เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36 - เข้าร่วมกลุ่ม

บทที่ 36 - เข้าร่วมกลุ่ม

บทที่ 36 - เข้าร่วมกลุ่ม


บทที่ 36 - เข้าร่วมกลุ่ม

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

นักหลอมโอสถในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรนั้นหายากอย่างยิ่งอยู่แล้ว และคนที่อยู่ในลานบ้านเดียวกับพวกนางทั้งหมด ก็ไม่เคยมีใครรู้จักนักหลอมโอสถมาก่อนเลย หากโอสถปราณหรือโอสถรักษาอาการบาดเจ็บที่ใช้ในเทือกเขาหมดลง ก็สามารถหามาเติมได้ในบริเวณใกล้เคียง สะดวกสบายอย่างยิ่ง ต่อให้ต้องซื้อโอสถจากลู่เสี่ยวเทียนด้วยหินปราณ แต่ก็ย่อมถูกกว่าร้านค้าทางการอยู่บ้าง สำหรับพวกนางแล้ว ประหยัดได้แม้เพียงเล็กน้อยก็ถือว่าดีแล้ว ในระยะยาว ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรเพิ่มขึ้นไม่น้อย ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ก้อนโตอีกด้วย

“ก็ได้ พี่ลั่วพวกท่านรู้จักคนเยอะ ช่วยข้าสืบข่าวเกี่ยวกับสูตรโอสถที่ใช้ในขั้นฝึกปราณช่วงกลางและช่วงปลายด้วยนะ ถ้ามีสูตรโอสถประเภทรักษาก็ยิ่งดี ถ้าหากหามาได้ก่อนที่จะเข้าไปในเทือกเขาจันทราก็จะดีที่สุด” ลู่เสี่ยวเทียนกล่าว

“ความเชี่ยวชาญในการหลอมโอสถของน้องลู่ บรรลุถึงขั้นนั้นแล้วหรือ” ลั่วหย่วนกล่าวอย่างตกตะลึง

“พี่ใหญ่ ท่านนี่โง่จริงๆ เลย เมื่อครู่ตอนที่เข้ามา กลิ่นยาของโอสถรวมปราณนั้นเข้มข้นกว่าที่พวกเราเคยใช้มากอย่างเห็นได้ชัด พี่ลู่คงจะหลอมโอสถรวมปราณระดับกลางออกมาได้แล้วแน่ๆ ย่อมต้องลองพยายามหลอมโอสถที่ระดับสูงขึ้นไปอยู่แล้ว ในอนาคตโอสถของพวกเราอาจจะต้องพึ่งพาพี่ลู่ก็ได้นะ” ลั่วชิงกลอกตามองแล้วกล่าว

“ตอนนี้อัตราการหลอมสำเร็จของโอสถรวมปราณอยู่ที่ประมาณสามสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ยังไม่ถึงสี่สิบ ถ้าโชคดีหน่อย ก็พอจะหลอมโอสถรวมปราณระดับกลางออกมาได้บ้าง ถ้าหากในอนาคตข้าหลอมโอสถที่จำเป็นสำหรับขั้นฝึกปราณช่วงกลางและช่วงปลายได้ พวกท่านสองพี่น้องก็มาซื้อโอสถจากข้าได้นะ ข้าจะขายให้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดเล็กน้อย”

ลู่เสี่ยวเทียนรู้สึกดีกับสองพี่น้องนี้ไม่น้อย อีกอย่างตลอดครึ่งปีมานี้ ทั้งสองคนก็ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเขามากมาย ในฐานะที่พวกเขาเป็นเพียงสองคนที่เขารู้จักในเมืองเซียนจันทราแห่งนี้ เขาจึงไม่รังเกียจที่จะช่วยเหลือสองพี่น้องนี้บ้าง

“อัตราการหลอมสำเร็จสามสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ พรสวรรค์ในการหลอมโอสถของน้องลู่นี่ช่างน่าทึ่งจริงๆ” ลั่วหย่วนอดที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้ แม้แต่นักหลอมโอสถที่ตระกูลต่างๆ ฟูมฟักขึ้นมา คนที่สามารถทำอัตราการหลอมสำเร็จได้ถึงระดับนี้ก็นับว่ามีน้อยมากแล้ว และทุกคนล้วนเป็นผู้เฒ่าที่มีประสบการณ์หลอมโอสถมาหลายสิบปีทั้งสิ้น ต่อให้ลู่เสี่ยวเทียนเริ่มหลอมโอสถตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ พรสวรรค์นี้ก็น่าทึ่งเกินไปหน่อยแล้ว แต่เมื่อได้ยินคำสัญญาของลู่เสี่ยวเทียน ลั่วหย่วนก็ดีใจอย่างมาก เขารีบตบอกรับปากทันที “น้องลู่สบายใจได้เลย เรื่องนี้ข้าจัดการเอง ข้าจะไปสืบข่าวเรื่องสูตรโอสถมาให้น้องลู่ให้ได้”

