- หน้าแรก
- เส้นทางอมตะเริ่มต้นจากคนเชือดหมู
- บทที่ 10 - จิตใจว้าวุ่นหวาดผวา!
บทที่ 10 - จิตใจว้าวุ่นหวาดผวา!
บทที่ 10 - จิตใจว้าวุ่นหวาดผวา!
บทที่ 10 - จิตใจว้าวุ่นหวาดผวา!
"หายสาบสูญ? ล้อเล่นหรือเปล่า?"
ยามเช้าตรู่ ร้านเนื้อสกุลจูที่ควรจะคึกคักจอแจ กลับเงียบกริบวังเวงผิดปกติ!
มีเพียงเสียงตะโกนด้วยความไม่อยากเชื่อของจูซื่อไห่ดังก้องไปทั่ว
เว่ยหง หลี่ต้าหนิว และคนที่เพิ่งหนีตายกลับมาได้ ต่างหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เห็นได้ชัดว่าขวัญเสียกันไม่น้อย
"เรื่องแบบนี้ข้าจะกล้าเอามาล้อเล่นได้ยังไง!" หัวหน้าสามจ้าวมิงเจี๋ยเถียงกลับด้วยสีหน้าอัปมงคล "ตอนนั้นทุกคนตกใจกันแทบสิ้นสติ ถ้าข้าไม่ทำใจแข็งบังคับให้ส่งของให้เสร็จก่อนค่อยกลับ ป่านนี้คงทิ้งรถทิ้งเนื้อหนีเอาตัวรอดกันหมดแล้ว หัวหน้าใหญ่ไม่เชื่อข้าหรือไง?"
"เป็นไปได้ไหมว่าสองคนนั้นแค่หลงทาง?" จูซื่อไห่นวดขมับอย่างกลัดกลุ้มแล้วถามกลับ "กลางค่ำกลางคืนคนสองคนจะพลัดหลงกันก็เป็นเรื่องปกตินี่นา?"
"ปกติกะผีสิ!" จ้าวมิงเจี๋ยถ่มน้ำลายลงพื้นเบาๆ "ขบวนรถจุดคบเพลิงสว่างขนาดนั้น ต่อให้ตาบอดก็ไม่น่าจะหลงทางได้ไหม? แถมสองคนนั้นอยู่กลางขบวน เผลอแป๊บเดียวหายไปทั้งคนทั้งรถเนี่ยนะ เอ็งว่ามัน..."
"เฮือก!"
จูซื่อไห่ได้ยินแล้วก็สูดหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหวาดเสียว
"อย่าเพิ่งกระโตกกระตาก ส่งคนออกไปตามหาก่อน!"
"ได้!"
ทั้งสองปรึกษากันครู่หนึ่ง จ้าวมิงเจี๋ยก็ออกไปตามหาคน
ส่วนจูซื่อไห่นั่งเฝ้าร้านด้วยตัวเอง กลัวว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายซ้ำซ้อน
เว่ยหงกับคนอื่นๆ ยังคงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก จิตใจยังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
"ไม่เป็นไรหรอกมั้ง" หลี่ต้าหนิวหัวเราะแห้งๆ พยายามพูดปลอบใจ "บางทีสองคนนั้นอาจจะแอบแว้บไปเที่ยวผู้หญิงก็ได้"
"เหอะๆ!"
ทุกคนกรอกตาใส่คำพูดขอไปที ไม่มีใครโง่พอจะเชื่อเรื่องไร้สาระพรรค์นั้น
เว่ยหงยิ่งลืมความหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจตอนนั้นไม่ลง เขามั่นใจว่าลู่คังกับเจียงขุยหายตัวไปในชั่วพริบตา เรื่องสยองขวัญแบบนี้เอาตรรกะคนปกติมาวัดไม่ได้หรอก เจอเข้าก็มีแต่ตายกับตายสถานเดียว
"ทำหน้าเหมือนญาติเสียกันทำไม? กลางวันแสกๆ ผีมันจะออกมาทำร้ายพวกเอ็งหรือไง? ในเมื่อกลับมาได้ก็แปลว่าปลอดภัยแล้ว!" จูซื่อไห่ตะคอกใส่อย่างหงุดหงิด "ตอนนี้ใครมีหน้าที่อะไรก็ไปทำ บ่ายนี้เลิกงานเร็วขึ้นหนึ่งชั่วยาม ก่อนกลับให้ทุกคนไปเบิกเครื่องในหมูที่แผงคนละสามชั่ง พร้อมเงินรางวัลพิเศษ เข้าใจไหม?"
