- หน้าแรก
- คนตัดฟืน ผู้กลืนมิติ
- บทที่ 52 - ฉวยโอกาสตอนชุลมุน ได้มาครอง
บทที่ 52 - ฉวยโอกาสตอนชุลมุน ได้มาครอง
บทที่ 52 - ฉวยโอกาสตอนชุลมุน ได้มาครอง
บทที่ 52 - ฉวยโอกาสตอนชุลมุน ได้มาครอง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
แก่นอสูร ในหมู่อสูรเวทขั้นหนึ่งและขั้นสองนั้นหาได้ไม่บ่อยนัก จะมีก็แต่ในอสูรเวทขั้นสองที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งยวด หรืออสูรเวทขั้นสามขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะปรากฏแก่นอสูรอยู่บ่อยครั้ง แต่มุกเวทนั้นแตกต่างออกไป
โอกาสที่จะปรากฏมุกเวทนั้นมีเพียงหนึ่งในหมื่น ทั่วทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร บันทึกที่เกี่ยวกับมุกเวทมีเพียงตำนานเล่าขานไม่กี่สายเท่านั้น
เล่ากันว่าอสูรเวทในปัจจุบันล้วนเป็นเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่สืบเชื้อสายมาจากอสูรยักษ์และอสูรผู้ยิ่งใหญ่ในยุคโบราณ แม้ว่าสายเลือดจะเจือจางจนแทบจะมองไม่เห็นแล้ว แต่ก็อาจจะมีการปลุกพลังบางส่วนขึ้นมาอย่างน่าประหลาด จนก่อตัวเป็นมุกเวทขึ้นมาในร่างกาย ไม่ใช่ว่าอสูรเวทที่ยิ่งแข็งแกร่งจะยิ่งมีโอกาสปลุกพลังได้ง่าย การปรากฏขึ้นของมุกเวทนั้นไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ที่แน่นอนเลย
และก็ไม่แน่เสมอไปว่าพลังที่ปลุกขึ้นมาจะเป็นคาถาเวทที่มีพรสวรรค์อันแข็งแกร่ง อาจจะเป็นเพียงความสามารถที่ไร้ประโยชน์สิ้นดีและไม่สำคัญอะไรเลยก็ได้ เพราะในยุคโบราณ ก็ใช่ว่าอสูรเวททุกชนิดจะร้ายกาจไปเสียหมด
แต่หากสิ่งที่สืบทอดมานั้นเป็นคาถาเวทที่ร้ายกาจอย่างยิ่งยวด เมื่อผู้ที่ปลุกพลังมีระดับการบำเพ็ญเพียรที่สูงขึ้น ก็อาจจะครอบครองพลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถเคลื่อนภูผาถล่มทะเลได้เลยทีเดียว
"แย่งมุกเวท! แย่งแก่นอสูร!"
ในตอนนี้ สีหน้าของผู้บำเพ็ญเพียรโดยรอบต่างเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง อยู่ในสภาวะที่สูญเสียสติไปโดยสิ้นเชิง ตำนานเกี่ยวกับมุกเวทนั้นช่างห่างไกลและลึกลับ เมื่อถูกเล่าปากต่อปากกันไปมากๆ บางคนถึงกับคิดว่าหากได้มุกเวทมาครอบครอง ระดับพลังก็จะพุ่งสูงขึ้นในทันที สามารถโบยบินอยู่เหนือเก้าชั้นฟ้า มองสรรพสิ่งเป็นมดปลวก และบรรลุถึงขั้นจินตานได้
ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรบางส่วนที่หูตาคับแคบ ถึงกับไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามุกเวทคือสิ่งใด แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่บ้าคลั่งของผู้บำเพ็ญเพียรโดยรอบ ต่อให้เป็นคนที่โง่เขลาที่สุดก็ย่อมรู้ได้ว่า นั่นจะต้องเป็นสมบัติล้ำค่าที่ประเมินค่ามิได้อย่างแน่นอน
ผู้บำเพ็ญเพียรหลายพันคนถาโถมลงมาจากริมทะเลสาบเพื่อแย่งชิงสมบัติ ฉากอันยิ่งใหญ่นี้ ช่างน่าตกตะลึงอย่างยิ่ง
