- หน้าแรก
- คนตัดฟืน ผู้กลืนมิติ
- บทที่ 15 - การไล่ล่า
บทที่ 15 - การไล่ล่า
บทที่ 15 - การไล่ล่า
บทที่ 15 - การไล่ล่า
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
“ทำอะไรน่ะรึ ก็ยึดร่างยังไงเล่า!” เฒ่าชุดคลุมดำกล่าวเสียงเย็นชา สองตาปิดสนิท ร่างกายที่แห้งเหี่ยวและบาดเจ็บสาหัส พลันสิ้นไร้ซึ่งพลังชีวิตโดยสิ้นเชิง
ในหัวของลู่เสี่ยวเทียนพลันว่างเปล่า สองตาดับมืดลง
เมื่อเบื้องหน้าสว่างชัดเจนอีกครั้ง ก็ปรากฏเป็นม่านหมอกสีขาว พื้นดินมีเพียงกรวดทรายและดินที่ว่างเปล่า ไกลออกไปคือพื้นที่ที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอก มองไม่ชัดเจน มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
ทำไมข้าถึงมาอยู่ที่ประหลาดนี่อีกแล้ว ลู่เสี่ยวเทียนประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในไม่ช้า เขาก็นึกถึงเฒ่าชุดคลุมดำ ลู่เสี่ยวเทียนจึงตะโกนถามเสียงดัง “ยึดร่างคืออะไร”
“ยึดร่าง ก็คือการกลืนกินจิตวิญญาณของเจ้า ยึดครองร่างกายของเจ้า ศิษย์รัก รีบเข้ามาในปากของอาจารย์เร็วเข้าเถอะ ครั้งนี้อาจารย์ได้กินผลผสานวิญญาณเข้าไปเชียวนะ เมื่อเจ้าถูกข้ากลืนกิน จะสามารถรักษพลังปราณในวิญญาณของเจ้าไว้ได้ไม่น้อยเลย รอให้อาจารย์กลืนกินเจ้าเสร็จสิ้น เจ้ากับข้าก็จะรวมเป็นหนึ่งเดียว เมื่อได้ร่างกายของเจ้ามา อาจารย์ก็ใช้เวลาอีกไม่นาน ก็จะสามารถสร้างรากฐานได้สำเร็จ มีเวลาอีกยาวนานในการพิสูจน์มรรคาวิถีแห่งจินตาน”
น้ำเสียงอำมหิตและบ้าคลั่งดังแว่วมา หากผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นได้ยินชื่อของผลผสานวิญญาณ เกรงว่าคงจะต้องตกใจจนแทบสิ้นสติ ผลไม้นี้ได้หายสาบสูญไปจากโลกของผู้บำเพ็ญเพียรมานานหลายปีแล้ว แม้แต่ปรมาจารย์ขั้นจินตานก็ยังยากที่จะได้มาครอบครอง ไม่นึกเลยว่าเฒ่าชุดคลุมดำที่อยู่เพียงขั้นฝึกปราณขั้นสมบูรณ์จะมีมันอยู่ในมือ วาสนาของคนผู้นี้ ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
การยึดร่างโดยทั่วไป แม้จะกลืนกินจิตวิญญาณของอีกฝ่ายได้สำเร็จ แต่ก็มักจะมีผลข้างเคียงตามมาไม่มากก็น้อย แต่หากได้กินผลไม้นี้เข้าไป จะสามารถลดผลข้างเคียงให้เหลือน้อยที่สุด และยังสามารถดูดซับพลังจากจิตวิญญาณของอีกฝ่ายได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แต่ผลลัพธ์นี้ก็ส่งผลต่อทั้งสองฝ่ายเช่นกัน อีกฝ่ายก็สามารถดูดซับจิตวิญญาณของเขาไปเป็นของตนเองได้เช่นกัน แน่นอนว่า ในสายตาของเฒ่าชุดคลุมดำ สถานการณ์เช่นนี้ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เด็กน้อยที่อยู่เพียงขั้นฝึกปราณขั้นหนึ่ง จะมาเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้อย่างไร
“เฒ่าสารเลว เจ้าเต่าล้านปี เจ้าคิดร้ายต่อข้าจริงๆ เจ้าต้องไม่ได้ตายดีแน่!”
