- หน้าแรก
- สยบแดนอาถรรพ์ เริ่มต้นสยบเหล่าแม่มด
- บทที่ 19 เขตอัลพีนา
บทที่ 19 เขตอัลพีนา
บทที่ 19 เขตอัลพีนา
กว่าสองชั่วโมงต่อมา ณ สนามบินภูมิภาคอัลพีนา
สนามบินขนาดเล็กที่เน้นให้บริการชุมชนและนักธุรกิจเป็นหลักแห่งนี้ ได้ต้อนรับเครื่องบินเจ็ตธุรกิจขนาดเล็กที่ร่อนลงจอด
ท่ามกลางคำบอกลาของลูกเรือ ร็อบสะพายเป้ที่บรรจุแขนทองคำไว้เดินลงจากเครื่องพร้อมกับเมดิสัน หลังจากออกจากสนามบิน พวกเขาเช่ารถและขับมุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองอัลพีนาตามระบบนำทาง
ผ่านไปประมาณสิบนาที ร็อบและเมดิสันก็เดินทางมาถึงจุดหมาย
ประชากรทั้งหมดในเขตอัลพีนามีเพียงสองถึงสามหมื่นคน หากตัดเขตเมืองย่อยๆ รอบนอกออกไป ประชากรในใจกลางเมืองก็มีไม่ถึงหนึ่งหมื่นคนด้วยซ้ำ การเดินเล่นที่นี่เพียงไม่กี่ก้าวก็แทบจะสำรวจได้ทั่วเมืองแล้ว
แม้ฟิโอน่าจะทำนายพิกัดของวิญญาณร้ายเจ้าของแขนทองคำมาให้ แต่เนื่องจากระยะทางที่ไกลเกินไป ตำแหน่งที่ได้จึงไม่ชัดเจนนัก ร็อบกับเมดิสันจึงต้องมาสืบหาเบาะแสต่อเอง
เนื่องจากออกเดินทางแต่เช้าตรู่ จึงยังมีเวลาอีกพักใหญ่กว่าจะถึงช่วงเที่ยง
เพื่อจัดการวิญญาณร้ายให้เร็วที่สุดและหลีกเลี่ยงคำสาปยามค่ำคืน ร็อบกับเมดิสันจึงไม่มีเวลามาเดินทอดน่องชมเมืองเล็กๆ ที่มีบรรยากาศต่างจากนิวออร์ลีนส์แห่งนี้ พวกเขารีบลงมือทำงานทันที
ร็อบเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง เขาหยิบแผนที่ท้องถิ่นมาและชวนเจ้าของร้านคุยระหว่างจ่ายเงิน "เถ้าแก่ แถวนี้มีตำนานแปลกๆ บ้างไหมครับ?"
"ตำนาน? แบบที่เอาไว้หลอกเด็กน่ะเหรอ?"
เถ้าแก่ร่างท้วมวัยกลางคนปรายตามองร็อบและเมดิสันที่ยืนอยู่ข้างๆ
ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคู่รักหนุ่มสาวที่หนีมาหาความตื่นเต้นในชนบท เขาจึงหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวว่า
"ฆาตกร ลัทธิประหลาด ผีในป่า เอเลี่ยน... ไม่ว่าจะไปเมืองบ้านนอกที่ไหน พวกเขาก็เล่าเรื่องสยองขวัญทำนองนี้ให้ฟังได้เหมือนกันหมดนั่นแหละ"
เถ้าแก่จงใจเสริมต่อด้วยน้ำเสียงข่มขู่ "แต่บางทีเรื่องพวกนั้นก็อาจจะไม่ใช่เรื่องแต่ง ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี หนุ่มสาวจากเมืองใหญ่แบบพวกเธอ ผิวพรรณดี หน้าตาดี มักจะเป็นเป้าหมายหลักของสิ่งชั่วร้ายพวกนั้นเสมอ"
เมดิสันที่เดินดูของในร้านอย่างเบื่อหน่ายแค่นเสียง "ก็ให้มันมาสิ ฉันรับรองว่าจะจับพวกมันมัดรวมกันเป็นก้อนแล้วเตะกลิ้งเป็นลูกบอลเลยคอยดู"
"แฟนเธอนี่? เผ็ดดีนะ!" เถ้าแก่ได้ยินดังนั้นจึงหันมาพูดกับร็อบด้วยความหมายแฝง
ร็อบยิ้มรับแต่ไม่ตอบคำ
เขาถามต่อ "นอกจากตำนานทั่วไปพวกนี้ มีเรื่องแปลกใหม่กว่านี้ไหมครับ? อย่างเช่น ผมเคยได้ยินคนพูดว่าที่นี่มีคนแขนเดียว..."
