- หน้าแรก
- มหาศึกชิงบัลลังก์ : ข้าคือบุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน
- มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 3
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 3
มหาศึกชิงบัลลังก์ ตอนที่ 3
มหาศึกชิงบัลลังก์ : บุตรชายคนที่สองของตระกูลทาร์แกเรียน ตอนที่ 3 ทวงหนี้อย่างรุนแรง
ตามเนื้อเรื่องเดิมวิสเซริสไม่ได้ยอมแพ้ต่อน้องสาวของเขา ทั้งสองต้องระหกระเหินเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งพวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากอิลลีรีโอ โมพาทิส พ่อค้าผู้มั่งคั่งแห่งเพนทอส ซึ่งเชิญพวกเขาไปอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ของเขา ต่อมาอิลลีรีโอก็เป็นผู้จัดการให้แดเนริสแต่งงานกับเจ้าแห่งทุ่งหญ้าดรอโก และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแบบแผนเดิมวิสเซริสคงจะเลือกอยู่ต่อ
วิสเซริสเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์จากความฝันของเขา ผู้บุกรุกมีทั้งหมดสี่คน เป็นชายหนุ่มสองคนที่มีรูปร่างปานกลางและชายร่างสูงหัวโล้นอีกคน ส่วนอีกสองคนเป็นชายหัวโล้นมีความสูงพอ ๆ กับวิสเซริส แต่แข็งแกร่งกว่ามากประหนึ่งเปรียบเทียบความแข็งแกร่งของนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วก้อย
ในความฝันชายหัวโล้นกดเขาลงกับพื้น ขณะที่คนอื่นพาตัวแดเนริสไป แม้จะเป็นเช่นนั้นวิสเซริสก็ไม่ต้องการหนีไปไหน เพราะออกจากลานบ้านนี้ไปก็หมายถึงการกลับไปใช้ชีวิตเร่ร่อนอีกครั้ง ไม่มีบ้าน ไม่มีอาหาร สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้
นอกจากนี้เมื่อเขามองเห็นกลอุบายของศัตรูล่วงหน้า และด้วยความที่เขาเป็นนักสู้ฝีมือดี เขาจึงเชื่อว่าสามารถรับมือกับพวกนั้นได้ คนพวกนี้เป็นแค่คนธรรมดา ในขณะที่เขามีประสบการณ์และการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน
วิสเซริสมองแดเนริสที่ยังคงหลับสนิทอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะหยิบดาบที่ซ่อนไว้ใต้เตียงแล้วเดินออกจากห้องไป
. . .
“ระวังด้วย อย่าทำร้ายเด็กผู้หญิง!”
“รับทราบ!”
ชายสามคนตอบรับพร้อมกัน
“ส่วนไอ้วิสเซริส . . .” แววตาของเฮลโบเต็มไปด้วยจิตสังหาร “เรจิส หักขามันซะ”
ในยุคสมัยนี้การกระดูกหักมักหมายถึงความตายเนื่องจากเงื่อนไขทางการแพทย์ที่ล้าหลัง ทำให้เฮลโบเชื่อว่าแค่เขาไม่ฆ่าวิสเซริสตรงนี้ คนที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาก็จะจัดการส่วนที่เหลือเอง
“ไม่ต้องห่วง”
ชายหัวโล้นที่ชื่อกิสตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พร้อมกำหมัดจนเกิดเสียงกระดูกลั่น
หลังจากเฮลโบออกคำสั่งเสร็จ เขาก็เตรียมบอกให้ลูกน้องเคาะประตูตอนที่ท้องฟ้ายังคงมืดอยู่ เพราะพวกเขาวางแผนจะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เพื่อจับวิสเซริสโดยไม่ให้อีกฝ่ายมีโอกาสตั้งตัว
ปัง! ปัง! ปัง!
“ราชาขอทาน! ออกมาจ่ายหนี้ซะ!”