"ฮ่าฮ่า ข้าแย่งได้แล้ว! มุกเวทเป็นของข้า!" ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มคนหนึ่งขี่วิหคขาวที่เหลืออยู่ตัวหนึ่ง เคลื่อนที่ได้เร็วที่สุด เขารีบคว้ามุกเวทไว้ในมือได้ก่อนหนึ่งก้าว ท่ามกลางความดีใจอย่างบ้าคลั่ง เขาก็กำลังจะเอื้อมมือไปคว้าแก่นอสูรเม็ดนั้นด้วย
"เจ้าโง่" ลู่เสี่ยวเทียนพูดออกมาอย่างเย็นชา ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ คาถาเวทหลายสิบสายก็พุ่งเข้าใส่วิหคขาวที่บินอยู่ในระดับต่ำ วิหคขาวและผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มที่ถูกคาถาหลากชนิดโจมตีเข้าอย่างจัง ยังไม่ทันจะได้ป้องกันตัว ก็ร้องโหยหวนออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะถูกกลุ่มคาถาถล่มจนกลายเป็นหมอกโลหิต ขนวิหคสีขาวจำนวนมากร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า
เมื่อได้เห็นการตายอันน่าอนาถของผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มคนนั้น ลู่เสี่ยวเทียนก็ได้แต่ยิ้มขื่น จริงๆ แล้วการที่เขาลงมาในทะเลสาบ แน่นอนว่าเขาก็มีความคิดเกี่ยวกับมุกเวทอยู่บ้าง เพียงแต่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรโดยรอบได้ตกอยู่ในสภาวะที่บ้าคลั่งไปแล้ว เกือบทุกคนที่คว้ามันไว้ได้ ตราบใดที่ไม่สามารถหนีออกไปได้ในทันที ก็จะถูกผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรโดยรอบรุมโจมตี
ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐาน ในสถานการณ์ที่ชุลมุนวุ่นวายเช่นนี้ ก็ยังไม่กล้าพูดว่าจะสามารถถอนตัวออกไปได้อย่างปลอดภัย อสูรคางคกผลึกที่ร้ายกาจเช่นนั้นก่อนหน้านี้ก็ยังถูกรุมโจมตีจนตาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นฝึกปราณในที่นี้เลย
เมื่อคิดได้ถึงจุดนี้ ลู่เสี่ยวเทียนก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า บางทีการมีมุกเวทเม็ดนี้ อาจจะเพียงพอที่จะใช้เข้าร่วมสำนักใดก็ได้ สมบัตินั้นดีจริง แต่ก็ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะได้มันไปด้วย เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีความสามารถพอที่จะหยิบมุกเวทไปได้ต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้
ดังนั้นลู่เสี่ยวเทียนจึงเลือกทางเลือกที่ดีรองลงมา เขากวาดสายตาไปมองหินปราณที่กระจัดกระจาย และของวิเศษบางส่วนที่ถูกคนส่วนใหญ่มองข้ามในโคลนตมของทะเลสาบ ลู่เสี่ยวเทียนเก็บเกี่ยวหินปราณวารีระดับล่างได้สิบกว่าก้อน และหินปราณน้ำแข็งอีกสี่ห้าก้อนอย่างตื่นเต้น หินปราณวารียังพอว่า เขามีเก็บสะสมไว้ในเขตแดนผลไม้สีเขียวอยู่บ้างแล้ว แต่หินปราณธาตุน้ำแข็ง ธาตุลม และธาตุอัสนีทั้งสามชนิดนี้ ล้วนเป็นของที่ขาดแคลนอย่างยิ่ง เก็บไว้เผื่อว่าในอนาคตอาจจะได้ใช้ประโยชน์
