เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 9

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 9

มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 9


มหาศึกชิงบัลลังก์ : บุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 9 ราตรีแห่งโลหิตและเปลวเพลิง

ในฐานะเมืองบนเกาะบราวอสจึงเต็มไปด้วยนกนางนวล วิเซริสจัดการกับยามเฝ้าโดยไม่ลังเล ก่อนจะโยนศพลงทะเล จากนั้นจึงมุ่งหน้าตามเส้นทางที่วางแผนไว้ไปยังรังของบาเนอร์การ์ ก่อนจะปีนขึ้นไปยังจุดสูงเพื่อสำรวจโดยรอบ

ทางตะวันออกเฉียงเหนือใกล้กับลองแชนแนลและมีแสงไฟสว่างไสว บริเวณนั้นเป็นที่ตั้งของพระราชวังซีลอร์ด วัดที่โอ่อ่าหลายแห่ง และโรงละครใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ เดอะเกต โดยบริเวณตอนบนของลองแชนแนลถือเป็นศูนย์กลางของบราวอส

จากนั้นเขาก็หันไปมองทางตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของไททันแห่งบราวอส สัญลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของเมืองซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งหอประภาคารและแนวป้องกันด่านแรก รวมถึงเป็นที่ตั้งของคลังอาวุธ ซึ่งวิเซริสสังเกตว่าแสงไฟที่นั่นสว่างผิดปกติ และนี่ก็เป็นข้อดี เพราะหากมีเรื่องเกิดขึ้นที่อื่นโอกาสที่จะถูกสังเกตเห็นก็จะน้อยลง

หลังจากยืนยันทิศทางได้แล้ววิเซริสก็ออกเดินทางต่อ

. . .

ณ คฤหาสน์ของบาเนอร์การ์

“คาร์มอน ได้ยินเสียงร้องเมื่อกี้ไหม? ยัยตัวแสบคนนั้นนี่เร่าร้อนจริง ๆ ทำไมแกไม่ลองไปสนุกดูบ้างล่ะ?” ชายหนุ่มที่พูดประโยคนี้เผยรอยยิ้มลามกอย่างปิดไม่มิด เขาคือคาเพอร์สัน บุตรชายคนโตของบาเนอร์การ์ที่มีใบหน้าของเขาคล้ายพ่ออย่างเห็นได้ชัด แต่ดวงตาที่บวมเป่งของเขากำลังบอกให้รู้ว่าเขากำลังผลาญร่างกายตัวเองเกินไป

“ไม่เอาดีกว่า พ่อกำลังจะจัดการกับราชาขอทาน ถ้าจำไม่ผิดมันมีน้องสาวด้วยใช่ไหม? เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรที่ล่มสลาย ข้าจะรอสนุกกับนางดีกว่า”

เมื่อเทียบกับพี่ชาย คาร์มอนมีรูปร่างอ้วนกว่าเล็กน้อย และทั้งสองก็ไม่ได้หน้าตาคล้ายกันนัก แต่สีหน้ากับกิริยาลามกนั้นเหมือนกันเป๊ะ

“เหอะ ฝันไปเถอะ นังนั่นเป็นพวกชั้นสูงของบราวอส เป็นถึงคนจากสามตระกูลใหญ่ ถ้าไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ก็ไม่มีค่าอะไรหรอก” คาเพอร์สันจิบไวน์พลางพูดต่อ “แกอย่ามาทำเสียเรื่อง อย่าลืมว่าพ่อมีธุรกิจสำคัญ”

คาร์มอนได้ยินดังนั้นก็วางแก้วไวน์ลงด้วยสีหน้าผิดหวัง “หึ! ไอ้พวกคนชั้นสูงมันมีดีแค่มีผู้หญิงดีกว่าเราก็แค่นั้น!”

พูดจบเขาก็ถอดเสื้อเชิ้ตออกแล้วเดินเข้าไปในห้องด้านหลัง

“เฮ้ อย่าเล่นแรงมาก พรุ่งนี้ต้องส่งตัวคืนเจ้าหมูหนังหนานะเว้ย!”

