- หน้าแรก
- เกิดใหม่พลิกชีวิตด้วยวิถีพราน รวยล้นฟ้าในยุค แปดศูนย์
- บทที่ 8 ฤกษ์งามยามดี คืนนี้มีไก่กิน!
บทที่ 8 ฤกษ์งามยามดี คืนนี้มีไก่กิน!
บทที่ 8 ฤกษ์งามยามดี คืนนี้มีไก่กิน!
บทที่ 8 ฤกษ์งามยามดี คืนนี้มีไก่กิน!
ไก่ป่าซาปั้นรุ่นกระทงตัวเมีย ซึ่งตัวเล็กกว่าตัวเต็มวัยอยู่เกือบครึ่ง กำลังก้มหน้าก้มตาจิกกินแมลงอยู่ใต้พุ่มไม้ ปากก็ส่งเสียงร้องเบาๆ ไปด้วย
โอกาสทองขนาดนี้มีหรือที่เยว่เฟิงจะปล่อยให้หลุดมือ เขาจัดการต่อสายยาวนิรภัย แล้ว 'กำปล่อย' ส่งเหยี่ยวพุ่งออกจากมือทันที
เห็นเพียงเจ้าเย่าจื่อเขียวพุ่งวาบออกไปราวกับสายฟ้าแลบ บินเลี่ยยอดหญ้าด้วยความเร็วสูง พอเข้าใกล้พุ่มไม้ มันก็หักหัวดิ่งลงตะปบเหยื่ออย่างรุนแรง วินาทีต่อมาเสียงร้องโหยหวนของไก่ป่าซาปั้นก็ดังขึ้น
โป้งเดียวจอด!!
มิน่าล่ะ พวกครูบาอาจารย์รุ่นเก่าถึงได้พิถีพิถันเรื่องการคัดเลือกเหยี่ยวนักหนา
การเลือกสำคัญกว่าความพยายามจริงๆ เหยี่ยวที่ต้นทุนดีแบบนี้ ไม่ว่าจะเอามาฝึกหรือเอาไปใช้งานจริง มันช่างง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก!
การออกล่าจริงครั้งแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แค่เดินพ้นหมู่บ้านมาไม่ถึงห้าร้อยเมตรก็ได้เรื่องแล้ว!
เยว่เฟิงข่มใจรออยู่ประมาณเจ็ดแปดวินาที จากนั้นจึงค่อยๆ สาวเชือกเดินเข้าไปหาจุดที่เหยี่ยวลงจอดอย่างใจเย็น
ใต้พุ่มไม้ กรงเล็บแข็งแกร่งของเจ้าเย่าจื่อเขียวกดล็อคร่างไก่ป่าซาปั้นไว้อย่างแน่นหนา หัวของมันผงกขึ้นลงจิกทึ้งขนเหยื่ออย่างเมามัน แม้เยว่เฟิงจะเดินเข้าไปใกล้จนชิดตัว มันก็ไม่ตื่นกลัว พอถอนขนรอบคอไก่จนเกลี้ยง มันก็ฉีกหนังและเริ่มสวาปามเนื้อสดๆ คำโต
การล่าครั้งแรกสำเร็จสวยงาม เยว่เฟิงไม่ได้รีบร้อนเข้าไปแย่งเหยื่อ แต่ปล่อยให้เจ้าเย่าจื่อกินรางวัลของมันไปก่อน จนกระทั่งมันกลืนหัวและคอไก่ลงท้องไปจนหมด เยว่เฟิงถึงได้ถอดถุงมือข้างซ้ายออก แล้วเอาไปคลุมร่างไก่ที่เหลือใต้กรงเล็บเหยี่ยว
พอมองไม่เห็นเหยื่อ เจ้าเย่าจื่อก็คลายกรงเล็บออกโดยสัญชาตญาณ เยว่เฟิงใช้มือขวารวบสายเหลี่ยงไคให้มันขึ้นมาเกาะบนมือ ส่วนมือซ้ายก็คว้าซากไก่ไร้หัวซ่อนไว้ข้างหลัง แล้วหันหลังเดินกลับบ้านทันที
ล่าสำเร็จแล้ว ภารกิจวันนี้ถือว่าจบสิ้น เหยี่ยวที่เพิ่งเป็นงานใหม่ๆ ไม่ควรให้ล่าเยอะเกินไป ต้องค่อยเป็นค่อยไป
หัวกับคอไก่ป่าซาปั้นถือว่าหนักท้องกว่านกกระจอกพอสมควร ตอนนี้ในกระเพาะพักมี 'อาหารเลือด' ตกถึงท้องแล้ว ขืนปล่อยให้ล่าต่อ มีแนวโน้มสูงที่มันจะไม่ตั้งใจล่า เผลอๆ นอกจากจะไม่ได้เหยื่อแล้ว ยังจะทำให้เหยี่ยว 'เสียนิสัย' ไปเปล่าๆ
พอกลับถึงบ้าน เวลาเพิ่งจะหกโมงสิบนาที แม่ทำข้าวเช้าเสร็จแล้ว แต่น้องเล็กจิ้งจิ้งยังไม่ตื่น
เยว่เฟิงค่อยๆ ผลักประตูห้องตะวันออกเข้าไป แล้วกระซิบเรียก "จิ้งจิ้ง ตื่นมากินไก่ป่าซาปั้นเร็ว!"
