายไปจากบาดแผลเก่าที่เกิดจากลูกธนู และแขนขวาขาดไปตั้งแต่ศอกจากการรบเมื่อหกเดือนก่อน แม้จะไม่สามารถสู้แนวหน้าได้อีก แต่ด้วยประสบการณ์ที่มากโขมันก็ทำให้เขายังคงเป็นที่ต้องการในฐานะนักสู้รับจ้างอยู่ไม่น้อย
เมื่อเห็นราชาขอทานที่เคยขายมงกุฎของแม่ตัวเองมาต่อสู้กับกลุ่มของเขา แรดมอนก็คิดว่าวิเซรีสกำลังรนหาที่ตาย เขาเชื่อว่ามีดเล่มเดียวก็เพียงพอจะเปลี่ยนวิเซรีสให้เป็นก้อนเนื้อได้ โดยเฉพาะเมื่อจำได้ว่าวิเซรีสเป็นเพียงคนอ่อนแอในการพบกันครั้งก่อน ทำให้แรดมอนมั่นใจว่าเขาจะชนะในไม่กี่กระบวนท่า แม้จะมีข้อเสียเปรียบจากการขาดแขนขวาก็ตาม
แต่ความจริงนั้นกลับโหดร้ายยิ่งกว่าที่เขาคิด . . .
‘เป็นไปได้ยังไง? ทำไมหมอนี่ถึงสู้เก่งขนาดนี้?’ ปากของแรดมอนแห้งผาก น้ำลายหยุดไหล นี่เป็นอาการที่มักพบในทหารใหม่ที่เผชิญสนามรบครั้งแรก ซึ่งเขาไม่เข้าใจเลยว่าวิเซรีสแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร
วิเซรีสเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ร่างของเขาแทบกลืนไปกับความมืด ผู้บุกรุกที่ถืออาวุธสั้นและแบกฟืนสำหรับเผาโรงงานมาต่างตกอยู่ในความชะงักงัน อีกทั้งพวกเขายังต้องข้ามทางน้ำทำให้การเคลื่อนไหวยากลำบากยิ่งขึ้น
เมื่อรู้ว่าสถานการณ์ย่ำแย่ หากพวกเขาไม่กำจัดวิเซรีสเสียก่อนแผนทั้งหมดก็จะล้มเหลว แรดมอนจึงตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่งทันทีว่า “สู้ให้สุดตัว! ไม่อย่างนั้นพวกเราจะไม่ได้รับรางวัลจากลอร์ดแอนเดอร์เซน!”
แน่นอนว่าวิเซรีสไม่รู้ว่าแอนเดอร์เซนคือใคร แต่เขาก็จดจำชื่อนี้ไว้ในใจอย่างเงียบ ๆ
เมื่อเมฆเคลื่อนมาบดบังแสงจันทร์ทำให้พื้นที่โดยรอบตกอยู่ในความมืด วิเซรีสก็ใช้โอกาสนี้ปล่อยดาบของตน และควักมีดออกมาเริ่มกรีดลำคอศัตรูด้วยความแม่นยำราวกับยมทูตแห่งรัตติกาล ส่งผลให้เกิดเสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนผู้บุกรุกหวาดกลัวจนเงื้อมีดไปมาหวังโจมตี แต่พวกเขากลับฟันพวกพ้องของตัวเองเสียเองในการจู่โจมอย่างไร้จุดหมาย
ทันใดนั้นคนสองคนที่ไม่อาจทนต่อบรรยากาศอันน่าหวาดหวั่นได้อีกต่อไป พวกเขาทิ้งอาวุธลงกับพื้น และกรีดร้องสุดเสียง ก่อนจะกระโจนลงไปในทางน้ำอันสกปรกเพื่อหนีตาย
“อย่าหนี! รวมตัวกัน! รวมตัวกัน!” แรดมอนตะโกนสุดเสียง พยายามรวบรวมลูกน้องของเขาได้ราวสิบกว่าคน แต่ขวัญกำลังใจของพวกเขากลับละลายหายไปเหมือนน้ำแข็งที่โดนแสงแดดเมื่อพวกเขามองเห็นแสงไฟที่กำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
แสงไฟนี้ก็คือแสงไฟของรีจิสและกลุ่มคนของเขา พวกเขาถือหอกไม้และคบเพลิงวิ่งมาด้วยความเร็วสูงและตะโกนข่มขวัญอย่างเสียงดังกึกก้อง
แม้รีจิสจะรู้ว่าวิเซรีสแข็งแกร่งมาก แต่เขาก็ยังกังวลว่าวิเซรีสจะสามารถรับมือศัตรูกว่าสิบคนได้หรือไม่ ทำให้ตลอดทางที่วิ่งมารีจิสก็ได้แต่ภาวนาในใจ และเมื่อพวกเขามาถึงริมทางน้ำ พวกเขาก็อาศัยเสียงน้ำกระเพื่อมเป็นตัวนำทางไปสู่สนามรบ
เมื่อเข้าใกล้พวกเขาก็มองเห็นผลลัพธ์ของการต่อสู้ได้อย่างชัดเจน ศพเกลื่อนพื้น บางคนยังคงส่งเสียงครวญคราง และมีเพียงชายหนุ่มผมสีเงินที่แผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวยืนอยู่เพียงลำพัง
“ท่านวิเซรีส?” รีจิสเอ่ยถามด้วยความลังเล
วิเซรีสที่ยังคงมีไอสังหารลอยอบอวลอยู่หันศีรษะไปมองเล็กน้อย ทำให้รีจิสที่เห็นถึงกับตัวสั่นทันที
“ข้าเอง” วิเซรีสตอบอย่างแผ่วเบา พลางพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ
“ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” รีจิสถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้าปลอดภัย ดูรอบ ๆ ว่ามีใครรอดชีวิตหรือไม่ ถ้ามีก็ฝากจัดการต่อด้วย” วิเซรีสกล่าวก่อนจะหันหลังเดินจากไป
รีจิสถึงกับตกตะลึงกับภาพที่เห็น ร่างไร้วิญญาณนอนระเกะระกะ และเสียงครวญครางจากผู้บาดเจ็บ แม้เขาจะไม่รู้แน่ชัดว่ามีศัตรูหลบหนีไปกี่คน แต่จากจำนวนศพเขาคาดการณ์ได้ว่ามีผู้บุกรุกไม่น้อยกว่าสามสิบคนอย่างแน่นอน
นั่นหมายความว่าวิเซรีสเพียงคนเดียวสามารถหยุดการโจมตีจากศัตรูกว่าสามสิบคนได้!