“รู้แล้วน่า!” คาร์มอนโบกมือไล่อย่างรำคาญ

คาเพอร์สันเดินไปที่หน้าต่าง แสงจันทร์สาดกระทบขนหน้าอกบาง ๆ ของเขา ขณะเพลิดเพลินกับสายลมทะเลและจิบไวน์ แต่ผ่านไปครู่ใหญ่แล้ว เขากลับไม่ได้ยินเสียงอะไรจากห้องด้านหลัง

“ไอ้บ้านั่นทำอะไรอยู่?” เขาขมวดคิ้ว แต่ก็ไหวไหล่ไม่สนใจ และยังคงดื่มด่ำกับบรรยากาศยามค่ำคืน

“อีกไม่นานจะถึงเทศกาลสวมหน้ากากที่จัดขึ้นทุกสามปี หวังว่าข้าจะมีโอกาสพบกับเลดี้ฟาเลียแห่งดวงจันทร์เงา” คาเพอร์สันเหลือบมองไปทางไททันแห่งบราวอส

เทศกาลสวมหน้ากาก เป็นเทศกาลสำคัญที่จัดขึ้นทุกสามปี ในวันสุดท้ายของเทศกาลทุกคนจะถอดหน้ากากออกพร้อมกับเสียงคำรามของไททันแห่งบราวอส ในงานมีการแข่งขันสามประเภท ได้แก่ การดวลดาบ การแข่งขันดนตรี และที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคคือการประกวดความงาม โดยมีรางวัลมากมายให้กับผู้ชนะ

คาเพอร์สันระลึกถึงเทศกาลครั้งก่อนที่ตนเคยเข้าร่วม พลางจินตนาการถึงความสนุกสนานที่กำลังจะมาถึง แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่าทำไมมันเงียบจัง?

“คาร์มอน? คาร์มอน!”

ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ ขนทั่วร่างลุกชัน หนังศีรษะชาไปหมด

“แกต้องการอะไร?”

“ส่งเงินมาซะ” เสียงนั้นเย็นเยียบและชวนขนลุก ทำให้คาเพอร์สันไม่กล้าคิดเป็นอย่างอื่น

“ได้ ๆ ข้าจะให้ ข้าจะให้!” คาเพอร์สันรีบเดินไปที่มุมห้อง ยกแผ่นไม้บนพื้นขึ้น เผยให้เห็นเอกสารกรรมสิทธิ์ต่าง ๆ และเหรียญทองวาววับ

“เงินอยู่ที่นี่ . . .” ไม่ทันจบพูดประโยค คาเพอร์สันก็รู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่โคนคอ ก่อนจะล้มลงกระตุกเหมือนปลาถูกเชือด ไม่ต่างจากตอนที่เอนกิสถูกฆ่า

วิเซริสไม่สนใจสภาพน่าเวทนาของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เขากวาดเหรียญทองจากช่องลับลงกระเป๋าที่เตรียมมาโดยเฉพาะ ซึ่งมันมีประมาณสองถึงสามร้อยเหรียญทอง และเงินซิลเวอร์มูนอีกหลายร้อยเหรียญเพียงพอจะเลี้ยงดูเขาและแดเนริสไปได้อีกหลายปี

ส่วนเอกสารสัญญาทั้งหลาย เขาไม่แตะต้องแม้แต่นิดเดียว

ทันใดนั้นเองจู่ ๆ ดวงตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่บางอย่างไม่ไกล มันคือมีดสั้นสีดำสนิทเล่มหนึ่ง . . .

          [มีดกระดูกมังกร : เพิ่มแต้มค่าสถานะที่สามารถใช้ได้ 1 แต้ม และเพิ่มแต้มค่าสถานะรายวัน 0.05 แต้ม]

ข้อความราวกับฉายตรงเข้าดวงตาของเขา ทำให้วิเซริสชะงักไปครู่หนึ่ง

มีดกระดูกมังกร เป็นอาวุธที่สร้างจากกระดูกมังกร ทั้งเบา คม และทนทาน ไม่ต่างจากธนูกระดูกมังกร ซึ่งเป็นอาวุธที่นักรบทุกคนใฝ่ฝันจะได้ครอบครอง

วิเซริสเสียบมีดไว้ที่เอวด้านหลังก่อนจะเก็บเหรียญทอง เหรียญเหล่านี้ไม่ได้หนักมากนักเพียงสามถึงสี่ชั่ง เขามัดมันไว้กับตัว จุดเทียนขึ้น จากนั้นจึงจุดไฟเผาผ้าม่าน ก่อนจะหันไปมองเด็กสาวที่นอนอยู่ในห้อง

เด็กสาวคนนี้มีอายุราวสิบสี่ปี เมื่อตอนที่เขาเข้ามา คาร์มอนกำลังจะทำบางอย่างกับเธออยู่ และดูเหมือนว่าเด็กสาวจะยอมรับชะตากรรมของตนไปแล้ว ทำให้เธอนอนนิ่งบนเตียงราวกับปลาตายซีดเซียว

แต่วิเซริสกับเชือดคอคาร์มอนซะก่อน จากนั้นจึงปลอบโยนเธอ แล้วออกไปจัดการกับคาเพอร์สัน ซึ่งเขาตัดสินใจช่วยเธอเพราะเขาสวมหน้ากากอยู่ และอีกอย่างเด็กสาวไม่ได้เต็มใจ ดังนั้นอย่างน้อยเธอก็จะไม่เอ่ยอะไรออกไปหากถูกถาม