โอสถที่ใช้ในขั้นฝึกปราณช่วงกลางและช่วงปลายนั้นมีอยู่หลายชนิด โอสถบำรุงปราณและโอสถปราณมวลเป็นเพียงตัวแทนเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีสูตรโอสถอื่นๆ อีกหลายชนิดที่ได้ผลดีเช่นกัน ยังเหลือเวลาอีกสี่เดือนกว่าที่สำนักเซียนจะเปิดรับศิษย์ เตรียมตัวสักพักแล้วค่อยเข้าป่า ก็น่าจะพอสืบข่าวได้ทัน

“ขอบคุณพี่ลู่มากนะ” ลั่วชิงในตอนนี้ยิ้มจนตาหยี กล่าวขอบคุณลู่เสี่ยวเทียนอย่างมีความสุข

ลู่เสี่ยวเทียนยิ้มเล็กน้อย ความจริงแล้วตลอดครึ่งปีมานี้เขาหลอมโอสถรวมปราณอย่างต่อเนื่อง อัตราการหลอมสำเร็จของเขาเพิ่มขึ้นจนเกือบจะถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว แถมยังเคยหลอมโอสถระดับสูงออกมาได้ถึงสองครั้ง และระดับกลางอีกสิบกว่าครั้ง หากสองพี่น้องนี้รู้ตัวเลขนี้เข้า ไม่รู้ว่าจะมีสีหน้าเป็นอย่างไร

สองพี่น้องตระกูลลั่วรีบร้อนออกไปสืบข่าวเรื่องสูตรโอสถ ลู่เสี่ยวเทียนปลอมตัวเป็นชายฉกรรจ์หน้าตาหยาบกร้านคนหนึ่งแล้วออกจากลานบ้านไปเช่นกัน เขาไปตั้งแผงลอยอยู่ริมถนน นอกจากนี้ข้างๆ ยังปักป้ายไม้ไว้แผ่นหนึ่ง เขียนว่ามีโอสถรวมปราณจำหน่าย

เมื่อใกล้ถึงเวลาที่สำนักเซียนจะเปิดรับศิษย์ จำนวนผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่มารวมตัวกันในเมืองเซียนจันทราก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด โอสถซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบำเพ็ญเพียรจึงเป็นที่นิยมที่สุดในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร แม้ว่าในเมืองเซียนจันทราจะมีตระกูลมากมายที่เปิดร้านขายโอสถ แต่หนึ่งคือหญ้าปราณที่เพาะปลูกในแปลงปราณนั้นมีจำกัด หนึ่งปีเก็บเกี่ยวได้เพียงครั้งเดียว สองคือนักหลอมโอสถก็เป็นที่ต้องการตัวอย่างมาก ทำให้ตอนนี้ราคาโอสถสูงกว่าปกติเกือบหนึ่งส่วน แต่ก็ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการ

แผงลอยของลู่เสี่ยวเทียนเพิ่งจะตั้งได้ไม่นาน ก็มีคนสิบกว่าคนเข้ามามุงดูติดต่อกัน เพราะเขายังคงขายในราคาเดิม ซึ่งต่ำกว่าร้านค้าทางการในตอนนี้ถึงหนึ่งส่วน ในไม่ช้า โอสถรวมปราณหลายสิบเม็ดที่วางอยู่บนแผงก็ถูกกว้านซื้อไปจนหมด เขาได้หินปราณหลากหลายชนิดกลับมาถึงร้อยกว่าก้อน ลู่เสี่ยวเทียนก็เก็บแผง แล้วเปลี่ยนการแต่งกายเป็นอีกแบบหนึ่ง ย้ายไปขายที่ถนนเส้นอื่น

เขาทำเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง จนตอนนี้ในเขตแดนมีหินปราณกองอยู่ถึงสามร้อยกว่าก้อนแล้ว นี่ถือเป็นลาภก้อนโตอย่างไม่ต้องสงสัยสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นฝึกปราณคนหนึ่ง