"รับทราบ! ขอบคุณหัวหน้าใหญ่!"
"หัวหน้าใหญ่ป๋ามาก"
พอได้ยินเรื่องรางวัล ทุกคนก็ถอนหายใจโล่งอก
บรรยากาศอึมครึมค่อยๆ ผ่อนคลายลงบ้าง
ทนทำงานจนกินข้าวเที่ยงเสร็จ เว่ยหงก็เริ่มฝึกวิชาตามปกติ
"ฟู่ว!"
"ฮึบ!"
เขาจัดระเบียบร่างกายในท่าทางต่างๆ
เดี๋ยวหมอบ เดี๋ยวคลาน เดี๋ยวบิดตัว
ท่อนบนที่เปลือยเปล่ามัดกล้ามเกร็งแน่น เหงื่อไหลราวน้ำตก!
ทุกท่วงท่าทุ่มเทสุดกำลัง ไม่มีการออมแรงแม้แต่น้อย
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงฝึกได้แค่ท่าที่เจ็ดก็หมดแรงล้มพับไปแล้ว
แต่วันนี้เพิ่งจะเพิ่มค่าพลังชีวิต เลือดลมในกายพลุ่งพล่านราวกับมีแรงเหลือเฟือ เลยร่ายรำรวดเดียวจากท่าที่หนึ่งไปจนจบท่าที่สิบสาม
"เอ๊ะ? เจ้าเด็กนี่กินยาผิดสำแดงมารึไง? วันก่อนยังได้แค่ท่าเจ็ด วันนี้ซัดรวดเดียวจบสิบสามท่าเลยเหรอ?"
มือมีดที่กำลังยกหินฝึกพลังอยู่ข้างๆ หันมามองด้วยความแปลกใจ
หลี่ต้าหนิวก็ชะงักไปเหมือนกัน เมื่อวานเว่ยหงเพิ่งบอกว่าได้แค่เจ็ดท่า ทำไมวันนี้พัฒนาการก้าวกระโดดขนาดนี้? หรือว่าจะไปซื้อยาบำรุงเลือดลมมา?
หลังจากเคี่ยวกรำร่างกายจนเสร็จสิ้นกระบวนท่า เว่ยหงก็พ่นลมหายใจยาวเหยียด
พอท่าที่สิบสามจบลง กระดูกทั่วร่างก็ลั่นดังกร๊อบแกร๊บ
ความรู้สึกโปร่งโล่งสบายผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
เลือดลมที่เดือดพล่านกลายเป็นกระแสความอบอุ่น ไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อทุกส่วน
รูขุมขนทั่วร่างเปิดกว้าง ขับเหงื่อและของเสียออกมาจนหมดจด
ความปวดเมื่อยตามแขนขาแฝงไว้ด้วยความรู้สึกซาบซ่าน ยิ่งทำให้รู้สึกเคลิบเคลิ้ม
"รู้สึกดีชะมัด!"
เว่ยหงดื่มด่ำกับกระบวนการที่ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ความหวาดกลัวในใจค่อยๆ สงบลง
หลี่ต้าหนิวอดชื่นชมไม่ได้ "ฝึกท่าร่างพยัคฆ์สิบสามกระบวนได้ครบจบกระบวนท่าได้เร็วขนาดนี้ น้องหงเก่งจริงๆ!"
