- หน้าแรก
- เนตรทองคำ ล่าขุมทรัพย์พลิกโลก
- บทที่ 98 - เตรียมพร้อมก่อนศึก
บทที่ 98 - เตรียมพร้อมก่อนศึก
บทที่ 98 - เตรียมพร้อมก่อนศึก
บทที่ 98 - เตรียมพร้อมก่อนศึก
"รถอะไร ทำไมถึงคิดว่าพวกเขาตามมา"
หลังจากแปลกใจ เย่เทียนก็ถามด้วยความอยากรู้
เจสันกลายเป็นสายลับไปแล้วเหรอ สายตาเฉียบคมขนาดนี้ มองออกด้วยว่ามีคนสะกดรอย
นี่มันบนสะพานแมนฮัตตันนะ รถแน่นขนัดหน้าหลัง ไม่เหมือนตอนไปลองไอส์แลนด์ที่ถนนโล่งแทบไม่มีรถ
"ฟอร์ดสีเขียวขี้ม้า ฉันเคยขับรุ่นนี้มาก่อน เห็นตั้งแต่ที่โซเธอบีส์แล้ว ตอนนั้นก็มองผ่านๆ แต่ระหว่างทางเห็นในกระจกหลังตั้งหลายรอบ ตามหลังมาตลอด ก็เลยคิดว่าพวกนั้นสะกดรอย"
"อ๋อ แบบนี้นี่เอง นึกว่าจ้างอดีตสายลับมาซะอีก"
เย่เทียนพูดติดตลก พร้อมกับมองกระจกข้างฝั่งขวาดูสถานการณ์ด้านหลัง
ไม่นานเขาก็เจอรถฟอร์ดคันนั้น ห่างออกไปสองสามคัน ตัวรถสีเขียวขี้ม้าดูสะดุดตา รถสภาพกลางเก่ากลางใหม่ ในรถมีคนสามสี่คน
"จะสลัดให้หลุดไหม ฝีมือขับรถฉันไม่ด้อยกว่าพวกสายลับหรอกนะ"
เจสันพูดอย่างตื่นเต้น ไอ้หนุ่มนี่ดันเชื่อเรื่องล้อเล่นจริงจังซะงั้น
"ไม่ต้อง นี่มันกลางวันแสกๆ แถมอยู่บนสะพานแมนฮัตตัน ต่อให้พวกมันพุ่งเป้ามาที่ฉัน ก็ไม่มีทางลงมือตรงนี้หรอก ลงมือแล้วจะหนียังไง
อีกอย่าง เราขับรถขายอาหารหัวตัด รถใหญ่ขนาดนี้ สีก็เด่น แถมเครื่องยนต์แค่นี้ เราจะหนีใครพ้น"
เย่เทียนยิ้มส่ายหน้า ดับฝันเพ้อเจ้อของเจสันจนมอด
"นายพูดถูก สถานการณ์ตอนนี้มันเป็นแบบนั้นจริงๆ"
"อย่าเพิ่งรีบ ฉันขอดูให้ชัดๆ ก่อน อาจจะระแวงกันไปเอง อาจจะแค่ทางเดียวกันก็ได้"
จากนั้น เย่เทียนก็ใช้มือถือเปิดกล้องวงจรปิดท้ายรถ เริ่มจับตาดูผู้สะกดรอย
นิ้วเลื่อนบนหน้าจออย่างรวดเร็ว ดึงภาพเข้ามา ล็อกภาพ ขยายภาพ ต่อเนื่องกันไม่กี่จังหวะ สถานการณ์ในรถฟอร์ดก็ปรากฏชัดเจนต่อสายตา
ในรถฟอร์ดมีสี่คน คนขาวสองคน คนเชื้อสายลาตินหนึ่งคน คนผิวดำหนึ่งคน อายุยี่สิบต้นๆ กันทั้งนั้น
พวกมันน่าจะกำลังเปิดเพลงฮิปฮอปอยู่ แต่ละคนโยกหัวโบกไม้โบกมือ จากการแต่งตัว สีหน้า และท่าทาง ดูออกเลยว่าเป็นพวกกุ๊ยข้างถนน
ถึงจะไม่ได้ยินเสียง แต่จากแววตาอำมหิตของไอ้หนุ่มผิวขาวคนขับ เย่เทียนมั่นใจได้เลยว่า เจสันเดาถูก ตนเองโดนสะกดรอยแล้ว