ที่หน้าแผงยังมีโอสถเหลืออยู่อีกสองขวด ลู่เสี่ยวเทียนลังเลเล็กน้อย เขาเก็บโอสถรวมปราณทั้งสองขวดขึ้นมา เตรียมจะเก็บแผง

“ขอถามหน่อย โอสถรวมปราณในมือท่านยังขายอยู่หรือไม่” ในขณะนั้น เสียงที่ยังเจือความเยาว์วัยอยู่บ้างก็ดังขึ้น

ลู่เสี่ยวเทียนเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเด็กหนุ่มท่าทางซื่อๆ คนหนึ่งสวมชุดผ้าป่านธรรมดา เขามองมาที่เขาอย่างประหม่าเล็กน้อย มีพลังฝีมืออยู่ขั้นฝึกปราณขั้นสาม “ก็ได้ เจ้าเป็นคนสุดท้ายของวันนี้แล้ว ข้ายังมีโอสถรวมปราณเหลืออยู่เจ็ดเม็ด สี่หินปราณระดับต่ำต่อหนึ่งเม็ด”

“ข้า ข้าไม่มีหินปราณเพียงพอ ข้าใช้ของอย่างอื่นแลกได้หรือไม่” เด็กหนุ่มท่าทางซื่อกล่าวอย่างอึดอัด

“เจ้ามีอะไรล่ะ” ลู่เสี่ยวเทียนถาม

“ข้ามีธงค่ายกลอยู่ชุดหนึ่ง สามารถประกอบขึ้นเป็นค่ายกลพิทักษ์มวลปราณ สามารถกักขังยอดฝีมือขั้นฝึกปราณสมบูรณ์ได้ประมาณหนึ่งชั่วยาม” เด็กหนุ่มท่าทางซื่อกระซิบ “แต่ว่าการใช้งานค่ายกลครั้งแรก ต้องใช้หินปราณยี่สิบก้อน ครั้งที่สองต้องใช้สี่สิบก้อน เพิ่มขึ้นทีละเท่าตัว พอใช้ไปประมาณสี่ห้าครั้ง ธงค่ายกลก็จะพังไปเลย”

“ธงค่ายกล มีพลังทำลายล้างหรือไม่”

ลู่เสี่ยวเทียนใจเต้นแรง เขารีบถาม ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร นักหลอมโอสถเป็นกลุ่มคนที่หายากมากอยู่แล้ว แต่ปรมาจารย์ค่ายกลกลับหายากยิ่งกว่านักหลอมโอสถเสียอีก

เพราะการเลื่อนขั้นของปรมาจารย์ค่ายกลนั้นยากยิ่งกว่าการหลอมโอสถ ที่สำคัญกว่านั้นคือปรมาจารย์ค่ายกลต้องทุ่มเทสมาธิและเวลาไปกับการศึกษาค่ายกลอย่างมหาศาล โดยปกติแล้วพลังฝีมือจึงมักจะไม่สูงนัก แต่เมื่อใดที่สร้างค่ายกลขึ้นมาได้ พลังทำลายล้างของมันก็มักจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปจะสามารถเทียบได้เลย

“มะ ไม่มี” เด็กหนุ่มท่าทางซื่ออ้อมแอ้มตอบ

ลู่เสี่ยวเทียนถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ค่ายกลชุดหนึ่ง ใช้ครั้งเดียวยังต้องเสียหินปราณเพิ่มอีกยี่สิบก้อน แถมยังใช้ได้แค่ห้าครั้ง แต่ถึงแม้ว่าจะใช้ต่อได้ หลังจากใช้ไปห้าครั้งก็ต้องเสียถึงหนึ่งร้อยยี่สิบก้อน เกรงว่าคงจะใช้ไม่ไหวแล้ว และยังทำได้เพียงกักขังคู่ต่อสู้ไว้ประมาณหนึ่งชั่วยามเท่านั้น ไม่มีพลังทำลายล้างใดๆ เลย ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดีจริงๆ การซื้อธงค่ายกลชุดนี้ยังต้องเสียเงินอีก มีหินปราณขนาดนี้ สู้เอาไปซื้อยันต์ปราณเพิ่มยังจะดีกว่า

“ข้า ข้าหลอมธงค่ายกลชุดนี้ใช้วัสดุไปทั้งสิ้นยี่สิบสามหินปราณระดับต่ำ ข้า ข้าขอแค่โอสถรวมปราณห้าเม็ดก็พอแล้ว”