“นี่ . . . ทั้งหมดนี้ฝีมือของท่านวิเซรีส?” รีจิสพึมพำอย่างไม่อยากเชื่อ
“แน่นอน มีท่านลอร์ดเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้” หนึ่งในสมาชิกกลุ่มกล่าวด้วยความชื่นชม
“โอ้ . . .”
สมาชิกทีมหลายคนไม่เคยเห็นฉากนองเลือดแบบนี้มาก่อน กลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงทำให้บางคนถึงกับอาเจียนออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ส่วนรีจิสที่เพิ่งหลุดจากอาการตกตะลึงก็ตะโกนออกมา “ศพทั้งหมดที่นี่! รีบเก็บกวาดให้เรียบร้อย!”
สมาชิกทีมรีบขยับตัวเก็บรวบรวมร่างไร้วิญญาณที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ในขณะที่รีจิสก็อดไม่ได้ที่จะตระหนักว่าวิเซรีสแข็งแกร่งกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้มาก
เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่วิเซรีสสอนวิชาดาบและการฝึกฝนให้เขา รีจิสเคยสงสัยการคลานไปกับพื้นหรือใช้ท่วงท่าประหลาด ๆ ดูเหมือนไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่ตอนนี้หลังจากได้เห็นผลลัพธ์จากการต่อสู้ของวิเซรีสกับตาตัวเอง เขาก็เชื่อแล้วว่าถ้าหากวันหนึ่งเขาสามารถมีพลังได้เพียงครึ่งหนึ่งของวิเซรีส เขาก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว
. . .
ในขณะเดียวกันภายในห้องของวิเซรีส ตอนนี้วิเซรีสกำลังเริ่มครุ่นคิดถึงการต่อสู้ที่ผ่านมา
ชัยชนะครั้งนี้ของเขาเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและกลยุทธ์ที่ดี แถมศัตรูไม่ได้เตรียมตัวรับมือ ทำให้อาวุธยาวของเขามีความได้เปรียบ และสภาพพื้นที่ก็ช่วยส่งเสริม แต่หากเงื่อนไขเปลี่ยนไปเขาเองก็อาจได้รับบาดเจ็บ หรือแย่กว่านั้น
ในยุคนี้บาดแผลเป็นสิ่งอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนอันยาวนานที่การติดเชื้อแพร่ระบาดง่าย ดังนั้นความรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
วิเซรีสเปิดแผงสถานะเพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าของตน และสังเกตเห็นว่าสกิลฝันแห่งมังกรของเขามันพัฒนาไปอย่างมาก
[ฝันแห่งมังกร : ธรรมดา (296/300) +-]
ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาความชำนาญของเขาเพิ่มขึ้น 20 แต้ม และดูเหมือนว่าสกิลเพิ่งได้รับการรีเฟรชสำหรับวันใหม่ เขาจึงเพิ่มแต้มที่เหลืออีกห้าแต้มเข้าไป
ทันใดนั้นความรู้สึกประหลาดก็แผ่ซ่านไปทั่วจิตใจของเขา
[ฝันแห่งมังกร : ชำนาญ (1/1000) +-]
ชั่วขณะหนึ่งวิเซรีสรู้สึกได้ถึงการรับรู้อนาคตที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งเมื่อก่อนเขาทำได้เพียงรับรู้ถึงอันตรายผ่านความฝันเท่านั้น แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะสามารถคาดการณ์การเคลื่อนไหวและภัยคุกคามล่วงหน้าได้
เมื่อเหลือบมองเวลาที่เหลืออีกไม่นานก่อนจะรุ่งสาง วิเซรีสก็ตัดสินใจทดสอบความสามารถใหม่ของตน เขานึกถึงความฝันล่าสุดเกี่ยวกับมือสังหารในชุดดำที่ข้ามทะเลมา และเพ่งจิตไปที่มันโดยหวังว่าจะสามารถมองเห็นได้ว่าชายคนนั้นอยู่ที่ไหนในตอนนี้ . . .
โปรดติดตามตอนต่อไป …