"แร่จื้ออู!" ลู่เสี่ยวเทียนเก็บแร่ที่ภารกิจของสำนักกระบี่โบราณต้องการเข้าไปในเขตแดนผลไม้สีเขียวอีกชิ้นหนึ่ง ได้ยินมาว่ามันสามารถใช้หลอมศาสตราวุธกระบี่จื้ออูได้ เพียงแค่ชิ้นเล็กๆ เท่านี้ก็มีมูลค่าไม่น้อย อย่างน้อยก็คุ้มค่าหินปราณหลายร้อยก้อนแล้ว
แม้ว่าจะแย่งชิงสมบัติที่ดีที่สุดไม่ได้ แต่การที่ได้ผลประโยชน์เหล่านี้มาก็ถือว่าดีมากแล้ว ลู่เสี่ยวเทียนรู้สึกพอใจในใจ แม้แต่การหลอมโอสถรวมปราณ ก็ยังต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะได้หินปราณหลายร้อยก้อนมา
"หือ" ในขณะที่ลู่เสี่ยวเทียนกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบหินปราณวารีก้อนหนึ่ง ก็มีมืออีกข้างหนึ่งชิงตัดหน้าไปเสียก่อน เขาถลึงตาดู ก็พบว่าเป็นคนคุ้นหน้า ชายร่างอ้วนจูอิ้นหัวคนที่เคยหลอกขายกฎเมืองเซียนให้เขา ก่อนที่จะเข้าเมืองเซียนจันทรานั่นเอง บางทีอาจเป็นเพราะเห็นว่าระดับพลังของเขาต่ำกว่าตนเองมาก หลังจากที่จูอิ้นหัวคว้าหินปราณไปได้ เขาก็รีบหมุนตัวมุดฝูงชนหนีไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว จนไม่ทันได้สังเกตเห็นว่าเป็นเขา
ลู่เสี่ยวเทียนหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ถูก เจ้าอ้วนนี่ช่างเจ้าเล่ห์จริงๆ ร่างกายอ้วนขนาดนั้น ระดับพลังก็ไม่สูง แต่กลับยังสามารถมุดไปมุดมาท่ามกลางกองทัพนักล่าสมบัติที่บ้าคลั่งนี้ได้ ก็นับว่าเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง หินปราณระดับล่างเพียงก้อนเดียว หากไม่มีความขัดแย้งที่รุนแรง ลู่เสี่ยวเทียนก็ขี้เกียจที่จะไปใส่ใจ ดูท่าว่านอกจากผู้บำเพ็ญเพียรที่บ้าคลั่งที่กำลังแย่งชิงแก่นอสูรและมุกเวทแล้ว ก็ยังมีคนที่ไม่เจียมตัวเช่นเขาที่ก้มหน้าก้มตาหาผลประโยชน์อยู่ไม่น้อย
ในตอนนี้ ก้นทะเลสาบเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่ามีผู้บำเพ็ญเพียรกี่คนที่ต้องมาสังเวยชีวิตเพื่อแย่งชิงแก่นอสูรและมุกเวท ลู่เสี่ยวเทียนพยายามอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงวงต่อสู้ที่กำลังชุลมุน เพราะด้วยระดับพลังของเขา หากถูกดึงเข้าไปพัวพันด้วยก็จะอันตรายอย่างยิ่ง
เพียงแต่ว่า แม้เขาจะระมัดระวังอย่างมาก แต่บางครั้งสถานการณ์ที่พัฒนาก็ไม่ใช่สิ่งที่คนๆ เดียวจะควบคุมได้ ชายหน้าเนื้อใจเสือคนหนึ่งกระโดดขึ้นมา คว้าจับมุกเวทที่ลอยอยู่กลางอากาศไว้ได้ แต่ในไม่ช้า คมมีดวายุอีกสิบกว่าสายก็พุ่งเข้าใส่ มือข้างที่กำมุกเวทไว้ถูกตัดขาดออกจากข้อมือในทันที
"อ๊า! มือของข้า!" ชายหน้าเนื้อใจเสือร้องโหยหวน แต่ในตอนนี้ไม่มีใครสนใจผู้พ่ายแพ้ในการแย่งชิงอย่างเขาเลย ผู้บำเพ็ญเพียรอีกหลายคนพยายามอย่างไม่คิดชีวิตที่จะคว้ามุกเวทนั้นมาไว้ในมือ แต่แล้วคาถาเวทอีกหลายสิบสายก็ถล่มเข้ามาอีก พวกเขาหดคอเล็กน้อย จำใจต้องถอยกลับไปชั่วคราวอย่างไม่พอใจ ทั่วทั้งพื้นเต็มไปด้วยศพ แขนขาขาดกระเด็น อาจเป็นเพราะมีคนตายมากเกินไป ในชั่วเวลาเพียงสั้นๆ กลับไม่มีใครไปรับแขนที่ขาดนั้นไว้ ปล่อยให้มันตกลงไปในโคลนเลน