เด็กหนุ่มท่าทางซื่อดูเหมือนจะรู้ตัวว่าธงค่ายกลที่ตนเองสร้างขึ้นมานั้นไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติสักเท่าใด เขาตั้งแผงลอยในเมืองมาหลายเดือนแล้วก็แทบไม่มีคนถาม พอมีคนมาถามบ้าง พอเห็นค่าใช้จ่ายในการใช้งานค่ายกล ก็ส่ายหน้าเดินหนีไปโดยไม่คิดเลย

เดิมทีลู่เสี่ยวเทียนก็รู้สึกว่ามันไร้ประโยชน์ แต่พอคิดอีกที ในมือเขาตอนนี้ก็ไม่มีอาวุธปราณที่ร้ายกาจอะไร หากต้องเจอกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งจริงๆ สามารถกักขังอีกฝ่ายไว้แล้วหนีเอาชีวิตรอดได้ก็นับว่าไม่เลว อีกอย่างเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ดูท่าทางซื่อๆ น่าไว้ใจ ดูเหมือนยังไม่เคยผ่านโลกมามากนัก การได้ผูกมิตรกับปรมาจารย์ค่ายกลไว้ บางทีในอนาคตอาจจะเป็นประโยชน์ก็ได้ โอสถรวมปราณสำหรับนักหลอมโอสถอย่างเขาแล้ว เมื่อไหร่ก็หลอมขึ้นมาใหม่ได้

เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่เสี่ยวเทียนก็เทโอสถรวมปราณออกมาจากขวดโอสถหนึ่งเม็ด แล้วยื่นให้เด็กหนุ่มท่าทางซื่อ “ตอนนี้เจ้าอยู่ขั้นฝึกปราณขั้นสาม การจะทะลวงสู่ขั้นฝึกปราณช่วงกลางนั้นโอสถสำคัญอย่างยิ่ง ในนี้มีโอสถรวมปราณหกเม็ด หวังว่ามันจะช่วยให้เจ้าทะลวงถึงขั้นสี่ได้นะ”

“ขะ ขอบคุณท่านพี่มาก ข้าชื่อหวังม่อ ไม่ทราบว่าท่านพี่มีนามว่าอะไร” เด็กหนุ่มท่าทางซื่อตื่นเต้นจนพูดจาติดๆ ขัดๆ

“ข้าชื่อลู่เสี่ยวเทียน”

เขารับธงค่ายกลขนาดเล็กสีน้ำเงินเข้มยาวประมาณหนึ่งฉื่อสี่เล่มที่หวังม่อมอบให้มา แล้วพูดคุยกับหวังม่ออยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้รู้ว่าหวังม่อมาจากตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรขนาดเล็กแห่งหนึ่งภายใต้แคว้นที่เรียกว่าแคว้นเย่ฉิน ตระกูลของเขาสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว หลังจากที่บิดามารดาของเขาสิ้นอายุขัยไป หวังม่อก็ตัดสินใจมาที่เมืองเซียนจันทรา เพื่อแสวงหาโอกาสในการเข้าร่วมสำนักเซียน

ลู่เสี่ยวเทียนรู้สึกสะท้อนใจอยู่เงียบๆ แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นฝึกปราณ หากไม่สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาทั่วไป

การเดินทางไปเทือกเขาจันทราต้องมีการเตรียมตัวมากมาย ลู่เสี่ยวเทียนเก็บธงค่ายกล แล้วไปที่ร้านยันต์ปราณเพื่อซื้อยันต์ปราณระดับต้นเพิ่มอีกหลายสิบแผ่น ตอนนี้ในมือพอจะคล่องขึ้นบ้างแล้ว ยันต์ปราณที่ซื้อในครั้งนี้จึงมีคุณภาพดีกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ใช้หินปราณอีกหกสิบกว่าก้อนซื้อกระบี่ปปราณมาเล่มหนึ่ง

เมื่อมีโอสถหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ ตามความเร็วในการบำเพ็ญเพียรในตอนนี้ คาดว่าอีกประมาณหนึ่งปี เขาก็จะสามารถเข้าสู่ขั้นฝึกปราณขั้นหกได้ หากได้สูตรโอสถใหม่มา ความเร็วก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นจึงต้องพิจารณาปัญหาเรื่องคัมภีร์วิชาใหม่ได้แล้ว

