- หน้าแรก
- เกิดใหม่พลิกชีวิตด้วยวิถีพราน รวยล้นฟ้าในยุค แปดศูนย์
- บทที่ 26 พาเสี่ยวเทาเข้าเมือง
บทที่ 26 พาเสี่ยวเทาเข้าเมือง
บทที่ 26 พาเสี่ยวเทาเข้าเมือง
บทที่ 26 พาเสี่ยวเทาเข้าเมือง
ผลงานในช่วงบ่ายก็ถือว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้กัน เยว่เฟิงพาเสี่ยวเทาไปลองของที่จุดล่าแห่งใหม่ซึ่งยังไม่เคยไปมาก่อน ใช้เวลาครึ่งบ่าย กวาดไก่เฟยหลงมาได้ถึง 11 ตัว กับไก่ป่าซาปั้นอีก 5 ตัว
พอถุงเท้าที่เตรียมมาใส่ไก่หมด เยว่เฟิงก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการจับไก่ป่าซาปั้นที่ราคาถูกกว่ายัดรวมกันสองตัวในถุงเท้าข้างเดียว พอถึงคราวที่ยัดไม่ลงจริงๆ ไก่ป่าซาปั้นสองตัวสุดท้ายก็ถูกลวดรัดปีกรัดขาเอาไว้ด้วยกันดื้อๆ ถึงจะดูไม่ค่อยสวยงามไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรกับการพกพากลับบ้าน
เมื่อถึงเวลาสี่โมงกว่า ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ สองพี่น้องต่างก็สะพายกระเป๋าที่อัดแน่นจนตุงเดินกลับหมู่บ้าน
สรุปยอดการปล่อยเหยี่ยวล่าสัตว์ตลอดทั้งวัน ได้ไก่เฟยหลง 19 ตัว ไก่ป่าซาปั้น 8 ตัว (สภาพสมบูรณ์ 7 ตัว ใช้เป็นเหยื่อล่อ 1 ตัว) พ่วงด้วยเพียงพอนเหลืองอีก 1 ตัว
เยว่เฟิงจงใจพาเสี่ยวเทาเดินเลี่ยงถนนสายหลัก แล้วใช้เส้นทางคันนาอ้อมเข้าหมู่บ้านแทน ตลอดทางนอกจากจะบังเอิญเจอชาวบ้านที่ไปเก็บของป่าคนหนึ่งแล้ว ก็ไม่มีใครล่วงรู้ถึงการกลับมาของพวกเขาอีก
พอถึงหน้าบ้าน เยว่เฟิงยังไม่รีบเข้าบ้าน แต่ชวนเสี่ยวเทาไปนั่งแบ่งของกันใต้ต้นเอล์มใหญ่ที่ลานนวดข้าว
ตามธรรมเนียมการเข้าป่าล่าสัตว์แบบเป็นทีม 'หัวหน้าพราน' ผู้คุมทีมจะได้ส่วนแบ่งสองส่วน เหยี่ยวที่เป็นตัวล่าได้หนึ่งส่วน ส่วน 'คนไล่สัตว์' ที่คอยไล่ต้อนและช่วยแบกหามจะได้อีกหนึ่งส่วน ถ้านับกันตามหลักแล้ว วันนี้เสี่ยวเทาก็ทำหน้าที่เป็นคนไล่สัตว์ จึงสมควรได้รับส่วนแบ่งหนึ่งในสี่ของมูลค่าเหยื่อทั้งหมดในวันนี้
ใจจริงเยว่เฟิงอยากจะแบ่งให้เสี่ยวเทามากกว่านี้ แต่ก็กลัวว่าถ้าให้เยอะเกินไปตั้งแต่แรกอาจจะเกิดปัญหาตามมาทีหลัง เลยตัดสินใจแบ่งปันผลประโยชน์ตามกฎเกณฑ์ดั้งเดิมไปก่อน
ส่วนเนื้อเพียงพอนเหลืองที่เหม็นสาบและกินไม่ได้นั้น ก็ถือโอกาสยกให้เหยี่ยวเอาไว้กินเป็นรางวัล
ตอนเย็น เยว่เฟิงกะจะแบ่งไก่ให้เสี่ยวเทาเอาไปทำกินที่บ้านสักสองสามตัว แต่พอไอ้เด็กนี่รู้ว่าไก่เฟยหลงเป็นๆ ขายได้ตัวละตั้งหยวนกว่า มันก็ส่ายหน้าปฏิเสธหัวชนฝา ไม่ยอมเอากลับบ้านท่าเดียว ยืนยันว่าพรุ่งนี้เช้าจะเอาเข้าเมืองไปขายด้วยกันให้หมด
