- หน้าแรก
- สามก๊ก ระบบมหาจักรวรรดิไร้เทียมทาน
- บทที่ 20 - ศึกอี๋อัน (ตอนต้น)
บทที่ 20 - ศึกอี๋อัน (ตอนต้น)
บทที่ 20 - ศึกอี๋อัน (ตอนต้น)
บทที่ 20 - ศึกอี๋อัน (ตอนต้น)
ทิศเหนือแม่น้ำเฉิงหลางมีตำบลเกิ่ง สมัยจักรพรรดิกวงอู่ได้แต่งตั้งเกิ่งฉุนให้ครองแคว้น ชาวบ้านเรียกว่าเมืองอี๋อัน อี๋อันยังเป็นเมืองที่หลี่มู่แห่งแคว้นจ้าวสร้างขึ้น
ทว่าความรุ่งโรจน์ในอดีตเลือนหายไปนานแล้ว วันนี้ที่นี่กำลังจะเกิดศึกใหญ่
เช้าตรู่ ประตูเมืองทิศตะวันออกของเจินติ้ง
กองทหารม้าขนาดมหึมาเคลื่อนตัวออกจากเมืองอย่างรวดเร็ว ลูกผู้ชายบนหลังม้าเหล่านี้ไม่มีใครพูดจา เพียงใช้สายตาเปี่ยมรังสีสังหารจ้องมองไปข้างหน้า
ตามมาด้วยกองทหารราบภายใต้การนำของหวังเฉินที่ยกโขยงกันออกมา ศึกนี้ไม่สำเร็จก็พลีชีพ
กองทัพหมื่นนายยิ่งใหญ่เกรียงไกร แบ่งเป็นสองส่วนหน้าหลัง มุ่งหน้าสู่ตำบลเกิ่ง
อีกด้านหนึ่ง ไม่ไกลจากเมืองอี๋อัน
กองทัพที่เดินทัพค่อนข้างหละหลวมกำลังเคลื่อนพลช้าๆ แม้จะมีจำนวนมาก แต่กลับไร้ระเบียบวินัย ดูเหมือนชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มามากกว่า
พวกเขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ไม่รู้เลยว่าที่เจินติ้งอันไกลโพ้น กองทหารม้าที่เงียบงันและเปี่ยมด้วยจิตสังหารกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
ทหารม้าเหล่านั้นมีขวัญกำลังใจสูงส่ง พูดคุยหัวเราะกันมาตลอดทาง และที่ด้านหลังพวกเขาห่างไปสิบกว่าลี้ กองทัพที่ใหญ่กว่ากำลังเคลื่อนตัวตามมา
คนนำทัพสวมเกราะหนัง คลุมด้วยชุดนักพรตสีเหลือง นั่งมั่นคงอยู่ในทัพกลาง หลับตาพักผ่อน
เมืองอู๋จี๋ มีกองทัพออกจากเมือง มุ่งหน้าไปทางเซี่ยชวีหยางอย่างรวดเร็ว ผู้นำทัพนี้คือลิ่งหูเว่ย
สามทิศทาง สามกองทัพ กำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกัน
ค่ำคืนนั้น ทั้งสองฝ่ายตั้งค่ายพักแรมหน้าเมืองอี๋อัน ห่างกันเพียงสามสิบลี้
ค่ายทหารฮั่น แม้จะดึกดื่นแล้ว แต่การถกเถียงอย่างดุเดือดในกระโจมบัญชาการยังไม่ยุติ
เรื่องนี้ถูกถกเถียงกันมาทั้งวัน มีการเสนอแผนการมากมาย แต่สุดท้ายก็ถูกปัดตกไป
ในกระโจม หวังเฉินกอดอก เอามือลูบคางจ้องมองตัวหมากบนโต๊ะแผนที่ ครุ่นคิด
ผู้คนต่างเสนอความคิดและยุทธวิธี แต่ก็ถูกคนอื่นคัดค้าน
หวังเฉินจ้องมองอยู่นาน ไม่พูดอะไรสักคำ
แม้แต่เล่าปี่ยังเสนอแผนการรบหลายอย่าง แต่กลับถูกกวนอูปฏิเสธ
"พวกเจ้าคิดว่าข้อได้เปรียบที่สุดของเราคืออะไร?" ในที่สุดหวังเฉินก็เอ่ยปาก ถามทุกคนตรงหน้า
"ทหารม้า!" หวังหย่งในฐานะคนที่ใช้ชีวิตในปิ้งโจวนานที่สุดและเข้าใจทหารกับชาวบ้านปิ้งโจวดีที่สุด ตอบอย่างไม่ลังเล
"ถูกต้อง!" หวังเฉินพยักหน้า "หลายปีมานี้ ลูกผู้ชายปิ้งโจวคนไหนบ้างไม่เก่งขี่ม้ายิงธนู? ขี่ม้าไม่เก่ง ยังไม่กล้าบอกใครว่าเป็นคนปิ้งโจวเลย แล้วพวกเจ้ารู้ไหมว่าข้อได้เปรียบที่สุดของข้าศึกคืออะไร?"
