เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 - หญิงงามแห่งอุดรทิศ

บทที่ 42 - หญิงงามแห่งอุดรทิศ

บทที่ 42 - หญิงงามแห่งอุดรทิศ


บทที่ 42 - หญิงงามแห่งอุดรทิศ

จวนตระกูลหวัง เรือนหลัง ยามโพล้เพล้

เมื่อได้รับคำมั่นจากท่านลุง หวังเฉินก็ยิ่งมีความปีติยินดีเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน เขาไปนำของล้ำค่าที่แลกมาได้จากลั่วหยางมาจากจูล่ง ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องไม้จันทน์ม่วงที่สั่งช่างทำขึ้นเป็นพิเศษ พกติดตัวเดินออกจากเรือนกล้วยไม้ มุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง

นับตั้งแต่ตระกูลเหยียนย้ายเข้ามาพึ่งใบบุญตระกูลหวัง หวังโหรวได้จัดสรรที่ดินให้ตามความต้องการของหวังเฉิน และยังแบ่งเรือนทางปีกขวาของคฤหาสน์ตระกูลหวังให้พวกเขาพักอาศัย

ณ สวนดอกไม้ แม้ดวงตะวันจะลาลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่ยังคงได้ยินเสียงหัวเราะหยอกล้อของเหล่าดรุณีแว่วมา

หวังเฉินรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เขาจัดแจงเสื้อผ้าอาภรณ์ให้เรียบร้อย กระชับกล่องใบเล็กในมือแน่น ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไป

ทว่าเพียงก้าวเข้าไปได้สองก้าว เขาก็ต้องชะงักงัน

กลางลานสวนนั้น กลุ่มหญิงสาวกำลังหยอกล้อชมบุปผาแห่งวสันตฤดู แต่มีสตรีผู้หนึ่งซึ่งดูโตกว่าใครเพื่อน นั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนระเบียงทางเดิน เฝ้ามองดูภาพเหล่านั้นอย่างเงียบงัน

ช่างเป็นภาพหญิงงามชมบุปผาที่งดงามจับใจ เหยียนหรูอวี้ในยามนี้ดูงดงามกว่าคราแรกที่ได้พบกันเสียอีก นางนั่งโดดเดี่ยวอยู่ริมระเบียง ใบหน้าแฝงแววโศกศัลย์จางๆ แต่ริมฝีปากกลับประดับรอยยิ้มบางเบา ช่างเป็นภาพที่ชวนให้ผู้พบเห็นเคลิบเคลิ้มหลงใหล

โฉมสะคราญนางใดหนอ นั่งพิงระเบียง เฝ้ารอคอยชายคนรัก

ความโศกศัลย์นั้นเล่า มีไว้เพื่อใคร?

และรอยยิ้มบางเบานั้น มอบให้แก่ผู้ใด?

"แม่นางเหยียน"

เสียงทักทายแผ่วเบาราวกับดังมาจากความฝัน แต่กลับชัดเจนอยู่ตรงหน้า

เหยียนหรูอวี้รีบหันขวับกลับมา นางนึกโกรธตัวเองที่แสดงอารมณ์ออกนอกหน้ามากเกินไป เมื่อเห็นชายหนุ่มตรงหน้า ใบหน้าของนางก็ขึ้นสีแดงระเรื่อดุจโลหิต ยิ่งขับเน้นความงามให้เพิ่มทวีคูณ

"ท่าน... ท่านแม่ทัพหวัง!" เหยียนหรูอวี้ก้มหน้างุดด้วยความขวยเขิน ไม่กล้าสบตาหวังเฉินตรงๆ

หวังเฉินเองก็รู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง แต่ก็ยังยื่นกล่องไม้จันทน์ม่วงในมือไปวางไว้เบื้องหน้านาง กล่าวว่า "นี่เป็นของที่ข้าได้มาจากลั่วหยาง แม้มิใช่ของวิเศษเลิศเลออันใด แต่ก็เป็นน้ำใจเล็กน้อยจากข้า"

"เอ๊ะ?" เหยียนหรูอวี้ยิ่งขัดเขินหนักเข้าไปอีก ไม่กล้ายื่นมือไปรับ และไม่รู้จะเอ่ยวาจาใดดี

เมื่อเห็นดังนั้น หวังเฉินจึงรวบรวมความกล้า เปิดกล่องไม้จันทน์ม่วงออก เผยให้เห็นสร้อยไข่มุกเม็ดงามที่บรรจุอยู่ภายใน

"ของล้ำค่าเช่นนี้ ผู้น้อยมิกล้ารับ..."