นัดแนะเวลาเข้าเมืองพรุ่งนี้เช้าเสร็จสรรพ สองพี่น้องก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน
ทันทีที่เยว่เฟิงเดินพ้นประตูบ้านเข้ามา เขาก็เห็น 'ตาข่ายครอบกรง' ขนาดตาข่ายสามนิ้วผืนใหม่เอี่ยมสองผืนแขวนตากอยู่บนราวตากผ้ากลางลานบ้าน และที่ใต้ตาข่ายผืนที่สอง เยว่เล่ยกำลังง่วนอยู่กับการถักเก็บรายละเอียดช่วงปลาย ผูกปมอีกแค่ไม่กี่ครั้งแล้วร้อยเชือกขอบตาข่าย ก็จะได้ตาข่ายดักเหยี่ยวผืนใหม่ที่สมบูรณ์แบบพร้อมใช้งาน
"พ่อ! นี่พ่อถักตาข่ายใหม่เสร็จตั้งแต่วันนี้เลยเหรอ?" เยว่เฟิงเห็นตาข่ายแล้วก็ตกใจจนตาโต
ทีแรกเขากะว่าพรุ่งนี้หลังจากกลับมาจากเข้าเมือง จะขอหยุดพักการล่าสัตว์สักวันเพื่อมานั่งถักตาข่ายดักเหยี่ยวอยู่บ้าน ไม่คิดเลยว่าพ่อจะจัดการเตรียมการไว้ให้ล่วงหน้าหมดแล้ว
เยว่เล่ยยิ้มแล้วพยักหน้า "ในเมื่อแกคิดจะดักเหยี่ยวเพิ่ม ตาข่ายขาดๆ ผืนเดียวมันจะไปพอใช้ได้ยังไงล่ะ! ชุดอุปกรณ์สามชิ้นสำหรับล่ามเหยี่ยวพ่อก็ถักเตรียมไว้ให้แล้ว ส่วนกรงล่อก็ทำไว้แล้วเหมือนกัน อยู่ในโรงเก็บของนู่นแหละ!"
เยว่เฟิงเดินไปเปิดประตูโรงเก็บของดู ก็เห็นกรงลวดที่สานอย่างประณีตสองใบ ภายในมีนกกระจอกขังอยู่กรงละห้าหกตัว ดูดีมีชาติตระกูลกว่านกกระจอกสามตัวที่เขาให้จิ้งจิ้งล้วงมาจากใต้หลังคาเมื่อคราวก่อนเยอะเลย
"นกกระจอกพวกนี้พ่อไปจับมายังไงเนี่ย?" เยว่เฟิงถามด้วยความสงสัย
"พ่อให้แม่แกไปขอข้าวสาลีแช่เหล้าดองยาจาก 'ลุงจ้าว' ที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน มาโรยล่อพวกมันน่ะสิ!"
ลุงจ้าวที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ก็เป็นพรานป่าอีกคนหนึ่งเหมือนกัน แต่แกถนัดใช้เหยื่ออาบยาพิษหรือยาสลบเป็นหลัก พอหิมะตกแกก็จะ 'วางยานก' พอถึงเดือนห้าเดือนหกก็จะเข้าป่าไปขุด 'หลุมดักกวาง' แล้ว 'วางยากวาง' วันธรรมดาแกก็ทำนาเหมือนชาวบ้านทั่วไป อาศัยวิชาพรานสายวางยานี่แหละที่เลี้ยงดูลูกๆ ทั้งห้าคนให้มีกินมีใช้ได้อย่างไม่อัตคัด
"เรื่องรวมทีม แกคุยกับเสี่ยวเทาแล้วใช่ไหม?"
"อืม คุยแล้วครับ! พอผมเกริ่นไอเดียนี้ให้ฟัง มันก็ตอบตกลงทันทีไม่มีลังเลเลย แถมบอกว่ากินข้าวเย็นเสร็จจะไปคุยกับสองพี่น้องตระกูลจางให้ด้วย!
อ้อ! วันนี้ตอนผมพาเสี่ยวเทาไปล่าไก่ป่าซาปั้นที่ริมแม่น้ำ เจ้าเย่าจื่อเขียวมันจับเพียงพอนเหลืองได้ด้วยนะพ่อ!"