แม่หนูน้อยที่กำลังหลับสนิท พอได้ยินคำว่า 'ไก่ป่าซาปั้น' ก็เด้งตัวขึ้นจากที่นอนแทบจะทันทีราวกับปฏิกิริยาอัตโนมัติ
เยว่เฟิงเอียงตัวบังไม่ให้น้องเห็นเหยี่ยว แล้วชูซากไก่ไร้หัวแกว่งไปมาตรงหน้า
"ดูสิ วันนี้พี่พาเหยี่ยวไปประเดิมสนามจับมาได้! รีบลุกเร็ว เดี๋ยวให้แม่หมกขี้เถ้าก้นเตาให้กิน!"
"หูว จับได้จริงๆ ด้วย! ทำไมไก่ตัวนี้ไม่มีหัวล่ะ?" จิ้งจิ้งขยี้ตา พอตื่นเต็มตาก็เริ่มสำรวจเหยื่อที่พี่ชายเอามาอวด
"หัวกับคอเสร็จเหยี่ยวไปแล้ว! ตัวไก่ที่เหลือเป็นของเธอ!"
"พี่รองใจดีที่สุด! เย้ ได้กินไก่แล้ว!!" ความสุขของเด็กน้อยช่างเรียบง่าย แค่มีไก่กินก็กระโดดโลดเต้นวิ่งแจ้นไปหาแม่
อันที่จริงไก่ป่าซาปั้นตัวไม่ใหญ่มาก ตัวผู้เต็มวัยหนักแค่ครึ่งชั่ง (2.5 ขีด) แต่วันนี้เยว่เฟิงจับได้ตัวเมียรุ่นกระทง หนักไม่ถึง 4 ขีดด้วยซ้ำ พอหักส่วนหัวกับคอออก เนื้อล้วนๆ ที่เหลืออยู่น่าจะไม่ถึง 2 ขีด
แต่ถึงอย่างนั้น น้องเล็กก็พอใจมากแล้ว แม่ไม่ได้ถอนขนไก่ แต่โยนทั้งตัวลงไปในเตาไฟใต้ฟืน
ไม่นานกลิ่นไหม้ฉุนกึกของขนไก่ก็ลอยเตะจมูก จิ้งจิ้งนั่งเฝ้าหน้าเตาไม่ห่าง จนกระทั่งสุก แม่ก็เขี่ยก้อนถ่านดำๆ ออกมาจากกองขี้เถ้า
วิธีกินแบบนี้คล้ายกับการเผานกพิราบ แม้ภายนอกจะดูดำเมี่ยมจนไม่น่ากิน แต่พอลอกหนังที่ไหม้เกรียมพร้อมขนออก เนื้อข้างในจะแดงระเรื่อสุกกำลังดี เวลากินแค่ควักเครื่องในออกมาทั้งพวง ที่เหลือก็กินได้หมด
แม่จัดการลอกหนังทำความสะอาดไก่เผาจนเรียบร้อย แล้วยื่นให้น้องเล็กที่น้ำลายแทบจะหกถึงพื้น
"จะกินเลยเหรอ?" เยว่เฟิงมองน้องสาวด้วยสายตาเอ็นดู แกล้งถามเสียงเข้ม
"หือ?" จิ้งจิ้งเงยหน้ามองพี่ชายด้วยแววตาใสซื่อปนงงงวย
"บิดน่องไก่สองข้าง ให้พ่อกับแม่ชิมด้วย! ส่วนเธอเอาเนื้อหน้าอกไปกิน!" เยว่เฟิงสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"อื้อ!" ถึงจะเสียดาย แต่จิ้งจิ้งก็เชื่อฟังพี่ชาย เธอฉีกน่องไก่เล็กจิ๋วสองข้างยื่นให้พ่อกับแม่
พ่อแม่รู้ดีว่าเยว่เฟิงกำลังสอนน้อง ก็ไม่ได้ขัดศรัทธา รับน่องไก่ไปชิมพอเป็นพิธี
"เนื้อไก่อร่อยจังเลย!" จิ้งจิ้งฉีกเนื้อหน้าอกเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ จนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