อาวุธปราณที่ซื้อมาใหม่เป็นกระบี่สั้นสีทอง เป็นอาวุธปราณระดับกลาง ลู่เสี่ยวเทียนชื่นชมมันอย่างรักใคร่อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นลู่เสี่ยวเทียนก็แวะถามร้านค้าที่ขายตำราคัมภีร์วิชาไปตลอดทางสองร้าน ก็ยังไม่พบ 《คัมภีร์ผสานมวล》 เล่มปลายเลย แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ เขาเดินไปอีกสองช่วงตึก มาถึงร้านค้าคัมภีร์วิชาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเซียนจันทรา

“ถ้าร้านนี้ยังไม่มีอีก ก็คงต้องเลือกคัมภีร์วิชาเล่มอื่นแล้ว” ลู่เสี่ยวเทียนตัดสินใจ แล้วก้าวเดินเข้าไป

สมกับที่เป็นร้านค้าคัมภีร์วิชาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเซียนจันทรา ภายในมีชั้นหนังสือเก่าแก่ตั้งเรียงรายอยู่สิบกว่าแถว คาดคะเนดูคร่าวๆ อย่างน้อยก็น่าจะมีคัมภีร์วิชาอยู่หลายหมื่นเล่ม พนักงานที่คอยอธิบายให้ผู้ซื้อฟังก็เป็นคนธรรมดาสามัญถึงสิบคน ตอนนี้มีคนจำนวนไม่น้อยกำลังเลือกคัมภีร์ที่เหมาะกับตนเองอยู่ข้างชั้นหนังสือ บางคนก็กำลังสอบถามกับพนักงานของร้านค้า

“ท่านเซียน ท่านต้องการเลือกคัมภีร์วิชาแบบไหนหรือขอรับ ทางร้านเรามีคัมภีร์วิชาหลากหลายนับหมื่นเล่ม เชื่อว่าต้องมีที่ท่านเซียนต้องการอย่างแน่นอน”

ลู่เสี่ยวเทียนเพิ่งจะก้าวเข้าร้านมา พนักงานคนหนึ่งก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น

“ที่นี่มี 《คัมภีร์ผสานมวล》 หรือไม่ เอาส่วนที่เป็นขั้นฝึกปราณขั้นปลาย” ลู่เสี่ยวเทียนถาม

“《คัมภีร์ผสานมวล》 หรือขอรับ ไม่ค่อยมีท่านเซียนเลือกคัมภีร์วิชานี้เลยนะขอรับ มันค่อนข้างจะหายาก ท่านเซียนรอสักครู่ ข้าขอไปค้นหาดูก่อน”

พนักงานคนนั้นใช้มือลูบคางคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พาลู่เสี่ยวเทียนเดินไปยังชั้นหนังสือที่อยู่ด้านในสุด คัมภีร์วิชาของร้านค้าล้วนถูกจัดเรียงตามประเภทคือ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน น้ำแข็ง ลม อัสนี จากนั้นในแต่ละธาตุ ก็จะแบ่งเป็นคัมภีร์วิชาสำหรับช่วงต้น ช่วงกลาง และช่วงปลาย

รากปราณห้าธาตุเป็นรากปราณที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด ลู่เสี่ยวเทียนไม่เคยทดสอบค่ารากปราณของตนเอง แต่เขาสามารถเรียนรู้วิชาเวทห้าธาตุได้ทุกสายด้วยความเร็วที่เท่ากัน ส่วนธาตุน้ำแข็ง ลม และอัสนีจะช้ากว่าเล็กน้อย ค่ารากปราณของผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งต่อให้สูงแค่ไหน ก็จะไม่เกินหนึ่งร้อยจุด หากต่ำกว่าสามสิบจุดจะถือว่ามีพรสวรรค์ด้อย หากสูงกว่าห้าสิบจะถือว่ามีพรสวรรค์เป็นเลิศ

ลู่เสี่ยวเทียนคาดว่าตนเองน่าจะมีรากปราณครบทั้งห้าธาตุ แถมยังสมดุลอย่างมากอีกด้วย ต่อให้คิดแบบเต็มที่ แต่ละสายก็คงไม่เกินยี่สิบจุด ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่พรสวรรค์ด้อยที่สุดอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงขี้เกียจที่จะไปทำการทดสอบอีก

ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่จะเลือกบำเพ็ญเพียรโดยเน้นไปที่รากปราณธาตุเดียวของตนเอง คนที่เลือก 《คัมภีร์ผสานมวล》 ซึ่งไม่มีข้อกำหนดเรื่องธาตุแบบนี้ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย แต่ก็มีจำนวนน้อยมาก

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 36 - เข้าร่วมกลุ่ม

คัดลอกลิงก์แล้ว