พูดจบ เยว่เฟิงก็ล้วงเอาซากเพียงพอนเหลืองออกมาจากกระเป๋า ตอนอยู่บนเขาเขาไม่ได้พกมีดถลกหนังไปด้วย เลยไม่ได้จัดการถลกหนังตรงนั้น สภาพของเพียงพอนเหลืองตอนนี้ นอกจากดวงตาที่โดนเหยี่ยวจิกจนเละ กับคราบเลือดมุมปากนิดหน่อยจากอาการช้ำในแล้ว ส่วนอื่นก็สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
"เฮ้ย! ไอ้เย่าจื่อเขียวมันดุเดือดขนาดนี้เลยเรอะ กล้าบวกกับเพียงพอนเหลืองด้วย?
นี่มัน... โดนจิกตาบอดนี่?"
พอสังเกตเห็นสภาพดวงตาของเพียงพอน เยว่เล่ยก็ถึงกับเก็บอาการไม่อยู่
เยว่เฟิงพยักหน้า "ใช่ครับ! สองเล็บพยัคฆ์ตะปบหัว กรงเล็บทั้งสองข้างตะปบเข้าที่หน้ามันเต็มๆ เล็บนอกรัดปากเพียงพอนเหลืองไว้แน่นจนอ้าไม่ขึ้นเลย!
พอผมกระทืบเพียงพอนเหลืองจนบาดเจ็บสาหัสปุ๊บ เจ้าเย่าจื่อมันก็ไม่ได้รอให้ผมสั่งเลยนะ คำแรกที่มันจิกก็คือตาของเพียงพอนนี่แหละ!"
ฟังลูกชายเล่าเหตุการณ์จบ เยว่เล่ยก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิด "ตอนจับไก่ฟ้าก็จิกตา ตอนจับเพียงพอนเหลืองก็จิกตา... ถ้าทำแค่ครั้งเดียวอาจจะบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ถ้าทำติดกันสองครั้ง มันคือความสามารถเฉพาะตัวแล้วล่ะ!
เลี้ยงดูมันให้ดีๆ นะ! เดี๋ยวรอให้หิมะตก ถ้าพาเข้าป่าแล้วบังเอิญจับ 'หมาไม้เซเบิล' ได้สักตัวล่ะก็ ฤดูหนาวปีนี้ไม่ต้องเอาเยอะหรอก แค่ได้สักสามสี่ตัว บ้านเราก็รวยเละแล้ว!"
เรื่องการใช้เจ้าเย่าจื่อล่าหมาไม้เซเบิล ก่อนที่จะได้ลองลงสนามจริง เยว่เฟิงก็ไม่กล้าการันตีร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะทำได้สำเร็จหรือเปล่า แต่ในเมื่อขนาดตัวมันพอๆ กับกระรอกเทา การใช้เหยี่ยวตัวนี้จับกระรอกเทานั้น รับรองว่ากินหมูแน่นอน
เยว่เฟิงวางแผนไว้คร่าวๆ แล้วว่า หลังจากตั้งทีมล่าสัตว์ด้วยเหยี่ยวสำเร็จ คนอื่นๆ ก็ให้รับหน้าที่ตระเวนล่าไก่ป่าซาปั้นกับไก่เฟยหลงไป ส่วนตัวเขาจะกำเหยี่ยวไปล่ากระรอกเทาแทน ของพวกนี้หาง่ายกว่าเพียงพอนเหลืองเยอะ ขอแค่หาจุดที่กระรอกชุกชุมในป่าสนแดงฝั่งที่รับแสงแดดได้ ก็โกยได้เป็นกอบเป็นกำแล้ว
...