"ถ้าเหยี่ยวเชื่องดีแล้ว เดี๋ยวพี่จะจับมาให้กินทุกวัน! ระวังกระดูกด้วยล่ะ อย่ากินมูมมามเดี๋ยวติดคอ!" เยว่เฟิงเตือนยิ้มๆ
มื้อเช้าอันเรียบง่ายผ่านไปโดยมีเยว่เฟิงนั่งกินข้าวพลางคอนเหยี่ยวไปด้วย
พ่อพอได้ฟังวีรกรรมเมื่อเช้า ก็ยิ่งชื่นชมเจ้าเย่าจื่อเขียวตัวนี้หนักเข้าไปอีก
ตลอดทั้งวัน เยว่เฟิงยังคงกำเหยี่ยวเดินเล่นรอบหมู่บ้าน เพื่อให้มันชินคนยิ่งขึ้น ตกเย็นเขาก็ใช้นกกระจอกตัวสุดท้ายมาทบทวนบทเรียนการล่าในลานบ้านอีกรอบ แล้วนั่งคอนเหยี่ยวถึงเที่ยงคืนก่อนเข้านอน
เมื่อวานเหยี่ยวได้กิน 'อาหารเลือด' ไปสองมื้อ เช้านี้พอสำรอกก้อนขนออกมา ความหิวกระหายเลือดก็พุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีกระดับ ตอนเช้าเยว่เฟิงกำเหยี่ยวเดินออกจากบ้าน ยังไม่ทันถึงริมแม่น้ำ ก็เจอเข้ากับร่องรอยของเหยื่อ
'นกเขาใหญ่ลายเสือ' (Oriental Turtle Dove) ตัวเบ้อเริ่ม กำลังเดินนวดนาดอยู่ริมทาง ห่างจากเยว่เฟิงไปไม่ถึงสิบเมตร
นกเขาใหญ่ลายเสือแถบภูเขา ตัวผู้ตัวโตกว่าไก่ป่าซาปั้นเสียอีก ช่วงนี้เป็นฤดูสะสมไขมัน อาหารการกินในไร่อุดมสมบูรณ์ เจ้านกเขาตัวนี้เลยอ้วนกลมจนแทบจะเดินไม่ไหว
จากประสบการณ์ในชาติก่อน เยว่เฟิงรู้ดีว่านกเขาไม่ใช่เหยื่อที่เหมาะจะเอามาฝึกเหยี่ยวเท่าไหร่ ขนนกเขามันหลุดง่าย ถ้าเหยี่ยวจับไม่ดีอาจจะได้แค่กำขนเต็มกรงเล็บ ส่วนตัวนกบินหนีไปนานแล้ว
ถ้าเป็นเวลาปกติ เยว่เฟิงคงไม่ปล่อยเหยี่ยวเสี่ยงดวงถ้าไม่มั่นใจ แต่วันนี้เจ้านกเขาอ้วนตัวนี้มันช่างท้าทายอำนาจมืดเหลือเกิน เขาเดินเข้าไปจนเหลือระยะแค่เจ็ดแปดเมตรแล้ว มันยังไม่บินหนี ยังคงก้มหน้าก้มตาจิกกินอาหารข้างทางสบายใจเฉิบ
นี่มันยั่วยวนกันชัดๆ! หยามกันขนาดนี้... ถ้าอาไม่ยอม ป้าข้างบ้านก็คงไม่ยอม!
เยว่เฟิงตัดสินใจเด็ดขาด ปล่อยเหยี่ยวทันที
เจ้าเย่าจื่อเขียวในมือเยว่เฟิงดิ้นขลุกขลักอยากจะออกล่าเต็มแก่แล้ว พอได้รับอิสระ มันก็พุ่งตัวออกไปราวกับก้อนอิฐสีดำติดระบบนำวิถี กระแทกเข้าใส่เจ้านกเขาอ้วนเต็มรัก
"กรู๊กกก!"
เจ้านกเขาใหญ่ที่เมื่อกี้ยังทำซ่างไม่กลัวคน ตอนนี้ถูกเจ้าเย่าจื่อเขียวกดล็อคติดพื้นแน่นสนิท แทบไม่มีโอกาสได้ดิ้นรน ก็เสร็จเรียบร้อย
[จบตอน]