คิดได้ดังนั้น หัวใจเขาก็หนักอึ้งลงทันที สีหน้าเคร่งเครียดขึ้น
เขาเข้าใจดีว่า ถ้าพวกกุ๊ยพวกนี้ตามรอยเขาจริงๆ สถานการณ์จะรุนแรงกว่าครั้งก่อนมาก
ก่อนหน้านี้พวกเวลช์เป็นนักล่าสมบัติอาชีพ มีครอบครัว มีธุรกิจ จะทำอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลัง ไม่กล้าบุ่มบ่ามเสี่ยงตาย ขอแค่ระวังตัวหน่อย ความเสี่ยงก็ลดลงเยอะ
แต่วันนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง
ไอ้พวกกุ๊ยนี่มันเป็นพวกล่อนจ้อนไม่มีอะไรจะเสีย อยู่ในวัยที่เลือดร้อนที่สุด บ้าบิ่นที่สุด ทำอะไรไม่สนกฎเกณฑ์ สถานการณ์ไหนก็เกิดขึ้นได้ คาดเดาไม่ได้เลย
พวกมันตามมาได้ยังไง มาจากไหน เย่เทียนคิดจนหัวแทบแตกก็คิดไม่ออก
ศัตรูนักล่าสมบัติเหรอ ตระกูลฟอสเตอร์เหรอ พวกกุ๊ยพวกนี้เป็นคนที่พวกเขาจ้างมาจัดการตนหรือเปล่า
ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว แล้วก็โดนเย่เทียนปัดทิ้งทันที
คนปัญญาอ่อนเท่านั้นแหละที่จะจ้างกุ๊ยข้างถนนทำงาน นี่เป็นกลุ่มคนที่ไร้สัจจะที่สุด และไว้ใจไม่ได้ที่สุด
จ้างแล้วจะทำงานสำเร็จไหมไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือหาเหาใส่หัว อย่าหวังว่าพวกมันจะเก็บความลับ
ในเมื่อคิดไม่ออก ก็เลิกคิด เจออะไรก็แก้กันไป ดีที่เตรียมตัวไว้บ้างแล้ว
"เจสัน เคยเห็นพวกนี้ไหม ใช่พวกกุ๊ยแถวอพาร์ตเมนต์เราหรือเปล่า"
เย่เทียนขยายภาพจากกล้อง ยื่นให้เจสันดู
"ไม่เคยเห็น หน้าแปลกๆ ไม่น่าใช่คนแถวอพาร์ตเมนต์ ถ้าเป็นรถคันนี้มาป้วนเปี้ยนแถวอพาร์ตเมนต์ ฉันต้องจำได้แน่"
เจสันส่ายหน้า
พอเห็นว่าคนสะกดรอยเป็นพวกกุ๊ย เขาก็เริ่มตระหนักถึงความร้ายแรง สีหน้าเปลี่ยนเป็นย่ำแย่
"ลงสะพานแล้วค่อยดูสถานการณ์ อย่าเพิ่งกลับอพาร์ตเมนต์ ถ้าพวกมันยังตามมา ก็ตรงไปสถานีตำรวจเลย ฉันจะคอยดูตลอด นายตั้งใจขับรถก็พอ"
"โอเค มีอะไรบอกฉันทันทีนะ"
เจสันรับคำ ขับรถด้วยความตั้งใจกว่าเมื่อกี้เยอะ
จากนั้น เย่เทียนก็เริ่มจับตาดูสถานการณ์ด้านหลังตลอดเวลา
ระหว่างนั้นเขาก็สลับไปดูภาพจากกล้องที่บ้าน
โชคดีที่บ้านไม่มีปัญหาอะไร กล้องสี่ตัวที่เชื่อมต่อคลาวด์เปิดอยู่ครบ จับตาดูทุกอย่างในบ้าน เบตตี้ไม่อยู่บ้าน ไม่ต้องห่วง