หวังเฉินยัดกล่องไม้นั้นใส่มือนางพลางกล่าวว่า "แรมปีไม่ได้พบหน้า หวังว่าเจ้าจะรับของขวัญเล็กน้อยชิ้นนี้ไว้ด้วยรอยยิ้ม"

"ข้า... ท่าน..."

เมื่อเห็นเหยียนหรูอวี้พูดไม่ออก หวังเฉินจึงต้องรวบรวมความกล้า กล่าวว่า "พรุ่งนี้ข้าต้องเดินทางไปเยี่ยนเหมินแล้ว แม้ไม่รู้ว่าใจเจ้าคิดเช่นไร แต่ใจของข้านั้นมั่นคงเพียงนี้ เวลานี้ทางบ้านบีบบังคับให้ข้าแต่งงานกับบุตรสาวตระกูลลิ่งหู แต่ข้าไม่อาจตัดใจจากเจ้าได้ ชาตินี้ขอเพียงมีเจ้า ข้าก็พอใจแล้ว ข้าได้ให้คำมั่นกับผู้ใหญ่ในตระกูลว่า หากข้ายังไม่สามารถกุมอำนาจชายแดนได้อย่างเบ็ดเสร็จ ข้าจะต้องแต่งงานกับคนตระกูลลิ่งหู ขอเพียงเจ้ารอข้าสักหนึ่งปี ต่อให้ต้องก่อพายุโลหิตนองเลือด หรือต้องสังหารคนนับหมื่นลี้ ข้าก็จะกุมอำนาจชายแดนให้ได้ แล้วจะกลับมาแต่งงานกับเจ้า"

เหยียนหรูอวี้มองดูสร้อยไข่มุกในมือ สีหน้าจากที่ทำอะไรไม่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความเปี่ยมสุข ในที่สุดนางก็ตัดสินใจเด็ดขาด กล่าวว่า "ความจริงแล้ว... ข้าเองก็รอท่านอยู่"

แต่ทว่าเมื่อนางรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นมา คนตรงหน้ากลับหายตัวไปเสียแล้ว

ในใจพลันเกิดความรู้สึกว้างโหวงขึ้นมาอย่างประหลาด รสชาติขมฝาดแผ่ซ่านไปทั่ว แต่กระนั้นก็ยังมีความรู้สึกโล่งใจเจือปนอยู่ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แม้เขาจะไม่อยู่ตรงนี้แล้ว แต่อย่างน้อยนางก็ได้ถ่ายทอดความในใจออกไปจนหมดสิ้น

นางหยิบสร้อยไข่มุกเส้นนั้นขึ้นมาดู พบว่าใต้สร้อยมีกระดาษแผ่นหนึ่งวางซ้อนอยู่

'อุดรทิศสถิตนางสะอางโฉม

งามประโลมเลิศหล้าสง่าศรี

เพียงชายตาเมืองล่มจมธานี

มองอีกทีสิ้นแผ่นดินสิ้นแดนไกล

ไยไม่รู้เมืองล่มแลเมืองสลาย

หญิงงามงายยากจักได้มาครอบครอง'

ยามเช้าตรู่ แสงตะวันสาดส่องลงสู่พื้นพสุธา กองทัพที่พักค้างแรมเมื่อคืนเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่ทิศเหนืออย่างช้าๆ

บนหอสูง เหยียนหรูอวี้เฝ้ามองกองทัพนั้นเคลื่อนตัวจากไปเป็นเวลานาน ก่อนจะละสายตากลับมา พึมพำในใจว่า 'ข้าจะรอท่าน!'

บนกำแพงเมืองจินหยาง จางฉีเจ้าเมืองไท่หยวนมองดูกองทัพมหึมาสองหมื่นนายเคลื่อนขบวนจากไป ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง

"ใต้เท้า ไม่ไปส่งสักหน่อยหรือขอรับ" คนสนิทข้างกายกระซิบถาม

"ส่ง?" จางฉีแค่นเสียงเย็น น้ำเสียงเจือความอิจฉาริษยา "ส่งทำไม? เดิมทีทุกสิ่งทุกอย่างนี้ควรจะเป็นของข้า! ผู้ที่ควรจะได้คุมทัพออกศึกแต่แรกควรเป็นข้า! แต่กลับถูกไอ้เด็กแซ่หวังนั่นแย่งชิงไป"

"ใต้เท้า เรื่องมันก็แล้วไปแล้ว ตอนนี้เขาเป็นถึงแม่ทัพหน้า พวกเราล่วงเกินไม่ได้นะขอรับ!"