แต่พอเขาพยายามพยุงเธอขึ้นมา เธอกลับดิ้นรนขัดขืน

“ฆ่าข้าเถอะ” เธอเอ่ยเสียงแผ่วเบาน้ำเสียงฟังคล้ายนกขมิ้นที่ได้รับบาดเจ็บทั้งเศร้าหมองและหวานหู

วิเซริสนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาได้ยินบทสนทนาของคาเพอร์สันกับคาร์มอนมาแล้วว่ามีคนอื่นอยู่เบื้องหลัง คนที่พวกมันเรียกว่า ‘เจ้าหมูหนังหนา’

แน่นอนว่าเขาอาจช่วยเธอได้ตอนนี้ แต่ช่วยตลอดไปไม่ได้ และตัวเขาเองก็อยู่ในอันตรายเช่นกัน

“ขอเทียนให้ข้าที”

“ชื่ออะไร?” วิเซริสรู้ว่าเธออยากสร้างฉากว่าเป็นคนจุดไฟเอง ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะถามชื่อเธอ

“ซิสซี่” เธอตอบด้วยน้ำเสียงขมขื่น

“โอเค, ซิสซี่” วิเซริสโอบศีรษะของเธอไว้แนบอก ก่อนจะบิดอย่างแผ่วเบา ปลดปล่อยเธอจากความทรมาน

. . .

คฤหาสน์ของบาเนอร์การ์ ตั้งอยู่ในย่านของคนมั่งคั่ง บ้านแต่ละหลังมีระยะห่างกัน เมื่อวิเซริสจากไป คฤหาสน์เบื้องหลังของเขาก็กลายเป็นโคมไฟขนาดมหึมา ทำให้ในความมืดเปลวเพลิงสีส้มจึงเรืองรองเล็ดลอดออกมาตลอดเวลา ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นานนักเปลวไฟก็ลุกโหมดั่งอสรพิษยักษ์กลืนกินตัวบ้านทั้งหลังเผาไหม้ต่อเนื่องเกือบสามชั่วโมงกว่าที่จะมีคนมาพบ แต่เมื่อถึงตอนนั้นวิเซริสก็ได้กลับมาถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว

. . .

ในลานบ้าน

แดเนริสกำลังถือหน้าไม้ด้วยดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ขณะเฝ้าดูพวกนักฆ่าที่ถูกมัดไว้ และเมื่อเห็นเงาคนเดินเข้ามา เธอก็รีบเล็งหน้าไม้ทันที แต่เมื่อรู้ว่าเป็นพี่ชายของเธอ เธอก็ลดมันลงด้วยความโล่งอก

เธอเพิ่งอายุแปดขวบ และการต้องเฝ้ายามด้วยความหวาดระแวงตลอดทั้งคืนมันสร้างภาระจนเธอเหนื่อยล้าเต็มที ทำให้ทันทีที่เธอลุกขึ้นยืนขาเธอจึงอ่อนแรงแทบล้มพับลงกับพื้น โชคดีที่วิเซริสคว้าตัวเธอไว้ได้ทัน

“เป็นยังไง? พวกมันฟื้นหรือยัง?”

แดเนริสส่ายหน้า “ไม่ . . . พวกมันไม่ขยับเลย”

วิเซริสมองน้องสาวที่อิดโรยด้วยความรู้สึกเจ็บปวดในใจ เขาอุ้มเธอขึ้นพาไปที่เตียงและห่มผ้าให้ “แดเนริส คืนนี้พี่ไม่ได้ไปไหน จำไว้ให้ดีนะ”

แดเนริสขมวดคิ้วงุนงง แต่ก็พยักหน้าตามที่พี่ชายบอก เพราะเธอเชื่อใจเขา

“พูดซ้ำสิ” วิเซริสเอ่ยเตือนอีกครั้ง

“พี่ไม่ได้ไปไหน พี่อยู่กับหนูตลอดเวลา”

วิเซริสพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัวเธอ จากนั้นเขาก็กลับไปที่ลานบ้าน มองไปยังบาเนอร์การ์และพรรคพวกของมันที่ยังคงหมดสติ

พวกมันมาที่นี่เพื่อปล้น แต่กลับสูญเสียทุกอย่างแทน ดังนั้นเขาจะปล่อยพวกมันไปไม่ได้ แต่ก็ต้องวางแผนให้รอบคอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเขาเอง

โปรดติดตามตอนต่อไป …

จบบทที่ มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 9

คัดลอกลิงก์แล้ว