หลังจากลงสะพาน สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป
ขับไปได้ไม่นาน รถฟอร์ดคันหลังก็หายไปจากจอมอนิเตอร์ เลี้ยวไปอีกทาง
เย่เทียนโล่งอกทันที บางทีเขาและเจสันอาจจะระแวงไปเอง พวกกุ๊ยแค่อาจจะไปทางเดียวกัน
ยกเลิกสัญญาณเตือนภัย ทั้งสองขับรถขายอาหารกลับอพาร์ตเมนต์
แต่ทว่า ในวินาทีสุดท้ายที่เลี้ยวเข้าประตูตึก หางตาเย่เทียนเหลือบไปเห็นรถฟอร์ดสีเขียวขี้ม้าค่อยๆ ขับผ่านมุมถนนทางขวา
"พุ่งเป้ามาที่ฉันจริงๆ ด้วย แถมตามมาถึงอพาร์ตเมนต์ ซวยบัดซบ"
เย่เทียนสบถด้วยความโกรธ
เขาจ้องมองรถฟอร์ดที่ตามรังควานไม่เลิกคันนั้นเขม็ง แล้วเดินเข้าอพาร์ตเมนต์
ตอนนี้อารมณ์เขาดิ่งลงเหว แต่ลึกๆ ในแววตากลับมีความตื่นเต้นกระหายเลือดวูบหนึ่ง
เจสันที่เดินเข้าตึกไปก่อนไม่เห็นฉากที่มุมถนน เย่เทียนก็ไม่คิดจะบอก เรื่องนี้รับมือเองดีกว่า
ถ้าพวกกุ๊ยพวกนี้บุกเข้ามาในอพาร์ตเมนต์จริงๆ ต้องพกปืนมาแน่
เขามีพลังมองทะลุ แถมมีกล้องวงจรปิดทั้งในและนอกห้อง ในตู้เก็บปืนก็มีอาวุธสังหาร พอจะรับมือแขกไม่ได้รับเชิญพวกนี้ได้
ให้เจสันเข้ามายุ่งอาจจะยิ่งวุ่นวาย นอกจากจะทำให้เขาเสียสมาธิ ยังทำให้ใช้พลังมองทะลุได้ไม่เต็มที่ การกระทำจะติดขัดไปหมด
อีกอย่างคือ ปืนห้ามให้คนอื่นยืมเด็ดขาด ต่อให้ใช้ป้องกันตัว ก็จะนำปัญหาตามมาเป็นพรวน เพิ่มตัวแปรที่ไม่จำเป็นอีกเพียบ
ส่วนเรื่องที่รถคันนั้นตามมาได้ยังไง เย่เทียนคิดแป๊บเดียวก็เข้าใจ
ไอ้พวกเวรนี่ต้องรู้ว่าเขาอยู่บรูคลิน บวกกับรถขายอาหารสีน้ำเงินอัญมณีที่เด่นสะดุดตา ต่อให้ทิ้งห่างสักร้อยสองร้อยเมตรก็ไม่คลาดสายตา ที่พวกมันเลี้ยวเข้าทางแยกเมื่อกี้ ก็แค่สับขาหลอกเท่านั้นเอง
ในเมื่อพวกแกแส่หาที่ตายเอง งั้นพี่ก็จะต้อนรับขับสู้ให้อย่างดี
กลับถึงที่พัก เย่เทียนรีบเชื่อมต่อกล้องวงจรปิดทั้งหมดเข้ากับคอมพิวเตอร์และไอแพด
นอกจากกล้องในอพาร์ตเมนต์ ยังมีกล้องจากรถขายอาหารที่จอดอยู่ไม่ไกลจากหน้าตึก
ทันใดนั้น สถานการณ์ทั้งในและนอกอพาร์ตเมนต์ รวมถึงบนถนนหน้าตึก ก็ปรากฏชัดเจนต่อสายตา มองเห็นหมดจด ไม่มีใครหรืออะไรเล็ดลอดไปได้
จากนั้นเขาก็เปิดตู้เก็บปืน หยิบปืนพกสี่กระบอก แม็กกาซีนจำนวนมาก และกระสุน 9 มม. บราวน์นิงกล่องใหม่เอี่ยมออกมา เริ่มกดกระสุนใส่แม็กกาซีน
"คลิก คลิก คลิก..."