จางฉีแสดงสีหน้าดูแคลน "ล่วงเกินไม่ได้? ใช่ ล่วงเกินไม่ได้ แต่ไม่ว่าเขาจะเป็นแม่ทัพอะไร ในไท่หยวนนี้คนที่มีอำนาจพูดก็คือข้า! บ้านของเขายังอยู่ที่นี่ ข้าต้องกลัวอะไร?"

"ใต้เท้า..."

จางฉี ยกมือห้ามอีกฝ่ายไม่ให้พูดต่อ สายตาอำมหิตละจากขบวนทัพไกลๆ กลับมา "ได้ยินว่าตระกูลหวังรับอุปการะสตรีแซ่เหยียนนางหนึ่งใช่หรือไม่?"

"ขอรับ ตอนที่โจรโพกผ้าเหลืองอาละวาดที่จี้โจว ตระกูลเหยียนเกือบสิ้นตระกูล หวังเฉินเป็นคนช่วยนางมา แต่คนในตระกูลหวังลือกันว่าเหยียนหรูอวี้ผู้นั้นงามล่มเมือง มีรูปโฉมเป็นเลิศ"

"หึ เจ้าหวังเฉินนี่ซุกซ่อนของดีไว้สินะ!" จางฉีแสยะยิ้มเย็น ใบหน้าฉายแววลำพองใจ ดวงตาฉายแววอำมหิต "ในเมื่อหวังเฉินแย่งโอกาสของข้าไป เช่นนั้นข้าก็จะทำให้มันต้องเจ็บปวดเจียนตาย!"

ณ ทัพกลาง

หวังเฉินไม่อาจขัดศรัทธาของติงหยวนที่ยืนกรานจะมาส่งเขาไปเยี่ยนเหมินได้

ไปก็ไปเถิด แต่หวังเฉินกลับให้ความสนใจชายผู้หนึ่งที่ติดตามอยู่ด้านหลังติงหยวนเป็นพิเศษ

"เฟิ่งเซียน นี่คือหวังกงเจิ้นที่ข้าเล่าให้เจ้าฟัง ทั้งบุ๋นและบู๊ครบเครื่อง ปราบกบฏตะวันออกสยบกบฏตะวันตก ปกป้องบ้านเมืองให้สงบสุข" ติงหยวนชี้มาที่หวังเฉิน แนะนำให้ชายรูปร่างสูงใหญ่สง่างามด้านหลังรู้จัก

"ท่านแม่ทัพหวัง ข้าน้อย 'ลิโป้' (ลวี่ปู้) นามรอง 'เฟิ่งเซียน'!"

ลิโป้! นี่คือลิโป้ผู้ไร้เทียมทานในใต้หล้าคนนั้นหรือ? หวังเฉินแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าจะได้พบเขาที่นี่

"เรียกข้าว่ากงเจิ้นก็พอ พี่เฟิ่งเซียน!" หวังเฉินยิ้มบางๆ ประสานมือคารวะลิโป้

"กงเจิ้นช่างเป็นกันเองสมคำร่ำลือจริงๆ" ลิโป้ยิ้มตอบ

ทว่าในตอนนั้นเอง หวังหย่งที่อยู่ด้านหลังหวังเฉินกลับอุทานขึ้นด้วยความตกใจ "ศิษย์พี่? ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"

"ศิษย์น้อง?" ลิโป้ดูเหมือนจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเช่นกัน เมื่อเห็นหวังหย่งอยู่ตรงหน้าก็ดีใจยิ่งนัก

หวังเฉินยิ่งสับสนงุนงงไปกันใหญ่ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? สองคนนี้ไปนับญาติเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันตั้งแต่เมื่อไหร่?

"ท่านพี่ เมื่อก่อนข้าติดตามนายทหารแซ่ลิในสังกัดท่านลุงเพื่อฝึกวิชาทวนวงเดือนวาดนภา นายทหารท่านนั้นก็คือบิดาของศิษย์พี่ข้าผู้นี้เองขอรับ" หวังหย่งอธิบายให้หวังเฉินฟังด้วยความดีใจ แล้วจึงหันไปถามลิโป้ว่า "ศิษย์พี่ ท่านอาจารย์สบายดีหรือไม่ขอรับ?"

"เมื่อปีก่อนโรคเก่ากำเริบ ท่านพ่อเสียแล้ว" ลิโป้ถอนหายใจเบาๆ

หวังเฉินคร้านจะฟังทั้งสองรำลึกความหลัง จึงแกล้งเร่งม้าให้เร็วขึ้น จริงๆ แล้วเขาไม่ได้รู้สึกถูกชะตากับลิโป้มากนัก แต่กลับมีคนผู้หนึ่งในเมืองเยี่ยนเหมินที่ทำให้เขาสนใจมากกว่า

ตลอดการเดินทางไม่มีเหตุการณ์ใด จนกระทั่งมาถึงหน้าเมืองอินกวาน

เจ้าเมือง นายอำเภอ และผู้บังคับการทหาร (ตูเว่ย) มารอรับอยู่ก่อนแล้ว ด้วยเกรงว่าจะล่วงเกินขุนนางชั้นผู้ใหญ่กลุ่มนี้

เมื่อขบวนทัพมาถึงหน้าประตูเมือง เหล่าขุนนางต่างพากันออกมาต้อนรับ

"ข้าน้อยคารวะท่านแม่ทัพ!" ทุกคนต่างก้มกราบหวังเฉิน

"แม่ทัพพิทักษ์สยงหนู แม่ทัพตู้เหลียว และผู้บังคับการทหารประจำกองต่างๆ เหตุใดจึงไม่มา?" หวังเฉินกวาดสายตาปราดเดียว ก็รู้ว่าผู้ที่มารอรับมีเพียงขุนนางฝ่ายปกครองของเมืองเยี่ยนเหมินเท่านั้น

"เรียนท่านแม่ทัพ แม่ทัพพิทักษ์สยงหนูเพิ่งได้รับแต่งตั้ง ยังเดินทางมาไม่ถึง ส่วนแม่ทัพตู้เหลียวและผู้บังคับการทหารกองต่างๆ กำลังเร่งเดินทางมา ขอท่านแม่ทัพโปรดอภัย" เจ้าเมืองตัวสั่นเทาด้วยความกลัว เกรงว่าหวังเฉินจะเอาผิด

หวังเฉินส่ายหน้า ในเมื่อแม่ทัพนายกองเหล่านั้นกำลังมา เขาก็คร้านจะถือสา จึงถามว่า "จวนแม่ทัพของข้าสร้างเสร็จหรือยัง?"

"เรียนท่านแม่ทัพ ทันทีที่ราชโองการมาถึง พวกข้าก็ได้จัดเตรียมจวนในเมืองให้ท่านแม่ทัพ และจัดตั้งค่ายทหารนอกเมืองไว้ให้เรียบร้อยแล้วขอรับ"

"ดี!" หวังเฉินพยักหน้า หันไปประสานมือกับติงหยวนที่อยู่ข้างๆ "พี่เจี้ยนหยาง ข้าพาคนมาไม่มาก ราชสำนักให้ข้าเบิกเสบียงจากท่าน คงไม่มีปัญหาใช่ไหม?"

ติงหยวนหัวเราะ "กงเจิ้นวางใจเถิด ราชสำนักกำชับมาแล้ว กิจการทหารชายแดนทั้งหมดยกให้เจ้าจัดการ เรื่องเสบียงวางใจได้ คนแค่สองหมื่น ข้าเลี้ยงไหวไม่อั้น!"

"เช่นนั้น ต้องขอบคุณมาก"

"ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ" ติงหยวนยิ้ม "เพียงแต่ไม่รู้ว่าเจ้ายังต้องการสิ่งใดอีกหรือไม่?"

หวังเฉินครุ่นคิดครู่หนึ่ง "อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรแล้ว เพียงแต่เพิ่งมารับตำแหน่ง ข้าต้องตรวจสอบคลังอาวุธและจำนวนทหารของแต่ละกองก่อน อาจจะต้องมีการเพิ่มกำลังพล หรือปรับปรุงสร้างอาวุธใหม่ ถึงตอนนั้นข้าจะทำเรื่องกราบบังคมทูลราชสำนักเอง"

ติงหยวนเข้าใจความหมายของหวังเฉิน ชายแดนแห่งนี้ถูกชนต่างเผ่ารุกรานมานานจนราษฎรต้องอพยพหนี หากหวังเฉินต้องการจัดระเบียบชายแดนจริงๆ กองทัพชายแดนจำเป็นต้องขยายกำลังพลหรือปรับปรุงขนานใหญ่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะรับปากส่งเดชได้

ภายใต้การนำทางของเจ้าเมือง คณะของหวังเฉินก็เดินทางเข้าสู่จวนแม่ทัพหน้าเมืองอินกวาน

เจ้าเมืองผู้นี้ก็นับว่ารู้งาน สร้างจวนแม่ทัพไว้ทางทิศใต้ของเมือง ภายในเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและเรือนพักอาศัย รอเพียงให้ทุกคนย้ายเข้ามาก็สามารถเริ่มว่าราชการได้ทันที

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 42 - หญิงงามแห่งอุดรทิศ

คัดลอกลิงก์แล้ว