เสียงของชายพวกนี้ดังขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เพื่อนบ้านที่อยากรู้อยากเห็นเริ่มชะโงกหน้ามองออกมาจากหน้าต่างและประตูของพวกเขา เมื่อตอนที่พวกเขารู้ว่าเพื่อนบ้านของตนเคยเป็นขุนนางจากเวสเทอรอสก็มีเสียงซุบซิบกันอยู่พักหนึ่ง แต่เมื่อเห็นสภาพที่แท้จริงของวิสเซริส พวกเขาก็หมดความสนใจไป เพราะในเมืองแห่งการค้าอย่างบราวอส ขุนนางที่ไร้เงินทองนั้นไร้ค่า ทายาทของราชวงศ์ล่มสลายจะมีสถานะอะไรได้อีก?
ขณะที่ผู้คนเริ่มตื่นขึ้นมาและเตรียมดูเรื่องสนุก แดเนริสที่กำลังหลับสบายอยู่ข้างกายของวิสเซริสก็ตื่นขึ้นมา พร้อมกับดวงตาสีม่วงของเธอที่เต็มไปด้วยความไม่สบายใจ
“พี่ชาย . . .”
พี่ชายของเธออยู่ที่ไหน?
แดเนริสมองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นวิสเซริส ความรู้สึกว่างเปล่าและสิ้นหวังเข้าครอบงำเธอทันที ทำให้เธอรีบวิ่งออกจากห้องและเห็นวิสเซริสที่ยืนอยู่ในลานบ้านไม่ไกล
“พี่ชาย . . .”
ก่อนที่เธอจะพูดจบ วิสเซริสหันกลับมาและทำมือให้เธอเงียบ ก่อนจะส่งสัญญาณให้เธอเข้าไปในห้อง แดเนริสถอยกลับไปอย่างประหม่าแล้วแอบมองออกมาจากหน้าต่างอย่างเป็นกังวล
“ตะโกนอะไรกันแต่เช้า? ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ!” วิสเซริสแสร้งทำเป็นรำคาญ
เมื่อเห็นแผนของตัวเองกำลังเป็นไปตามที่คิดเฮลโบก็พอใจมาก เขาคิดว่าการจัดการกับเจ้าชายตกอับเป็นเรื่องง่ายดายราวกับปลอกกล้วยเข้าปาก
“เรจิส พอเขาเปิดประตู แกกดมันไว้! ที่เหลือเข้าไปกับข้าแล้วจับตัวเด็กผู้หญิง!”
“รับทราบ!”
“รับทราบ!”
ชายร่างใหญ่หัวโล้นกิสยืนจังก้าอยู่ที่หน้าประตู พร้อมจะกระโจนใส่วิสเซริสทันทีที่เขาปลดกลอน ส่วนที่เหลือต่างเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าของวิสเซริสและกลั้นหายใจเพื่อเตรียมจู่โจม
“ราชาขอทาน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!” เฮลโบทำเสียงเร่งเร้า
“ตะโกนหาสวรรค์วิมานอะไรไม่ทราบ? หรือแม่แกอยู่บนเตียงข้าวะ?!”
วิสเซริสตะโกนด่ากลับไปอย่างหยาบคายเพื่อทำให้ศัตรูเสียสมาธิ ขณะเดียวกันก็ปลดกลอนและถอยหลังเล็กน้อยเพื่อหลบการโจมตีที่อาจเกิดขึ้น
คำด่าของวิสเซริสทำให้เฮลโบชะงักไปชั่วขณะ เจ้าหมอนี่มันหยาบชะมัด! เป็นวิสเซริสจริง ๆ หรือเปล่า? แต่เสียงมันใช่แน่นอน
‘หึ! เดี๋ยวข้าจะหักขาทั้งสองข้างของแกแล้วกระชากปากแกออกมาเอง!’ เฮลโบคิดอย่างเคียดแค้น
เรจิสที่ยืนอยู่หน้าประตูเมื่อเห็นวิสเซริสขยับกลอนประตู เขาก็ยกแขนหนาเหมือนหมีขึ้นเตรียมจะพุ่งเข้าใส่ทันทีที่ประตูเปิดออก แม้แต่เพื่อนบ้านที่กำลังดูเรื่องวุ่นวายนี้ก็รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ทำให้พวกเขากลั้นหายใจ ขณะที่สายตาเย็นเยียบของเฮลโบทำให้พวกเขาหวาดกลัวยิ่งขึ้นจนไม่กล้าส่งเสียง
แกร๊ก!