"พอได้แล้ว!"
ร็อบถูกตะโกนขัดจังหวะก่อนจะพูดจบ
สีหน้าของเถ้าแก่เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงและน่าเกลียดทันที "ถ้ายังอยากมีความสุขกับแฟนสาวต่อ ก็อย่าถามถึงเรื่องพวกนี้อีก ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันจะขับรถเล่นแถวนี้สักรอบ ดื่มไวน์พื้นเมืองสักหน่อย ซื้อของที่ระลึก หรือจะไปเอากันในมุมเงียบๆ สักแห่งแล้วรีบไสหัวไปซะ อย่ามารนหาที่ตายด้วยการเล่นเกมผจญภัยแถวนี้"
แววตาของร็อบไหววูบ เขาอยากจะถามต่อ แต่เถ้าแก่ก็ไล่ตะเพิดพวกเขาออกมาอย่างไม่ไยดี
ร็อบถือแผนที่ออกมายืนริมถนน มองหน้าเมดิสันพลางวิเคราะห์ "ดูเหมือนที่นี่จะมีปัญหาจริงๆ การมีอยู่ของศพผู้หญิง หรือวิญญาณร้ายตนนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อคนท้องถิ่นไปแล้ว ถึงขนาดทำให้พวกเขากลัวกันหัวหด"
เมดิสันกล่าว "นั่นหมายความว่าเรามาถูกที่แล้ว"
ร็อบขมวดคิ้วเล็กน้อย "แต่ดูจากท่าทีเถ้าแก่ คนแถวนี้คงไม่ยอมบอกความจริงง่ายๆ แน่"
"ไม่ต้องห่วง ไม่ใช่ทุกคนจะเก็บความลับได้หรอก คอยดูฉันนะ" เมดิสันพูดอย่างมั่นใจ
"คอยดูเธอ? ยังไง?" ร็อบถามด้วยความสงสัย
เมดิสันยื่นมือไปชี้ที่แผนที่ในมือร็อบ
"ก่อนอื่น นายช่วยหาพิกัดบาร์ในตัวเมืองให้ฉันหน่อย"
......
แสงไฟหลากสีวูบวาบ เสียงเพลงเมทัลกระหึ่ม
แม้จะเป็นเวลากลางวัน แต่เมื่อร็อบกับเมดิสันมาถึงบาร์ที่ใกล้ที่สุดในตัวเมือง ก็ยังเห็นหนุ่มสาวมากมายกำลังปลดปล่อยตัวตนอยู่ข้างใน
"ธรรมดาชะมัด"
เมดิสันผู้เจนจัดในสถานที่แบบนี้วิจารณ์เป็นอย่างแรก ก่อนจะชี้ไปที่กลุ่มวัยรุ่นไม่ไกล แล้วยักคิ้วให้ร็อบอย่างมั่นใจ "สิบนาที ฉันทำให้พวกนั้นคายความลับออกมาได้แน่ แม้แต่เรื่องช่วยตัวเองครั้งแรกกับใครฉันก็ถามได้"
เมื่อได้ยินดังนั้น ร็อบก็ผายมือเชิญทันที
เมดิสันเดินตรงเข้าไปทักทายกลุ่มวัยรุ่นอย่างมาดมั่น
"ไงหนุ่มๆ แถวนี้มีเหล้าให้ดื่มบ้างไหม?"