ลู่เสี่ยวเทียนพอได้ยินดังนั้น ก็โกรธจนแทบกระอักเลือด เฒ่าปีศาจตนนี้ช่างมีจิตใจชั่วร้ายถึงเพียงนี้ หลอกเขาให้กลับมาที่ถ้ำพำนัก ตัวเขาเองก็ยังโง่เง่าช่วยเฒ่าปีศาจนี่เตรียมการทุกอย่างจนเสร็จสิ้น ช่างโง่บัดซบจริงๆ ผลักตัวเองลงไปในกองไฟแท้ๆ
“หึ เจ้าเด็กที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีรากปราณสายไหน หากไม่ใช่เพราะข้าเฒ่าถ่ายทอด 《คัมภีร์ผสานมวล》 ให้เจ้า ป่านนี้เจ้าก็ยังเป็นแค่คนรับใช้ของสำนักโลกีย์ชั้นสาม หวังได้เพียงตักน้ำตัดฟืนไปชั่วชีวิต หากไม่ใช่เพราะตอนนี้ข้าเฒ่าไม่มีทางเลือกอื่น ข้าไม่แม้แต่จะชายตามองรากปราณชั้นต่ำเช่นเจ้าด้วยซ้ำ! การที่ข้าเฒ่าหมายตาเจ้า ถือเป็นวาสนาของเจ้าแล้ว จงเชื่อฟังมาให้ข้าเฒ่ากลืนกินเสียดีๆ ข้าเฒ่าอาจจะยังให้เจ้าตายอย่างสบายหน่อย หากยั่วโมโหข้าเฒ่าล่ะก็ อีกเดี๋ยวข้าจะสูบวิญญาณหลอมจิต ให้เจ้าได้ลิ้มรสความเจ็บปวดทรมาน จนต้องนึกเสียใจที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้” เฒ่าชุดคลุมดำขู่เสียงเหี้ยม
“เฒ่าสารเลว ไม่ต้องมาขู่ให้ยาก หากมีปัญญาก็จับข้าให้ได้สิ ข้าผู้นี้ไม่กลัวเจ้าหรอก” เมื่อก่อนลู่เสี่ยวเทียนเกรงกลัวเฒ่าชุดคลุมดำอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้อย่างไรก็คงไม่รอด สู้ไม่ได้ แต่ด่าก็ยังได้ไม่ใช่หรือ
“ดีแต่ปากกล้า ช่างอวดดีสิ้นดี เจ้าคิดว่าน้ำที่ข้าให้เจ้าแช่คือน้ำอาบหรือ นั่นมันน้ำยาผนึกวิญญาณต่างหาก ตราบใดที่เจ้าแช่อยู่ในนั้น สติเทพของเจ้าก็จะไม่สามารถหนีออกจากร่างกายได้ ข้าเฒ่าอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะหนีไปได้อีกกี่น้ำ” เฒ่าชุดคลุมดำหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง จิตวิญญาณของเขาค่อยๆ คืบคลานค้นหา
เฒ่าชุดคลุมดำผู้นี้ช่างคิดการณ์ไกล วางแผนชั่วร้ายถึงขีดสุด ที่แท้ก็วางแผนไว้หมดแล้ว ลู่เสี่ยวเทียนทั้งโกรธทั้งกลัว แต่ก็ทำอะไรเฒ่าชุดคลุมดำไม่ได้เลย เฒ่าปีศาจตนนี้มีเล่ห์เหลี่ยมมากมายเกินกว่าที่เขาจะคาดคิดได้ มิน่าเล่า เมื่อก่อนถึงไม่ยอมสอนวิชาให้เขา คงเป็นเพราะกลัวว่าหากเขารู้มากเกินไป จะเป็นภัยต่อตัวมันนั่นเอง
หนี ต่อให้ต้องตาย ก็จะไมยอมให้เฒ่าชุดคลุมดำผู้นี้สมหวังง่ายๆ เขาพยายามลอยหนีไปให้ไกลที่สุด
“เอ๊ะ นี่มันที่บ้าอะไรกัน ทำไมถึงดูคล้ายกับหุบเขานัก”
ลู่เสี่ยวเทียนรู้สึกว่าร่างกายของตนเองเบาหวิว ล่องลอยไปมา เพียงแค่คิด ก็สามารถลอยไปได้ไกลหลายจั้ง หรือกระทั่งสิบกว่าจั้ง ลู่เสี่ยวเทียนยังไม่ทันได้ตกใจนานนัก เสียงหัวเราะแหลมสูงของเฒ่าชุดคลุมดำก็ดังเข้ามาในหู “ศิษย์รัก จะหนีไปไหน”