"จำนวนคน!" กงซุนเยี่ยนตอบ
"ใช่ จำนวนคน" หวังเฉินกล่าว "ข้าศึกมีมากกว่าเราประมาณสิบเท่า แต่จางเป่าเป็นไปไม่ได้ที่จะกระจายคนสิบกว่าหมื่นนายออกเต็มหน้ากระดาน ต่อให้จางเป่าจะบัญชาการรบห่วยแค่ไหน ก็คงไม่เอากองทัพมากองรวมกันเป็นก้อนเดียว แต่มีจุดหนึ่งที่เหมือนกัน คือแนวหน้าสุดจะต้องวางทหารที่เก่งกาจที่สุดไว้"
"แผนของข้าเรียบง่ายมาก เราต้องใช้ข้อได้เปรียบของเราให้เป็นประโยชน์!" พูดถึงตรงนี้ หวังเฉินใช้นิ้วสองนิ้วกดหมากสีดำดันออกไปข้างหน้า "ทหารม้าทั้งหมดแบ่งเป็นสองขบวนรุกเข้าไปใกล้ข้าศึกให้มากที่สุด แต่ต้องระวังระยะยิงธนูของทั้งสองฝ่าย ใช้ยุทธวิธีขี่ม้ายิงธนูวงกลมลดจำนวนทหารราบแนวหน้าของข้าศึกเรื่อยๆ ตรงนี้ต้องระวังระยะยิงให้ดี"
"จากนั้นทหารราบตามไป พอทหารราบกับทหารม้าห่างกันหนึ่งระยะธนู ทหารม้าให้เลิกยิงธนู แล้วบุกทะลวงค่ายกลทันที!" หวังเฉินใช้หมากดำกระแทกหมากขาวตรงหน้ากระจาย "ข้าจะใช้ทหารม้าที่เก่งที่สุดฉีกแนวป้องกันของทหารที่เก่งที่สุดของข้าศึกให้เป็นช่องโหว่ ในขณะเดียวกันทหารราบจัดทัพรูปกรวยอัดแน่นเคลื่อนที่ตามไปอย่างรวดเร็ว"
"พอทหารราบเข้าปะทะ ทหารม้าให้รีบตีฝ่าวงล้อมออกไปทางจุดอ่อนของข้าศึกเพื่อถอนตัวออกจากสนามรบ" หวังเฉินพูดพลางขยับตัวหมากในมือ "ทหารม้าถอนตัวแล้ว อย่าไปไกล หากพบโอกาสบุกทะลวงทัพกลางข้าศึกได้ ห้ามปล่อยให้หลุดมือ ให้บุกเข้าทัพกลางข้าศึกทันที ทำลายทัพกลางข้าศึกให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม หากทัพกลางข้าศึกแตก ศึกนี้เราก็ชนะ"
"นายท่าน หากไม่มีโอกาสเจาะทัพกลางข้าศึกเล่า?"