ตัดภาพมาที่เสี่ยวเทา หลังจากกลับมาถึงบ้าน เขาก็เล่าเรื่องที่เยว่เฟิงพาขึ้นเขาไปล่าสัตว์ให้หลี่เหวินถงฟังอย่างละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว
ความจริงแล้ว หลี่เหวินถงกับเยว่เล่ยเป็นเพื่อนบ้านที่คบหากันมานานกว่ายี่สิบปี นิสัยใจคอของอีกฝ่ายต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันดี วันแรกที่เยว่เฟิงเอาของไปขายในเมือง ลุงหลี่ก็แอบสะกดรอยตามไปห่างๆ ตามคำไหว้วานของเพื่อนรัก เพียงแต่เยว่เฟิงยังอ่อนหัดเกินกว่าจะรู้ตัว
เยว่เฟิงไปตั้งแผงตรงไหน ขายให้ใคร หรือแม้กระทั่งขายได้เงินมาเท่าไหร่ ลุงหลี่ก็พอจะเดาออกคร่าวๆ ทั้งหมด
ดังนั้น การที่เยว่เฟิงมาชวนเสี่ยวเทาให้เข้าร่วมทีมหาเงินด้วยกันครั้งนี้ ลุงหลี่จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธเลย
ต่อให้ฝีมือการปล่อยเหยี่ยวจะยังไม่เอาไหน แต่การได้เรียนรู้วิชาไปพลางๆ และจับของป่าได้บ้าง ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ลูกชายอยู่บ้านเฉยๆ เป็นไหนๆ ต่อให้ทั้งวันจับไก่เฟยหลงได้แค่สองตัว เอาไปขายในเมืองก็ได้เงินตั้งสองหยวนกว่าแล้ว
เมื่อก่อน พอหิมะแรกตก หลี่เหวินถงก็มักจะเข้าป่าไปวางกับดักดักหมูป่าหรือเก้งกลับมาได้เสมอ เสี่ยวเทาเลยแอบกังวลว่าพ่อของตนที่หยิ่งในศักดิ์ศรี จะไม่ยอมลดตัวลงมาทำอาชีพพรานเหยี่ยวล่าสัตว์เล็กๆ แบบนี้
แต่พอได้รับไฟเขียวจากพ่อ ความกังวลในใจของเสี่ยวเทาก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จ เสี่ยวเทาก็ถือไฟฉายตรงดิ่งไปยังบ้านตระกูลจางทันที เขาเล่าเรื่องนี้ให้สองพี่น้องฟัง พร้อมกับย้ำว่าเยว่เฟิงยินดีจะพาพวกเขาสร้างรายได้ โดยที่พวกเขาไม่ต้องเสียเงินลงทุนอะไรเลยแม้แต่แดงเดียว พอได้ยินข้อเสนอสุดเย้ายวนนี้ จางเซี้ยวเหวินกับจางเซี้ยวอู่ก็ตอบตกลงทันทีแบบไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง
ทั้งสามคนนัดแนะกันเสร็จสรรพ ว่าพรุ่งนี้สายๆ จะไปรวมตัวกันที่บ้านเยว่เฟิง
เช้าวันต่อมา เวลาตีสามครึ่ง เยว่เฟิงก็เด้งตัวตื่นขึ้นมาสวมเสื้อผ้าแต่เช้ามืด จักรยานของเลขาธิการหมู่บ้านใช่ว่าจะขอยืมได้ทุกวัน ในยุคนี้ พาหนะหลักในการเดินทางก็ยังคงต้องพึ่งพาสองขาของตัวเองเป็นหลัก
เยว่เฟิงสะพายกระเป๋าที่บรรจุไก่เฟยหลงและไก่ป่าซาปั้นที่ล่ามาได้เมื่อวาน เดินไปรอที่หน้าบ้านเสี่ยวเทาเพียงไม่กี่นาที เสี่ยวเทาที่แต่งตัวทะมัดทะแมงพร้อมลุยก็เดินออกมา
"ไปกันเถอะ!"
เยว่เฟิงส่งสัญญาณ สองพี่น้องก็เดินเคียงคู่กันไปตามถนนดินมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้าน แล้วค่อยๆ ถูกกลืนหายไปในความมืดมิดของยามวิกาล
การมีเสี่ยวเทาเดินเป็นเพื่อนคุยตลอดทาง ทำให้เยว่เฟิงไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเหมือนตอนที่ต้องเดินฉายเดี่ยว เสี่ยวเทายิงคำถามเรื่องราวในเมืองไม่หยุดปาก เยว่เฟิงก็เลือกตอบบ้างตามความเหมาะสม ใช้เวลาเดินแค่ชั่วโมงกว่าๆ ทั้งคู่ก็มาถึงตลาดมืดโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย
เนื่องจากวันนี้ออกเดินทางช้ากว่าปกติครึ่งชั่วโมง กว่าจะมาถึงตลาดมืด ท้องฟ้าก็เริ่มสางแล้ว
[จบตอน]