ทันทีที่ประตูไม้เก่าที่มีรอยด่างพร้อยถูกเปิดออกเรจิสก็ทุบมันกลับไปทันที
ปัง!
แรงกระแทกทำให้ประตูกลับเข้ากรอบเดิม และสิ่งที่วิสเซริสเห็นมีเพียงเงาดำขนาดมหึมาพุ่งเข้าใส่เขา เขารีบเบี่ยงตัวหลบไปทางซ้ายอย่างรวดเร็วหลีกเลี่ยงการโจมตีของกิสหัวโล้น จากนั้นเขาก็สวนกลับด้วยฮุกตรงเข้าที่คางของกิสอย่างแม่นยำ
ท่วงท่า ความเร็ว และความแม่นยำนั้นไร้ที่ติ แต่หมัดของเขากลับขาดพลังทำให้กิสเซถอยไปเล็กน้อย และรู้สึกมึนงงแต่ไม่ได้หมดสติ ส่วนสามคนที่ยืนอยู่หน้าประตูที่ยังไม่ทันตั้งตัววิสเซริสก็ปล่อยฮุกซ้ายและขวาอีกสองหมัดเล่นงานพวกมันจนทรงตัวไม่อยู่ ทำให้สองคนสุดท้ายล้มลงเพราะยืนไม่มั่นคง
แม้วิสเซริสจะมีทักษะของนักสู้ระดับสูง แต่สภาพร่างกายของเขากลับเป็นข้อเสีย เป้าหมายที่ล้มลงฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วและเตรียมโจมตีอีกครั้ง ทว่าในตอนนั้นเองปลายดาบของวิสเซริสก็จ่ออยู่ที่คอของเฮลโบเสียแล้ว ทำให้พวกมันไม่กล้าขยับแม้แต่ก้าวเดียว
ซึ่งตอนนี้เฮลโบเป็นคนที่หวาดกลัวที่สุด ด้วยความเป็นนักเลงมากประสบการณ์ และชอบรับเด็กอายุ 13 - 14 ปีเข้ากลุ่ม เพราะเด็กวัยนี้สามารถเป็นนักฆ่าที่อันตรายได้ และทุกครั้งที่เขาสั่งงานพวกมันก็ทำได้ดีเสมอเหมือนกับ ‘มีดขาวแทงเข้า มีดแดงดึงออก’ เมื่อเผชิญหน้ากับชายหนุ่มตรงหน้า เขาก็ตระหนักได้ถึงอันตรายที่แท้จริง
ถ้าเขาไม่รีบแก้ไขสถานการณ์นี้วันนี้เขาอาจไม่รอด โดยเฉพาะเมื่อเขาได้กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ จากตัววิสเซริส ซึ่งบ่งบอกถึงความคาดเดาไม่ได้!
เฮลโบมองไปที่วิสเซริสซึ่งครึ่งใบหน้าถูกปกปิดด้วยเรือนผมสีเงินยาว ก่อนจะพูดติดขัดด้วยความหวาดหวั่น “ใจเย็น ๆ! ใจเย็น! เอาเงินมา แล้วข้าจะไป ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า!”
สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนเฮลโบไม่มีเวลาคิดหาคำพูดที่เหมาะสม เพื่อนบ้านที่กำลังแอบดูอยู่ก็ตกตะลึงเช่นกัน พวกเขาเคยเห็นวิสเซริสมาก่อน เขาสูงแต่ผอมดูไม่น่าจะสู้กับชายฉกรรจ์พวกนี้ได้เลย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าพวกเขากลับน่าเหลือเชื่อ
“กล้าลอบเล่นงานข้า? อยากตายนักรึไง?!” วิสเซริสตวาดลั่น เสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธราวกับพร้อมจะเชือดคอเฮลโบได้ทุกเมื่อ
โปรดติดตามตอนต่อไป …