"ไม่มีโอกาส? งั้นก็ง่ายมาก ทหารม้ารวมกำลังบุกโจมตี่ปีกซ้ายหรือขวาของข้าศึก ขอแค่ตีปีกใดปีกหนึ่งแตก โอกาสของเราก็จะมาถึง อีกอย่าง ข้าศึกแม้จะมีเป็นแสน แต่ส่วนใหญ่เป็นพวกร้อยพ่อพันแม่ พลังรบต่ำเตี้ย แถมตอนนี้จางเจุยวพ่ายแพ้ทางใต้ต่อเนื่อง คนพวกนี้ก็ไม่มีใจจะสู้รบเท่าไหร่ พี่น้องทั้งหลาย อย่าหวังพึ่งกำลังเสริมใดๆ เราต้องคิดแต่จะใช้กำลังของพวกเราเองบดขยี้ข้าศึกให้ราบคาบ!"
"แผนของนายท่านนับว่ารอบคอบ แต่หากเป็นเช่นนี้ทหารราบที่รับหน้าที่โจมตีซึ่งหน้ามีโอกาสสูงที่จะตกอยู่ในวงล้อมข้าศึก และต้องรับแรงกดดันมหาศาล ไม่รู้ว่าทหารของเราจะรับไหวหรือไม่"
"ไม่มีทางเลือกแล้ว!" หวังเฉินกล่าว "ได้แต่ฝากความหวังไว้ที่นี่ ข้าจะบัญชาการทัพกลางด้วยตัวเอง ขอแค่ทหารม้าตีทัพกลาง ปีกซ้าย หรือปีกขวาของข้าศึกแตก ศึกนี้เราชนะใส!"
ในที่สุด การถกเถียงก็ยุติลง ยุทธวิธีของหวังเฉินได้รับการยอมรับจากทุกคน
ค่ำคืนนั้น หวังเฉินนอนไม่หลับ นอนอยู่บนตั่ง เขาใช้ฟังก์ชันจำลองสถานการณ์ของซ้ายหัตถ์คำนวณโอกาสชนะในศึกต่อไปครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ทุกครั้งโอกาสก็อยู่ที่ร้อยละหกสิบ
'เอาใหม่อีกรอบ...'
ยามเที่ยง ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองอี๋อัน
ศึกตัดสินของทั้งสองฝ่ายเปิดฉากขึ้นในที่สุด
"ทหารม้าข้าศึกบุก!" ทหารสื่อสารตะโกนลั่นในค่ายกล นายพลคนหนึ่งสั่งการให้ทหารจัดค่ายกลเกล็ดปลาในที่โล่ง รอรับมือทหารม้าที่กำลังจะมาถึง
หน้าทัพทหารม้า หวังหย่งวาดทวนจันทร์เสี้ยวไปทางซ้าย แยกตัวออกไปทางซ้ายพร้อมกับจูล่งที่แยกไปทางขวา
ขบวนทหารม้าอันมหึมาแปรขบวนเป็นมังกรยักษ์สองตัว หมุนวนอยู่ที่ระยะยิงธนูพอดี ทหารม้ายิงธนูที่เตรียมไว้ในมือออกไปทันทีที่เข้าระยะ
ชั่วพริบตา ภายใต้ยุทธวิธีขี่ม้ายิงธนูวงกลม ฝนธนูตกลงมาไม่ขาดสาย
แม้ทหารโจรโพกผ้าเหลืองจะมีโล่ไม่น้อย แต่ภายใต้การโจมตีดั่งพายุฝน ก็ยังมีทหารล้มตายจำนวนมาก คนที่อยู่ในระยะยิงและยังไม่ตายต่างหลบอยู่หลังโล่ ไม่กล้าโผล่หัวออกมา
คนที่ถูกยิง เสียงร้องโหยหวนยังไม่ทันจางหาย ก็ถูกธนูระลอกต่อมาระดมยิงจนพรุนเหมือนเม่น ภาพเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ทำให้คนขวัญเสียไม่อยากสู้รบ
"บุกทะลวง!"