“เป็นเจ้าเฒ่าเดรัจฉานนั่นเอง” ลู่เสี่ยวเทียนเพ่งสมาธิมอง ก็เห็นเพียงเงาร่างจางๆ ไม่ชัดเจนนัก แต่มีใบหน้าถมึงทึงเหมือนกับเฒ่าชุดคลุมดำไม่ผิดเพี้ยน ไม่ใช่เฒ่าชุดคลุมดำแล้วจะเป็นใครได้ สภาพนี้ดูคล้ายกับที่พวกชาวบ้านปุถุชนเล่าลือกันว่าเป็นสภาพของภูตผีวิญญาณ ร่างกายล่องลอยไปมา
ซวยจริงๆ ลู่เสี่ยวเทียนร่ำร้องอยู่ในใจ แต่เขาก็จะไม่ยอมนิ่งเฉยรอความตายเด็ดขาด จากบทสนทนาเมื่อครู่ เขามีหรือจะไม่รู้ว่านี่คือวิญญาณของเฒ่าชุดคลุมดำ หรือหากจะพูดในมุมของผู้บำเพ็ญเพียร ก็ควรจะเรียกว่าจิตวิญญาณจึงจะถูกต้องที่สุด
ลู่เสี่ยวเทียนพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะหนีไปให้ไกล เฒ่าชุดคลุมดำไล่ตามมาด้านหลังอย่างใจเย็น แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดถึงมาโผล่ในสถานที่ประหลาดเช่นนี้ได้ แต่เจ้าเด็กนี่ก็ได้แช่น้ำยาผนึกวิญญาณของเขาไปแล้ว ด้วยพลังเพียงขั้นฝึกปราณขั้นหนึ่ง ไม่มีทางหนีรอดจากเงื้อมมือของเขาไปได้แน่
“เจ้าเด็กเวร หยุดนะ หากยังหนีอีก ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
ทั้งสองไล่ล่ากันอยู่ในม่านหมอกครู่หนึ่ง เฒ่าชุดคลุมดำก็เริ่มพูดอย่างหัวเสีย
“เฒ่าสารเลว ข้าผู้นี้ไม่มีทางหยุดรอให้เจ้ามาฆ่าหรอก หากมีปัญญาก็จับข้าให้ได้สิ” ลู่เสี่ยวเทียนตอบโต้อย่างไม่ยอมแพ้ หลังจากไล่ล่ากันมาครู่หนึ่ง เขาก็เริ่มใจชื้นขึ้นมาบ้าง ดูเหมือนว่าความเร็วของจิตวิญญาณของเฒ่าชุดคลุมดำผู้นี้ จะไม่ได้เร็วกว่าเขามากนัก ตราบใดที่เขาตั้งหน้าตั้งตาหนี อีกฝ่ายก็อาจจะไล่ตามไม่ทัน
“ดูท่าว่าหากไม่ทำให้เจ้าได้ลิ้มรสความเจ็บปวดบ้าง เจ้าก็คงจะไม่รู้สำนึก!” เฒ่าชุดคลุมดำโกรธจัด หากใช้วิชาที่รุนแรงเกินไป เกรงว่าอาจจะเผลอทำลายจิตวิญญาณของลู่เสี่ยวเทียนจนมอดไหม้ไปได้ ขอเพียงแค่หยุดยั้งเจ้าเด็กนี่ไว้ก็พอแล้ว เฒ่าชุดคลุมดำเริ่มร่ายคาถา ในขณะเดียวกันจิตวิญญาณของเขาก็เจือจางลงเล็กน้อย
ลู่เสี่ยวเทียนกำลังตั้งหน้าตั้งตาหนีสุดชีวิต ทันใดนั้นก็มีโล่สีเหลืองปฐพีปรากฏขึ้นตรงหน้า เขาตกใจจนแทบสิ้นสติ ยังไม่ทันได้หักเลี้ยว ก็พุ่งเข้าชนโล่ปฐพีอย่างจัง ทันใดนั้นก็รู้สึกมึนงงหูอื้อไปหมด
“แฮ่ก แฮ่ก” เสียงหัวเราะประหลาดอย่างลำพองใจดังใกล้เข้ามามาก
ลู่เสี่ยวเทียนใจหายวาบ พยายามกดความรู้สึกไม่สบายของสติเทพเอาไว้ อ้อมผ่านโล่ปฐพี หนีต่อไปให้ไกลที่สุด เฒ่าชุดคลุมดำผู้นี้มีเล่ห์เหลี่ยมมากมายเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ มีเพียงการหนีให้ห่างจากเจ้าปีศาจที่น่ากลัวตนนี้เท่านั้น เขาถึงจะมีโอกาสรอดชีวิต
เฒ่าชุดคลุมดำกล่าวอย่างลำพองใจ “เจ้าหนู เจ้าหนีไม่รอดแล้ว หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะทำลายจิตวิญญาณของเจ้า ข้าเฒ่าเพียงใช้วิชาลูกไฟเดียว ก็สามารถทำให้เจ้าสูญสลายไปได้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ข้าเฒ่าขอเพียงใช้วิชาโล่ปฐพีอีกสักสองครั้ง ก็สามารถไล่ตามเจ้าได้ทันแล้ว เชื่อฟังอยู่เฉยๆ ให้ข้าเฒ่ากลืนกินจิตวิญญาณของเจ้าเสียดีๆ ยังจะช่วยให้เจ้าไม่ต้องทนทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็นอีกด้วย”