เสียงกดกระสุนลงแม็กกาซีนดังกังวานในห้อง ฟังดูไพเราะ แต่ก็แฝงกลิ่นอายสังหาร
ขณะเดียวกัน เย่เทียนจ้องหน้าจอมอนิเตอร์เขม็ง ไม่ปล่อยผ่านแม้แต่ภาพเดียว
พอกดกระสุนถึงแม็กกาซีนที่สิบ ภาพในจอเมอนิเตอร์ก็เปลี่ยนไป รถฟอร์ดสีเขียวขี้ม้าคันนั้นขับมาจากท้ายถนน มาจอดข้างรถขายอาหาร
เห็นภาพนี้ เย่เทียนตึงเครียดขึ้นมาทันที
"แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก"
แม็กกาซีนที่บรรจุกระสุนเต็มถูกยัดใส่ปืนพกสี่กระบอกอย่างรวดเร็ว ปลดเซฟตี้พร้อมกัน ดึงสไลด์ ขึ้นลำ
พริบตาเดียว ปืนพกสี่กระบอกก็อยู่ในสภาพพร้อมยิง
รถฟอร์ดจอดสนิท ไอ้หนุ่มสองคนลงมาจากรถ คนผิวดำหนึ่ง คนลาตินหนึ่ง
ทั้งสองเดินวนรอบรถขายอาหาร แล้วเงยหน้ามองอพาร์ตเมนต์ จากนั้นก็มุดกลับเข้ารถ ขับออกไปอย่างรวดเร็ว
"ฟู่ว"
เย่เทียนถอนหายใจ อย่างน้อยการต่อสู้ก็ยังไม่เริ่มตอนนี้ เขายังเตรียมตัวให้พร้อมกว่านี้ได้
"ไม่รู้ว่าใครจะเป็นผีตนแรกที่สังเวยให้กับปืนพวกนี้ บางทีชะตากรรมของพวกแกอาจจะเหมือนกันหมด"
เย่เทียนพูดด้วยรอยยิ้มเย็นชา
จากนั้นเขาก็เข้าเซฟปืน แล้วกดกระสุนใส่แม็กกาซีนเปล่าที่เหลือต่อ
ไม่นาน แม็กกาซีนสิบหกอันก็เต็มหมด วางเรียงคู่กับปืนพกสี่กระบอก แผ่รังสีอำมหิต รอการใช้งานจริงครั้งแรก
ต่อมา เขาหยิบเสื้อเกราะกันกระสุนออกมา กางไว้บนเตียง มีดกุร์กคากับมีดต่อสู้เยอรมันก็วางไว้ตรงหน้าเช่นกัน คมกริบวาววับ
อุปกรณ์ทุกชิ้นวางอยู่ในระยะที่มือเอื้อมถึง ขอแค่ภาพในจอมอนิเตอร์ผิดปกติ สัญญาณเตือนดังขึ้น แค่สิบกว่าวินาที เขาก็จะแปลงร่างเป็นคลังแสงเคลื่อนที่ พร้อมซัดหน้าแขกไม่ได้รับเชิญทุกคน
ทุกอย่างพร้อมสรรพ
ได้เวลาโทรหาเบตตี้แล้ว คืนนี้เธอห้ามกลับมาเด็ดขาด
โทรศัพท์ต่อติดอย่างรวดเร็ว คุยเล่นกันสองสามคำ เย่เทียนก็เข้าเรื่องทันที
"ที่รัก คืนนี้คุณไปนอนที่ห้องเจนนิเฟอร์นะ อย่ากลับมาที่อพาร์ตเมนต์ ทางนี้อาจจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น"
"อา เรื่องไม่ดีอะไรคะ"
เบตตี้ถามด้วยความตกใจ น้ำเสียงเจือความตื่นตระหนก เห็นได้ชัดว่าตกใจนิดหน่อย
เย่เทียนไม่ปิดบัง เล่าเรื่องที่มีคนสะกดรอยตามมาถึงบ้านให้ฟัง
และเพื่อให้เบตตี้วางใจ เขาบอกด้วยว่าตัวเองเตรียมพร้อมอาวุธครบมือ เตรียมรบเต็มที่ และกะว่าจะโชว์การเตรียมพร้อมพวกนี้ให้ดูผ่านกล้องวงจรปิดเดี๋ยวนี้เลย
ได้ฟังคำอธิบาย เบตตี้ก็วางใจลงหน่อย แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ
"ที่รัก แจ้งตำรวจไม่ได้เหรอคะ ทำไมต้องไปปะทะกับพวกเขาด้วย อันตรายออก"
