- หน้าแรก
- เส้นทางอมตะเริ่มต้นจากคนเชือดหมู
- บทที่ 20 - ปัญหามาปัญญามี ศึกมาข้าจะสู้ น้ำหลากข้าจะกั้น
บทที่ 20 - ปัญหามาปัญญามี ศึกมาข้าจะสู้ น้ำหลากข้าจะกั้น
บทที่ 20 - ปัญหามาปัญญามี ศึกมาข้าจะสู้ น้ำหลากข้าจะกั้น
บทที่ 20 - ปัญหามาปัญญามี ศึกมาข้าจะสู้ น้ำหลากข้าจะกั้น
"ซวยชะมัด อยู่ดีๆ ก็โดนรังเกียจซะงั้น"
"อาซื่อไห่นะอาซื่อไห่ หาเรื่องให้ข้าแท้ๆ"
เว่ยหงเดินขมวดคิ้วกลับมาที่ลานฝึก
พอเงยหน้าขึ้น ก็เจอสายตาแปลกๆ ของหลี่ต้าหนิว จ้าวอี้ชาง และคนอื่นๆ ที่มองมา เป็นอันรู้กันว่าเสียงทะเลาะกันของครอบครัวจูเมื่อกี้ ทุกคนคงได้ยินกันหมดแล้ว
คนฝึกยุทธ์หูตาไวจะตายไป
แถมชีเฟิ่งเหนียงกับจูฟูหรงก็เสียงดังซะขนาดนั้น
ใครไม่ได้ยินก็หูหนวกแล้ว ดังนั้นทุกคนย่อมรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น
"หึหึ" หวังต้าจื้อพูดจาเหน็บแนมด้วยความหมั่นไส้ "หัวหน้าใหญ่กะจะหาลูกเขยรึเนี่ย น่ายินดีจริงๆ มีหมาบางตัวกำลังจะตกถังข้าวสารแล้ววู้ย"
"นั่นสิ แต่น่าเสียดายที่คุณหนูเขาไม่แลน่ะสิ"
"โถๆๆ นึกว่าใครจะโผบินเป็นหงส์ได้ง่ายๆ งั้นเรอะ ฝันไปเถอะ"
"ถ้าเป็นข้าคงรีบไปตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองก่อน จะได้ไม่สะเออะให้คนเขาเกลียดขี้หน้า"
เสียงนกเสียงกาเซ็งแซ่ คำพูดถากถางพุ่งเข้ามาเหมือนมีดบิน
แววตาแต่ละคู่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ขัดใจ ริษยา และความเป็นศัตรูอย่างปิดไม่มิด
เว่ยหงไม่แปลกใจเลยสักนิด
เมื่อก่อนเขาอาจจะใช้พรสวรรค์ทำให้พวกมือมีดยอมรับได้บ้าง
ถึงจะไม่ได้ยอมรับนับถือกันสุดใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าหาเรื่อง
แต่การกระทำของจูซื่อไห่เมื่อครู่ มันไปกระตุกต่อมริษยาของทุกคนเข้าอย่างจัง
โบราณว่าคนเราไม่ได้กลัวความจน แต่กลัวความไม่เท่าเทียม ทำไมไอ้เด็กนี่ถึงได้รับความเอ็นดู
ทำไมแค่เด็กฝึกงานต๊อกต๋อย ถึงกำลังจะข้ามหัวพวกเขาไป
สิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุดในโลก คือการเห็นคนใกล้ตัวได้ดีกว่าตัวเอง
ถ้าไม่ใช่พระอิฐพระปูน ใครบ้างจะทนไม่ให้อิจฉาตาร้อนได้ไหว
"เหอะ"
เว่ยหงส่ายหน้า ไม่คิดจะต่อปากต่อคำ
เขาไม่สนที่จะเถียง และไม่สนที่จะประจบสอพลอใคร
ความคิดคนอื่นเขาห้ามไม่ได้ ใครจะชอบจะเกลียดก็ช่างหัวมัน ชีวิตต้องดำเนินต่อไป แค่ระวังตัวไม่ให้โดนใครแทงข้างหลังก็พอ
"น้องหง เอ็ง..."
หลี่ต้าหนิวทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเดินเข้ามาหา
อ้าปากพะงาบๆ อยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็พูดไม่ออก
"พี่ต้าหนิว ถ้ากลัวโดนหางเลขไปด้วย ช่วงนี้ห่างๆ ข้าไว้ก็ได้นะ" เว่ยหงมองด้วยความเข้าใจ "ข้าไม่ว่าอะไรหรอก"
"มะ... ไม่ใช่" หลี่ต้าหนิวหน้าแดงก่ำ สุดท้ายก็เกาหัวแกรกๆ เปลี่ยนเรื่องคุย "ข้าแค่จะถามว่า เอ็งพอมีเวลาว่างมาช่วยข้านวดตัวหน่อยไหม"
"มีสิ"
เว่ยหงยิ้มกว้าง
เขาดูออกว่าหลี่ต้าหนิวต้องใช้ความกล้าแค่ไหนที่ยังเข้ามาคุยกับเขาในสถานการณ์กดดันแบบนี้
น้ำใจนี้เขาต้องรับไว้ ว่าแล้วเขาก็คว้าไม้ท่อนหนึ่งขนาดเท่าแขนขึ้นมา
การฝึกร่างกายของระดับขัดเกลาผิวหนังมีหลายวิธี จะใช้หินหรือทรายเหล็กขัดผิวก็ได้ หรือจะใช้ไม้ทุบตีร่างกายก็ได้ แต่วิธีหลังต้องมีคนช่วย
"มาเลย"
หลี่ต้าหนิวสูดหายใจลึก
กำหมัดแน่น เกร็งกล้ามเนื้อทั่วร่างจนปูดโปน
"ปั้ก ปั้ก ปั้ก"
เว่ยหงฟาดไม้ลงไปอย่างชำนาญ ทุบไปที่ตัวหลี่ต้าหนิวอย่างแรง เกิดเสียงทึบๆ ดังสนั่นหวั่นไหว
"ฟู่ว"
"ฮ่า"
หลี่ต้าหนิวปรับจังหวะการหายใจจนเข้าที่
เว่ยหงเมินเฉยต่อสายตาอาฆาตมาดร้ายรอบข้าง ตั้งสมาธิช่วยเพื่อนฝึกวิชาอย่างเดียว
ภายใต้การทุบตีของท่อนไม้ ผิวหนังของหลี่ต้าหนิวแดงช้ำเป็นจ้ำๆ แต่ด้วยจังหวะการหายใจ เลือดลมก็ไหลเวียนมาหล่อเลี้ยงใต้ผิวหนัง ชะล้างรอยช้ำเหล่านั้นให้จางลงอย่างรวดเร็ว
ทำซ้ำไปซ้ำมา ผิวหนังก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
"สะใจโว้ย" หลี่ต้าหนิวอดร้องออกมาไม่ได้ "น้องหงเอ็งลงน้ำหนักมือได้แม่นยำจริงๆ ไม่หนักไม่เบาไป ดีกว่าข้าไปวิ่งชนต้นไม้เองตั้งร้อยเท่า"
"ปกติพี่ฝึกด้วยการวิ่งชนต้นไม้เหรอ" เว่ยหงแปลกใจ
"ก็เออสิ" หลี่ต้าหนิวถอนหายใจอย่างขมขื่น "เงินเดือนข้าซื้อโอสถลับได้อย่างเก่งก็สามกระปุก ต้องเก็บไว้ใช้ตอนขัดตัวด้วยทรายเหล็ก แถมใช้ได้ไม่ถึงครึ่งเดือนก็หมด เวลาที่เหลือก็ต้องอาศัยชนต้นไม้ชนกำแพงเอา"
"ก็เป็นวิธีที่ไม่เลวนะ"
เว่ยหงพยักหน้าเข้าใจ มือก็ยังหวดไม้ไม่หยุด
ไล่ทุบไปทั่วร่างอย่างละเอียดลออ
"ดีบ้าอะไรล่ะ จนตรอกต่างหาก" หลี่ต้าหนิวบ่นอุบ "ลำพังแค่เอาตัวกระแทก มันยากจะทำให้ผิวหนังแกร่งขึ้นได้จริงจัง อย่างแรกคือกะน้ำหนักยาก อย่างที่สองคือบางจุดมันกระแทกไม่ถึง แถมยังเสียสมาธิง่าย สู้มีคนช่วยทุบให้ไม่ได้หรอก"
"เดี๋ยวนี้ตามโรงฝึกยุทธ์ใหญ่ๆ เขาจ้างคนไว้กลุ่มหนึ่ง คอยช่วยพวกลูกศิษย์ทุบตัวนวดตัวโดยเฉพาะ เอ็งกะน้ำหนักมือได้เทพขนาดนี้ ลองไปรับจ๊อบตามโรงฝึกสิ น่าจะหาเงินได้โข มีคนแย่งตัวแน่"
"โห จริงดิ"
เว่ยหงตาลุกวาวทันที
ช่วยคนทุบตัวก็ทำเงินได้เหรอเนี่ย
"เอ็งไม่รู้เหรอ" หลี่ต้าหนิวอธิบาย "คนที่ไปเรียนตามโรงฝึกส่วนใหญ่เป็นลูกคนมีตังค์ทั้งนั้น พวกนี้มือเติบจะตาย อาบน้ำยาสมุนไพรบำรุงผิวทุกวัน จ้างคนมาทุบตัวเป็นเรื่องปกติ เผลอๆ จ้างคนมาเป็นคู่ซ้อมต่อสู้ด้วยซ้ำ"
เว่ยหงจดจำข้อมูลนี้ไว้อย่างแม่นยำ
วันหน้าถ้าขัดสนเงินทอง อาจจะลองไปหาลู่ทางที่โรงฝึกยุทธ์ดู
ไอ้เรื่องช่วยทุบตัวเขาเฉยๆ แต่เรื่องเป็นคู่ซ้อมต่อสู้นี่น่าสนมาก ได้ทั้งฝึกวิชาได้ทั้งเงิน ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวชัดๆ
จังหวะนั้นหลี่ต้าหนิวกวาดตามองรอบๆ พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจแล้ว ก็กระซิบเตือน "เอ็งระวังไอ้หวังต้าจื้อกับจ้าวอี้ชางไว้ให้ดี ระวังพวกมันเล่นสกปรก"
"ข้ารู้แล้ว วางใจเถอะ"
เว่ยหงเข้าใจความหมายดี
สายตาอำมหิตเมื่อครู่เขาเห็นชัดเจน
คนพวกนี้คงไม่กล้าหาเรื่องโต้งๆ แต่กลัวจะลอบกัดลับหลังมากกว่า ต่อให้อัจฉริยะแค่ไหนถ้าโดนตีจนแขนขาหัก ก็กลายเป็นคนพิการได้เหมือนกัน
"ไอ้หวังต้าจื้อนี่หยิ่งยโส แถมยังบ้าอำนาจ มันเกลียดที่สุดคือคนที่มาแย่งซีนมัน" หลี่ต้าหนิวกำชับเสียงเครียด "มันเป็นมือขวาของรองหัวหน้าสอง ตอนนี้เอ็งสนิทกับหัวหน้าใหญ่ ไม่แน่มันอาจจะหาทางกำจัดเอ็งตั้งแต่เนิ่นๆ"
"ส่วนจ้าวอี้ชางก็ไว้ใจไม่ได้ หมอนี่อยู่ฝั่งหัวหน้าใหญ่ก็จริง แต่แอบชอบคุณหนูอยู่ เจอเรื่องวันนี้เข้าไป มันคงเกลียดเอ็งเข้าไส้"
"สรุปคือคนที่เคยไปขัดแข้งขัดขาพวกมัน จบไม่สวยสักราย โดนหักแขนหักขาโยนลงท่อระบายน้ำเป็นเรื่องปกติ ในสายตาพวกมัน การฆ่าคนก็ไม่ต่างกับฆ่าหมูหรอก"
ขณะพูด แววตาของหลี่ต้าหนิวแฝงความหวาดกลัว
ชีวิตเด็กฝึกงานหลายปีทำให้เขาขยาดคนพวกนี้ฝังใจ
ต่อให้ตอนนี้เลื่อนขั้นเป็นมือมีดแล้ว แต่ในใจลึกๆ ก็ยังรู้สึกต่ำต้อยกว่าอยู่ดี
"กลัวอะไร ทหารมาแม่ทัพต้าน น้ำหลากใช้ดินกั้น" เว่ยหงเลิกคิ้ว นัยน์ตาฉายแววเย็นเยียบอย่างที่หาดูได้ยาก เขาแค่นหัวเราะ "หลายปีมานี้คนที่ข้าเคยไปขัดแข้งขัดขามีตั้งเท่าไหร่ ใครจะอยู่ใครจะตายมันยังไม่แน่หรอก"
"..."
หลี่ต้าหนิวแอบสูดหายใจเฮือก
เขาลืมไปเลยว่าเว่ยหงเติบโตมาจากสลัม
คนที่เอาตัวรอดในดงโจรมาจนโตป่านนี้ จะยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ ได้ยังไง