“ผายลมมารดาสุนัขของเจ้าเถอะ”
ทั้งๆ ที่มันคิดจะทำร้ายข้า แต่กลับยังพูดจาได้สวยหรูถึงเพียงนี้ ช่างหน้าไม่อายสิ้นดี ลู่เสี่ยวเทียนโกรธจนแทบคลั่ง แต่ก็ทำอะไรเฒ่าชุดคลุมดำผู้นี้ไม่ได้เลย อีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าเขามากเกินไป
แม้ว่าเขาจะยังคงพยายามหนีอย่างสุดชีวิต แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ระยะห่างของทั้งสองค่อยๆ ถูกดึงให้แคบลง เฒ่าชุดคลุมดำใช้วิชาโล่ปฐพีอีกครั้ง จิตวิญญาณทั้งสองดวง ทั้งเล็กและใหญ่ อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่จั้ง
ลู่เสี่ยวเทียนอาศัยเพียงแรงโทสะ ไม่ยอมให้เฒ่าปีศาจสมหวังได้ง่ายๆ ตั้งหน้าตั้งตาหนีต่อไป ท่ามกลางความชุลมุน ลู่เสี่ยวเทียนไม่ทันได้สังเกตเห็นว่า ในม่านหมอกที่หนาทึบ มีไอหมอกสายหนึ่งล่องลอยมาราวกับเส้นไหม พุ่งเข้าหาจิตวิญญาณของลู่เสี่ยวเทียน
“เฮะๆ ข้าเฒ่าจะตามเจ้าทันแล้ว โอ๊ย”
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นจากด้านหลัง ลู่เสี่ยวเทียนประหลาดใจ หันกลับไปมอง ใบหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวของเฒ่าชุดคลุมดำอยู่ใกล้เพียงแค่ปลายจมูก อ้าปากกว้างเตรียมจะกัดกินเขา ลู่เสี่ยวเทียนตกใจจนแทบสิ้นสติ แต่พอเห็นว่าเฒ่าชุดคลุมดำดูเหมือนจะชนเข้ากับอะไรบางอย่าง ลู่เสี่ยวเทียนก็ประหลาดใจอีกครั้ง เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าระหว่างเขากับเฒ่าชุดคลุมดำ มีเกราะป้องกันที่คล้ายกับไอหมอกควบแน่นปรากฏขึ้นมาคั่นกลาง พูดให้ถูกก็คือ ตอนนี้เขาถูกเกราะหมอกนี้ห่อหุ้มไว้ข้างใน กั้นเขาออกจากเฒ่าชุดคลุมดำ
“เกราะหมอกของเจ้านี่มันของบ้าอะไรกัน ทำไมเจ้าถึงควบคุมมันได้” เฒ่าชุดคลุมดำทั้งโกรธทั้งหัวเสีย และยังไม่อยากจะเชื่อในเวลาเดียวกัน ด้วยประสบการณ์ที่ท่องไปในโลกของผู้บำเพ็ญเพียรมานานหลายปี กลับไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าในทะเลแห่งสติของมนุษย์ จะมีสภาพที่แปลกประหลาดเช่นนี้ได้ เขาก็เคยศึกษาประสบการณ์การยึดร่างของผู้อื่นมาบ้าง และได้เตรียมการในเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่ทำไมคนเหล่านั้นถึงไม่เคยพูดถึงปรากฏการณ์ประหลาดเช่นนี้เลย
“ข้าก็ทำได้น่ะสิ เฒ่าสารเลว แล้วเจ้าจะทำไม มีปัญญาก็เข้ามาฟันข้าสิ” ลู่เสี่ยวเทียนเห็นเฒ่าชุดคลุมดำพยายามอยู่หลายครั้งก็ยังเข้ามาไม่ได้ ก็พลันใจชื้นขึ้นมาทันที เยาะเย้ยเฒ่าชุดคลุมดำกลับไปอย่างเย็นชา
[จบแล้ว]