สิ้นเสียงตวาดก้อง วงกลมสองวงที่วิ่งวนด้วยความเร็วสูงก็เปลี่ยนรูปร่างเป็นมังกรยาวแหลมคม พุ่งเข้าใส่ทัพหน้าอันหละหลวมของโจรโพกผ้าเหลืองอย่างรวดเร็ว
ทหารม้าที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงเปรียบเสมือนน้ำป่าไหลหลากที่พังทลายเขื่อน ใครเล่าจะกล้าขวาง?
แต่ในค่ายกลนี้ จะมีที่ให้หลบไปไหน?
คนที่ขวางหน้า ล้วนถูกชนกระเด็น กลายเป็นเศษเนื้อใต้เกือกม้า ดาบวงแหวนในมือทหารม้ายิ่งเป็นอาวุธมรณะ เพียงตวัดเบาๆ ก็เฉือนเนื้อเถือหนังหลุดออกไปทั้งแถบ
พลังของน้ำป่า ย่อมมีวันหมด
เมื่อแรงส่งของม้าหมดลง ความได้เปรียบด้านจำนวนของโจรโพกผ้าเหลืองก็เริ่มปรากฏ ทหารม้าหนึ่งคนมักถูกรุมล้อมด้วยคนสี่ถึงห้าคน สองมือยากจะต้านสี่มือ ทหารม้าจำนวนไม่น้อยถูกหอกยาวแทงตายคาหลังม้า
แม้แต่จูล่งและหวังหย่ง ที่อาศัยความกล้าหาญส่วนตัว ฆ่าฟันอยู่ในค่ายกลก็เริ่มตึงมือขึ้นเรื่อยๆ
แต่โชคดีที่ทั้งสองทำภารกิจที่หวังเฉินมอบหมายได้สำเร็จ ฉีกแนวป้องกันจนเกิดช่องโหว่
"ตึง! ตึง! ตึง..."
เสียงกลองศึกดังรัวเร็วมาจากทางด้านหลัง จุดประกายความหวังแห่งชัยชนะให้กับทหารม้าในค่ายกลอีกครั้ง
ทัพหน้า หวังเฉินแผ่รังสีสังหาร ทวนยาวในมือชี้ไปข้างหน้า ตะโกนว่า "ฆ่า!"
"ฆ่า!"
ทหารด้านหลังที่เตรียมพร้อมมานาน จัดทัพรูปกรวยด้วยหอกและโล่ เคลื่อนที่เข้าสู่สนามรบเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
เมื่อทหารราบเข้าร่วม แรงกดดันของทหารม้าก็ลดลงทันที
ทั้งสองฝ่ายตะลุมบอนกันหน้าเมืองอี๋อัน เลือดไหลไปรวมกันที่ที่ต่ำ ไหลลงสู่แม่น้ำเฉิงหลาง ย้อมแม่น้ำใหญ่จนแดงฉาน
ศพแล้วศพเล่าล้มลงกลางทุ่งร้าง บางทีในวาระสุดท้ายของชีวิต สิ่งที่พวกเขานึกถึงอาจเป็นเพียงพ่อแม่พี่น้องที่ขาดแคลนเสื้อผ้าอาหาร หรือภรรยาและลูกน้อยที่ยืนรอคอยอยู่ที่ประตูบ้าน?
แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า ชีวิตของพวกเขาได้สิ้นสุดลงที่นี่แล้ว
หลังสงคราม จะมีสักกี่คนที่ตามหากระดูกสามี เดินทางทั่วหล้า สุดท้ายทำได้เพียงกอดความเสียใจกลายเป็นวิญญาณโดดเดี่ยว
ริมฝีปากของจางซานม่วงคล้ำด้วยความกลัว ใบหน้าเปื้อนเลือดที่ไหนก็ไม่รู้ ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เขาอยากมีชีวิตรอด ในใจภาวนาต่อทวยเทพทั่วสากลโลกขอให้รอดชีวิต
เขาเห็นเพื่อนร่วมรบถูกผ่าเป็นสองท่อน เลือดผสมของเหลวแปลกๆ ไหลทะลัก เหม็นคาวคลุ้ง
เขาตกใจจนมือที่กำอาวุธสั่นระริก เขาเป็นแค่คนที่อยากกินข้าวให้อิ่มท้อง อยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตาย ยังอยากเก็บชีวิตรอดกลับไปหาพ่อแม่ที่แก่เฒ่าที่บ้าน
"ฆ่า!!!"