"มุกเวทไปไหนแล้ว"
"ใครแย่งมุกเวทไป ส่งมันออกมา ไม่อย่างนั้นข้าเฒ่าจะฆ่าล้างตระกูลเจ้า!" รอบๆ เกิดความโกลาหลขึ้นมาอีกครั้ง
"มุกเวท!" ลู่เสี่ยวเทียนถึงกับหายใจสะดุด ตั้งใจปลูกดอกไม้ดอกไม้ไม่บาน ไม่คิดว่าตัวเองจะไม่มีความคิดที่จะแย่งชิง แต่มุกเวทกลับมาอยู่ในที่ที่แค่เอื้อมมือก็ถึง ผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ไม่ไกลกำลังโกลาหลวุ่นวายเพราะการหายไปชั่วขณะของมุกเวท บรรยากาศเต็มไปด้วยจิตสังหาร
ต้องแสวงโชคในอันตราย! ที่ไม่ไปแย่งชิงก็เพราะว่าโอกาสที่จะต้องเสียชีวิตนั้นสูงเกินไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่อยากได้สมบัติ ลู่เสี่ยวเทียนตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ในเมื่อมันมาส่งถึงตรงหน้าแล้ว หากยังไม่เอาอีกก็คงเป็นไอ้โง่แล้ว ในการใช้ชีวิตในโลกบำเพ็ญเพียร จะไม่มีความเสี่ยงเลยได้อย่างไร
ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเลอีกต่อไป ใช้ความเร็วที่สุดคว้ามุกเวทที่ยังอยู่ในมือของแขนที่ขาดนั้น แล้วส่งมันเข้าไปในเขตแดนผลไม้สีเขียวทันที
"บัดซบ! มุกเวทหายไปแล้ว! เป็นเต่าหัวหดตัวไหนซ่อนมันไว้ รีบส่งมันออกมาเร็ว!"
ผู้บำเพ็ญเพียรที่มองไม่เห็นมุกเวทต่างก็ทั้งโกรธทั้งร้อนใจ แย่งชิงกันมาตั้งครึ่งค่อนวัน พลังมวลปราณก็ใช้ไปเกือบครึ่ง เพื่อที่จะฟื้นฟูพลัง หินปราณก็ใช้ไปไม่น้อย แต่ตอนนี้กลับพบว่าสมบัติที่แย่งชิงกันกลับหายไปอย่างลึกลับ
"ต้องเป็นไอ้ชาติชั่วตัวไหนสักคนเก็บมุกเวทเข้ากระเป๋ากักเก็บไปแล้วแน่ๆ หา! ต่อให้ต้องหาทีละคนก็ต้องหามุกเวทออกมาให้ได้" หลายคนตะโกนออกมาอย่างหัวเสีย
"ท่านประมุขเลี่ยว ท่านประมุขหู ดูท่าว่ามีคนได้สมบัติไปแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าคนผู้นี้เป็นใคร พวกเราเหนื่อยกันมาหลายวัน จะกลับไปมือเปล่าได้อย่างไร ในที่นี้มีผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรอยู่จำนวนมาก เพียงแค่พลังของตระกูลเราฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เกรงว่าจะไม่สามารถกดดันผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรเหล่านี้ได้ ไม่สู้พวกเราร่วมมือกัน ปิดล้อมทางเข้าออกทั้งหมดที่อยู่ริมทะเลสาบ ค้นกระเป๋ากักเก็บทั้งหมด หามุกเวทออกมา แล้วค่อยนำมาประมูลแบ่งกัน ดีหรือไม่"
ผู้เฒ่าคิ้วยาวปาดโคลนบนใบหน้าออก ดูท่าทางทุลักทุเลไม่น้อย เขาเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นฝึกปราณขั้นปลาย ปกติไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา แม้แต่ผู้เฒ่าวิหคเหินที่ตายไปแล้วเขาก็ไม่เคยเกรงกลัว ไม่คิดเลยว่าการแย่งชิงสมบัติในทะเลสาบครั้งนี้จะทำให้ตัวเองต้องทุลักทุเลขนาดนี้ แถมยังไม่ได้อะไรติดมือกลับไปเลย ผู้เฒ่าคิ้วยาวจึงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
[จบแล้ว]