"แค่ฟลุ๊คครับ" เว่ยหงถ่อมตัว
"พักหน่อยเถอะ อย่าหักโหมนัก" หลี่ต้าหนิวเตือน
"ครับ!"
เว่ยหงแกล้งหอบแฮกๆ ทำท่าเหนื่อยอ่อน แล้วนั่งพักข้างๆ
จริงๆ แล้วเขายังมีแรงฝึกต่อได้อีกรอบ หรือต่อให้เหนื่อยแค่ไหน แค่เติมแต้มพลังชีวิตก็ฟื้นตัวทันที วันหนึ่งฝึกสักสิบรอบแปดรอบก็ยังไหว
แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะเลือกซ่อนคม
เมื่อกี้ฝึกรวดเดียวสิบสามท่าก็เรียกแขกพอแล้ว
ขืนฝึกต่ออีกหลายรอบ คนโง่ก็คงดูออกว่าเขามีของดี
"กลับไปฝึกที่บ้านดีกว่า!"
เว่ยหงนึกถึงความรู้สึกโปร่งสบายเมื่อครู่ อารมณ์ก็ดีขึ้นมาอีกหน่อย
โชคดีที่วันนี้อาศัยช่วงเทศกาลกอบโกยพลังชีวิตมาได้!
ถ้าไม่ได้เติมแต้มพลังชีวิต ก็คงไม่ฝึกสำเร็จเร็วขนาดนี้
ตอนนี้เขาฝึก <ท่าร่างพยัคฆ์สิบสามกระบวน> รวดเดียวจบได้แล้ว ผลลัพธ์การขัดเกลาร่างกายย่อมเพิ่มขึ้นทวีคูณ ขอแค่ขยันฝึกต่อไป ไม่เกินครึ่งปีเขาต้องมีแรงแขนถึงสองร้อยชั่งแน่
แน่นอน นั่นคือการประเมินแบบต่ำที่สุด!
ถ้าหาพลังชีวิตมาเติมได้ทุกวัน
เวลาก็อาจจะร่นเข้ามาเร็วกว่านั้นอีก
ช่วงบ่าย ร้านเนื้อปิดเร็วกว่าปกติจริงๆ
เว่ยหงได้รับเครื่องในหมูสามชั่ง กับเงินรางวัลอีก 200 อีแปะ
"รางวัลเยอะขนาดนี้เลยเหรอ? ใจป้ำจริงๆ" เว่ยหงเดาะลิ้น
"แค่นี้ทำเป็นตื่นเต้น?" หลี่ต้าหนิวแซวขำๆ "แค่ 200 อีแปะเอง มือมีดตัวจริงได้ตั้ง 500 อีแปะแน่ะ"
"ฝีมือเขาดีแรงเขาเยอะ ได้เยอะก็สมควรแล้ว" เว่ยหงพูดอย่างไม่ใส่ใจ "อีกอย่าง อนาคตเราก็มีโอกาสเป็นมือมีดเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?"
"นั่นสินะ!" หลี่ต้าหนิวพึมพำหน้าเพ้อฝัน "มือมีดเงินเดือนตั้ง 3 ตำลึง เทศกาลก็ได้รางวัลหนัก เครื่องในขายไม่หมดก็หิ้วกลับบ้านได้ ข้าฝันถึงวันนั้นแทบทุกคืน"
เว่ยหงหัวเราะ ในใจก็มีความหวังเช่นกัน
เทียบกับพวกเด็กรับใช้หรือคนตีเกราะที่ได้เงินเดือนแค่ตำลึงนิดๆ แล้วนึกถึงป้าๆ น้าๆ ในสลัมที่รับจ้างซักผ้าทั้งวันได้แค่ไม่กี่ร้อยอีแปะ เงินเดือน 3 ตำลึงนี่ถือว่าเป็นรายได้ระดับสูงเลยทีเดียว
อย่างน้อยถ้าประหยัดหน่อย ก็เลี้ยงดูครอบครัวสามคนได้สบายๆ!
"อนาคตสดใสรออยู่!" เว่ยหงรำพึง
[จบแล้ว]