ทันใดนั้น ข้าศึกหน้าตาดุร้ายก็โผล่มาตรงหน้า ดาบคมกริบแทงทะลุท้องเขา เขารู้สึกชัดเจนว่าคมมีดกรีดท้องเขา ตัดลำไส้ขาด และรู้สึกถึงเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมาในวินาทีนั้น
เขาไม่มีแรงยืนอีกต่อไป ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น มองดูเลือดที่พุ่งออกมา นั่นเลือดของข้าหรือ?
เขาเริ่มกลัว ข้าจะตายที่นี่ไหม? จะตายไหม? กลัวจะไม่ได้เจอพ่อแม่ที่แก่เฒ่าที่บ้านอีก เขาอยากร้องไห้ แต่ไม่มีน้ำตา เงยหน้ามองไปรอบๆ ด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครสนใจเขา เขารู้สึกสิ้นหวัง
มองดูลำไส้สีขาวซีดที่ไหลออกมาจากแผลที่ท้อง เขาหวาดกลัว แต่ก็รวบรวมความกล้าใช้มือสั่นเทายัดมันกลับเข้าไป แต่ยัดเข้าไปก็ไหลออกมา ยัดเข้าไปก็ไหลออกมา นานเข้า เลือดก็ย้อมลำไส้สีขาวจนแดงฉาน
เขารู้สึกได้ว่าสติเริ่มเลือนราง
สุดท้าย เขาก็ล้มเลิกการกระทำที่เปล่าประโยชน์
อยากจะเงยหน้ามองท้องฟ้า แต่ถูกฝูงคนที่เบียดเสียดชนล้มลง
ในช่องว่างระหว่างฝีเท้า เขามองท้องฟ้า ราวกับเห็นพ่อที่นอนป่วยลุกขึ้นเดินได้ เห็นแม่ที่ร้องไห้จนตาบอดกวักมือเรียกให้เขากลับไป
เขาเผยรอยยิ้ม หลุดพ้น พอใจ ช่างแตกต่างจากสนามรบอันโหดร้ายนี้อย่างสิ้นเชิง
"ตามข้าตีฝ่าออกไป!" หวังหย่งตวาดก้อง เริ่มรวมพลทหารม้าในค่ายกล ตีฝ่าออกไปทางทิศเหนือ
มีสองขุนพลพยัคฆ์เปิดทาง แถมมีทหารราบช่วยหนุน พวกโจรโพกผ้าเหลืองตลอดทางต่างหลบหนีไม่ทัน
ทหารม้าตีฝ่าออกมาจากค่ายกล หวังเฉินยิ้มมุมปาก
เขามองไปในค่ายกลไม่ไกล เห็นเล่าปี่และเตียวหุยนำคนฆ่าฟันอย่างสนุกสนาน เสียดายก็แต่เตียวอี้เต๋อผู้นี้ หากไม่โดนเล่าปี่ชิงตัดหน้าไปก่อน เกรงว่าคงได้เป็นขุนพลในสังกัดตนไปแล้ว
เสียดายจริงๆ
การต่อสู้ยิ่งทวีความดุเดือด หวังหย่งและจูล่งนำทหารม้าทิ้งห่างออกไปไกล
ทัพหลังข้าศึก ฝุ่นตลบมืดฟ้ามัวดิน
เสียงฆ่าฟันดังสนั่นหวั่นไหว ที่แท้จางเป่าก็นำทัพกลางดันขึ้นมาแล้ว
ชั่วขณะหนึ่ง ขวัญกำลังใจโจรโพกผ้าเหลืองก็พุ่งสูงขึ้น
[จบแล้ว]