เย่เทียนยิ้มขื่น แล้วอธิบายว่า
"จะแจ้งยังไง เหตุผลคืออะไร คุณบอกว่าโดนสะกดรอย เขาจะบอกว่าทางเดียวกัน ตราบใดที่ยังไม่เกิดเรื่อง ตำรวจไม่มีทางยุ่งหรอก แต่พอเกิดเรื่องแล้ว ตำรวจค่อยมายุ่งมันก็สายไปแล้ว
ในเรื่องนี้ บทบาทของตำรวจคือหลังจากเกิดอาชญากรรมแล้ว พวกเขาคือนักเก็บกวาดที่ดีที่สุด การแก้ปัญหาครั้งนี้ สุดท้ายแล้วก็ต้องพึ่งตัวเอง หวังพึ่งคนอื่นไม่ได้หรอก"
"ที่คุณพูดก็ถูก แจ้งตำรวจก่อนเกิดเหตุมันไม่มีประโยชน์จริงๆ"
เบตตี้คิดตามนิดหนึ่ง ก็เข้าใจทันทีว่าเย่เทียนพูดถูก
"และด้วยอาชีพของผมตอนนี้ รวมถึงการรวยทางลัดติดต่อกันหลายครั้ง คนที่อิจฉาจนตาแดงก่ำมีไม่น้อยแน่ คนที่ยอมเสี่ยงตายก็มีถมไป
เรื่องนี้ต้องเกิดไม่ช้าก็เร็ว ในเมื่อเจอแล้ว ก็หนีไม่ได้ ผมต้องการการต่อสู้สักครั้งเพื่อแสดงความแข็งแกร่ง เตือนทุกคนว่า ที่นี่ไม่มีหมูให้เคี้ยว"
เบตตี้เงียบไป
ผลงานการล่าสมบัติของเย่เทียนมันเจิดจรัสเกินไป หาเงินง่ายกว่าปล้นธนาคารอีก จะให้คนไม่บ้าคลั่งด้วยความอิจฉาได้ไง ในสังคมที่บูชาเงินอย่างอเมริกา รวยเปรี้ยงปร้างขนาดนี้ จะไม่ให้คนจ้องเล่นงานได้ยังไง
เงียบไปไม่กี่วินาที เบตตี้ก็พูดด้วยความเป็นห่วง
"ในเมื่อคุณตัดสินใจแล้ว ก็ทำเถอะค่ะ แต่ต้องระวังตัวด้วยนะ"
"วางใจเถอะ ไม่เกิดปัญหาอะไรหรอก ชีวิตที่มีความสุขเพิ่งจะเริ่มต้น ผมยังเสพสุขไม่พอเลย"
เย่เทียนยิ้มพูดอย่างมั่นใจ จากนั้นก็เริ่มแจกแจงงานให้เบตตี้
"ที่รัก ถึงคืนนี้คุณจะไปพักที่ห้องเจนนิเฟอร์ แต่ก็ช่วยผมได้นะ ไม่ใช่แค่นั่งดูเฉยๆ แถมมีประโยชน์มากด้วยนะ"
"หา ฉันอยู่แมนฮัตตันจะช่วยคุณยังไง อยู่ห่างตั้งไกล"
เบตตี้ถามอย่างสงสัย น้ำเสียงแฝงความตื่นเต้น
"ถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริง ผมจะเตือนคุณทันที ถึงตอนนั้นคุณช่วยดูกล้องวงจรปิดทางไกลได้ แจ้งตำรวจได้ทันที และบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ อนาคตนี่คือหลักฐานชั้นดี
ทางที่ดีคือไลฟ์สดภาพเหตุการณ์ลงเน็ตไปเลย นี่คือหลักฐานที่ทรงพลังที่สุด ใครก็บิดเบือนไม่ได้ ต่อให้ตำรวจก็ปิดบังความจริงไม่ได้ จะได้ไม่มีปัจจัยภายนอกมารบกวน
ถ้าเกิดการยิงปะทะกันจริง ผมอาจจะดูจอมอนิเตอร์ไม่ทัน ไม่เห็นตำแหน่งคนร้ายทันท่วงที แต่คุณดูได้ไง คุณดูกล้องแล้วสั่งการผ่านหูฟัง แล้วผมจะแพ้ได้ยังไง"
"ว้าว ฉันเป็นตาให้คุณได้จากแมนฮัตตัน เท่ชะมัด"
เบตตี้ลืมความกลัวไปหมดสิ้น ตื่นเต้นจนเกือบจะร้องกรี๊ดแล้ว
(จบตอน)