กลุ่มวัยรุ่นชะงักไปชั่วครู่ จ้องมองเมดิสันตาค้าง
ในฐานะดาราฮอลลีวูด ทั้งการแต่งตัว หน้าตา และรูปร่างของเมดิสันจัดอยู่ในระดับท็อป
วัยรุ่นกลุ่มนี้ที่สอบไม่ติดมหาวิทยาลัยและใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในชนบทที่มีโลกทัศน์จำกัด ไม่มีทางต้านทานเสน่ห์ของเธอได้
ไม่นานเมดิสันก็แทรกตัวเข้าไปในกลุ่มได้อย่างง่ายดาย และคำขอเหล้าฟรีของเธอก็ได้รับอนุมัติอย่างเป็นเอกฉันท์
"พวกเราไม่ใช่เด็กน้อยนะ!" หนึ่งในวัยรุ่นรีบแย้งอย่างกระตือรือร้น
"งั้นเหรอ? แต่ฉันมองว่าพวกนายยังเหมือนลูกไก่ขนยังไม่ขึ้นกันอยู่เลยนะ"
ประโยคเดียวของเมดิสันทำเอาวัยรุ่นเลือดร้อนกันเป็นแถว
เมื่อเจอคำถามท้าทายทำนองว่า "พิสูจน์ตัวเองสิ" ของเมดิสันหลังจากนั้น ทุกคนก็แย่งกันตอบคำถาม รวมถึงเรื่องที่เธอคุยโวไว้กับร็อบเมื่อครู่ด้วย
หลังจากส่งสายตาเชิงว่า "เห็นไหมล่ะ?" ให้ร็อบที่อยู่ไม่ไกล เมื่อบทสนทนาลื่นไหลได้ที่ เมดิสันก็วกเข้าเรื่องแขนทองคำอย่างแนบเนียน
พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ วัยรุ่นที่เมาได้ที่และกำลังโม้เพลินๆ ก็ชะงักไปดื้อๆ
โชคดีที่ชายหนุ่มชื่อไมค์ตบโต๊ะดังปัง พูดอย่างดูแคลน "มีอะไรน่ากลัว? ก็แค่เรื่องผีหลอกเด็ก พวกคนแก่กลัวจนขี้ขึ้นสมองกันไปเอง ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องกลัวด้วยนี่หว่า พวกนั้นมันก็แค่พวกขี้ขลาด"
ได้ยินดังนั้น เมดิสันก็ส่งสายตาชื่นชมให้ไมค์ทันที
ไมค์ที่กำลังดีใจจนเนื้อเต้นรีบเล่าเรื่องผีแขนทองคำที่เขารู้ เพื่อเอาใจสาวสวย ส่วนคนอื่นก็ไม่อยากน้อยหน้า ต่างทิ้งความกังวลใจและแย่งกันเล่าเรื่องราวเหมือนนกยูงรำแพนหางอวดตัวเมีย
ที่มาของแขนทองคำจึงถูกเปิดเผย
ตัวเอกของเรื่องคือหญิงสาวชื่อ เฮเธอร์ ซึ่งเคยเป็นสาวงามที่สุดในเขตอัลพีนา
เธอมีสามีที่รักและตามใจเธอมาก
แม้เธอจะใช้เงินมือเติบ แต่สามีก็ไม่เคยบ่นว่าสักคำ
ขณะที่ทั้งคู่กำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นกะทันหัน
อุบัติเหตุจากการตัดไม้ทำให้เฮเธอร์ต้องเสียแขนขวาไป
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เฮเธอร์ผู้รักสวยรักงามรับไม่ได้
เธออ้อนวอนให้สามีไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อทำแขนทองคำมาให้เธอ
แม้กระทั่งตอนที่ป่วยเป็นโรคปอดจนใกล้ตาย เฮเธอร์ก็ไม่ยอมถอดแขนทองคำออก ก่อนตายเธอขอให้สามีฝังแขนทองคำไปพร้อมกับศพของเธอ
สามีรับปากตามคำขอ
แต่ความสุขอยู่ได้ไม่นาน ภายใต้ภาระหนี้สินมหาศาล สามีนึกเสียใจภายหลัง จึงไปขุดศพภรรยาและขโมยแขนทองคำออกมา
"และผลลัพธ์ก็คือ..."
ถึงตรงนี้ไมค์กระดกเหล้าเข้าปาก ด้วยความคึกคะนอง เขาจงใจทำเสียงให้ดูน่ากลัวและเล่าต่อ
"วันต่อมา เพื่อนบ้านที่สังเกตเห็นความผิดปกติเข้าไปดูในบ้านของสามีคนนั้น และต้องตกใจแทบช็อกเมื่อพบเขานอนตายอยู่บนเตียง... ในสภาพนอนกอดแนบชิดกับศพภรรยาที่ตายไปนานแล้วและควรจะอยู่ในโลงศพ โดยมีแขนทองคำวางอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขา"