- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเทพยุทธ์ด้วยสกิลอมตะ
- บทที่ 49 - บันทึกประวัติศาสตร์ 2
บทที่ 49 - บันทึกประวัติศาสตร์ 2
บทที่ 49 - บันทึกประวัติศาสตร์ 2
บทที่ 49 - บันทึกประวัติศาสตร์ 2
"ฝ่ามือผลักเมฆาสิบลี้!"
กัวหานตวาดลั่น เร่งพลังฝ่ามือถึงขีดสุด แรงลมกดดันจนคนที่ยืนอยู่ใกล้เวทีหายใจแทบไม่ออก
แม้พลังจะไม่ได้ถล่มทลายเหมือนน้ำตกยักษ์ แต่การรวมศูนย์โจมตีไปที่จุดเดียวกลับทรงพลังมหาศาล หนิงเซี่ยฝืนรับไปหนึ่งกระบวนท่า แม้ท่าร่างจะยังมั่นคง แต่ตัวเขากลับถูกซัดกระเด็นลอยออกไป
วินาทีที่กำลังจะร่วงตกเวที ทันใดนั้นเขาก็เอื้อมมือไปคว้าขอบเวทีไว้ อาศัยแรงเหวี่ยงดีดตัวหมุนกลับขึ้นมายืนบนเวทีได้อีกครั้ง
กัวหานยืนนิ่งอยู่ห่างออกไปและยุติการโจมตี เป็นอันว่าหนิงเซี่ยยืนหยัดครบสามสิบกระบวนท่าแล้ว
ทั่วทั้งสนามเงียบกริบ เหล่าอาจารย์ที่นั่งดูอยู่ส่วนใหญ่ต่างตกตะลึงจนลุกขึ้นยืน
"ผ่านสามสิบกระบวนท่า ได้คะแนนยี่สิบเจ็ดคะแนน หนิงเซี่ย เจ้ายังจะท้าประลองต่อหรือไม่
ตามกฎแล้ว สามกระบวนท่าสุดท้ายต้องใช้อาวุธ ทว่าอาวุธไม่มีตา การบาดเจ็บล้มตายย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้ายังยืนยันจะสอบต่อหรือเปล่า"
หัวหน้าผู้คุมสอบอาจารย์เจี่ยตะโกนถามเสียงดัง
หนิงเซี่ยเงียบไม่ตอบ แต่อาจารย์หลิวเฉาหยวนที่อยู่ด้านล่างตะโกนสวนขึ้นไปว่า "ยี่สิบเจ็ดคะแนนก็เหนือกว่าทุกคนแล้ว ไม่จำเป็นต้องฝืนทำเรื่องอันตรายหรอก"
เขาดูไปก็ใจหายใจคว่ำไป ต่อให้หนิงเซี่ยได้แค่ยี่สิบเจ็ดคะแนน ก็ถือเป็นคะแนนสูงสุดอันดับหนึ่งของสี่สำนักศึกษาอยู่ดี
"ปีศาจชัดๆ"
เฉินวั่งเต้าอุทานออกมาเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว
"ปีศาจที่แท้จริงต้องไม่ใช่แบบนี้"
เซี่ยอวี่เวยพึมพำ
"เจ้าว่าไงนะ"
จางจิ้นฟูตาเป็นประกาย
หาได้ยากที่จะได้ยินเซี่ยอวี่เวยพูดถึงหนิงเซี่ยในแง่ลบ
ทันใดนั้น หนิงเซี่ยบนเวทีก็ยิ้มบางๆ ประสานมือคารวะกัวหานแล้วพูดว่า "เชิญชี้แนะต่อได้เลยครับ"
เฮ!
"ชี้แนะ!"
"ชี้แนะ!"
"ชี้แนะ!"
เสียงเชียร์ดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วสนาม
เซี่ยอวี่เวยหน้าแดงก่ำ ตะโกนเสียงดังแข่งกับเสียงเชียร์ "กล้าเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ไม่หลบหนีภยันตราย ปีศาจที่แท้จริงต้องเป็นแบบนี้ต่างหาก"
เสียงที่ตะโกนออกมากลับถูกกลืนหายไปในคลื่นเสียงเชียร์อันบ้าคลั่ง
"เจ้าเด็กบ้านี่"
อาจารย์หลิวเฉาหยวนรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาดื้อๆ
กัวหานหัวเราะลั่น "เยี่ยม นี่สิถึงจะเป็นวีรบุรุษที่สู้กับข้ามาสามสิบกระบวนท่า กระบี่มา!"
ผู้คุมสอบคนหนึ่งสะบัดมือ กระบี่แสงเขียวเล่มหนึ่งก็พุ่งเข้ามา กัวหานดีดนิ้วใส่ตัวกระบี่เบาๆ กระบี่เล่มนั้นก็เด้งเข้ามือเขาอย่างว่าง่าย "เจ้าจะใช้อะไร"
"ดาบร้อยดื่มหนึ่งเล่มก็พอครับ"
วูบ!
ดาบยาวเล่มหนึ่งลอยเข้ามา หนิงเซี่ยไม่ได้โชว์ลีลาอะไรมาก แค่คว้าดาบมาถือไว้ในมือ แล้วประสานมือคารวะ "เชิญชี้แนะ"
กัวหานกล่าวว่า "ดาบกระบี่ไม่มีตา ในเมื่อเจ้าต้องการคะแนนขั้นสุดยอด ข้าก็ต้องตอบแทนด้วยวิชาสังหารอันดุดัน
นี่คือการให้เกียรติเจ้า ให้เกียรติกฎกติกา และให้เกียรตินักเรียนทุกคนที่เข้าสอบ
ดังนั้นข้าจะไม่ยั้งมือ และเจ้าก็มีโอกาสตายภายใต้คมกระบี่ของข้า คิดดีแล้วใช่ไหม"
หนิงเซี่ยตอบ "ศิษย์จะไม่เสียใจภายหลัง"
กัวหานส่งเสียงคำรามเบาๆ กระบี่แสงเขียวส่งเสียงกังวานราวกับมังกรคำราม พริบตาเดียวตัวกระบี่ก็กลายเป็นเงาเลือนราง ม้วนตัวพุ่งเข้าใส่หนิงเซี่ยอย่างบ้าคลั่ง
"เคล็ดวิชามังกรกระบี่!"
อาจารย์หลิวเฉาหยวนอุทานด้วยความตกใจ เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มฝ่ามือ
หนิงเซี่ยมองตามกระบวนท่ากระบี่ไม่ทัน เขาจึงหลับตาลง ใช้หูฟังเสียงลมหวีดหวิวที่ดังเข้ามาในโสตประสาท จินตนาการว่าเสียงลมเหล่านั้นคือมวลน้ำตกยักษ์ที่ถาโถมลงมาจากฟากฟ้า
ดาบร้อยดื่มฟันออกไป ราวกับการตวัดดาบตัดสายน้ำตกที่เขาทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เคล็ดวิชาสามเหลี่ยมสำแดงเดช เพลงดาบมั่นคงดุจขุนเขา
เคร้ง!
ทุกคนใจหายวาบ นักเรียนที่ขวัญอ่อนถึงกับเอามือปิดตา ร่างสองร่างแยกออกจากกัน เสื้อตรงหัวไหล่ของหนิงเซี่ยขาดวิ่นไปชิ้นหนึ่ง แต่เขากลับไม่ตกใจ แถมยังดีใจเสียอีก
วิธีใช้เคล็ดวิชาสามเหลี่ยมตัดน้ำตกได้ผล เสื้อที่ขาดไปก็เหมือนกับละอองน้ำที่กระเซ็นมาโดนตอนตัดน้ำตก ไม่โดนจุดสำคัญ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
"ดี!"
สิ้นเสียงชมของกัวหาน กระบี่ในมือเขาก็พุ่งแหวกอากาศราวกับลูกธนู พริบตาเดียวก็พุ่งมาถึงหน้าหนิงเซี่ย
ในวินาทีที่กระบี่พุ่งออกไป กัวหานก็พุ่งตัวตามติดมาด้วยความเร็วที่ไม่ด้อยไปกว่ากระบี่บินเลย
หนึ่งกระบี่หนึ่งคน ถ้าป้องกันกระบี่ก็ต้องเปิดช่องว่างให้คน ถ้าป้องกันคนกระบี่ก็จะปลิดชีพ
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย หนิงเซี่ยตัดสินใจเด็ดขาด เขาคำรามลั่น ชกหมัดคู่ออกไปสุดแรง
จุดหมื่นศิลาสั่นสะเทือน ส่งพลังมหาศาลมาที่กำปั้น หมัดซ้ายพุ่งเข้าหากระบี่ หมัดขวาพุ่งเข้าใส่กัวหาน
พลังอำนาจอันรุนแรงไร้ขีดจำกัดปะทะเข้ากับตัวกระบี่ หมัดของหนิงเซี่ยแดงก่ำ กระบี่แสงเขียวถูกชกกระเด็นปลิวหายไป
กัวหานหน้าซีดเผือด ยื่นฝ่ามือคู่ออกไปใช้ออกด้วยท่า "พยัคฆ์หมอบ" จากวิชาฝ่ามือสลายหวยอิน แขนทั้งสองข้างระเบิดพลังมหาศาล
แรงกดระดับนี้ ต่อให้เป็นเสือโคร่งวิ่งมาก็ต้องถูกกดจนหมอบราบคาบ
แต่ใครจะคาดคิด ทันทีที่มือกัวหานกดลงบนหมัดของหนิงเซี่ย เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังกดลงบนตัวช้างสารที่กำลังวิ่งตกมัน
มือกัวหานหลุดจากการควบคุมทันที หมัดอันทรงพลังของหนิงเซี่ยพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของกัวหาน
หมัดบ้าคลั่งนี้แฝงพลังหนักถึงห้าพันชั่ง หากโดนเข้าไป ต่อให้หน้าของกัวหานทำด้วยเหล็ก ก็คงยุบเป็นหลุมลึก
วูบ!
เส้นผมของกัวหานถูกแรงลมกระชากจนตึงเปรี๊ยะ กล้ามเนื้อบนใบหน้าถูกแรงอัดอากาศกดจนบิดเบี้ยวราวกับมีไส้เดือนชอนไช
หมัดอันทรงพลังของหนิงเซี่ย หยุดกึกห่างจากใบหน้าของกัวหานเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด
การปะทะกันเกิดขึ้นเร็วมาก นักเรียนหลายคนดูไม่ทันว่าใครแพ้ใครชนะ เห็นแค่หมัดของหนิงเซี่ยมีเลือดไหลซึม ต่างก็เดากันไปว่าหนิงเซี่ยแพ้แล้ว
เพราะนี่เพิ่งจะผ่านไปแค่สามสิบสองกระบวนท่า ยังขาดอีกหนึ่งกระบวนท่าถึงจะได้คะแนนเต็ม
"น่าเสียดาย บางเรื่องถ้ามันไม่ใช่ของของเรา ฝืนไปก็เปล่าประโยชน์"
ไช่ซวี่ถอนหายใจ แม้แต่ตัวเขาเองก็บอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไงกันแน่
"ข้าแพ้แล้ว"
กัวหานหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี "เป็นครั้งแรกที่แพ้แล้วรู้สึกสะใจขนาดนี้ สวรรค์ประทานอัจฉริยะมาให้เผ่ามนุษย์เราอีกคนแล้ว"
กัวหานบนเวทีตะโกนก้อง ทำเอาคนทั้งสนามยืนงงเป็นไก่ตาแตก ส่วนใหญ่คิดว่าหนิงเซี่ยท้าทายล้มเหลว ใครจะไปคิดว่าบทสรุปกลับกลายเป็นผู้ทดสอบระดับกัวหานถูกโค่นลงได้
นี่มันข่าวใหญ่ยิ่งกว่าการได้คะแนนเต็มเสียอีก
หัวหน้าผู้คุมสอบอาจารย์เจี่ยประกาศเสียงดัง "หนิงเซี่ยเอาชนะผู้ทดสอบได้ในสามสิบสองกระบวนท่า บรรลุภารกิจเกินเป้าหมายบวกสามคะแนน สร้างสถิติใหม่บวกหกคะแนน คะแนนสอบทักษะการต่อสู้รวมสามสิบเก้าคะแนน"
คำประกาศของอาจารย์เจี่ยเปรียบเสมือนการตอกย้ำความจริง ทุกอย่างจบลงอย่างสมบูรณ์
แม้คนส่วนใหญ่ในสนามจะไม่กล้าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นตำตา ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
"ยินดีด้วยนะพี่หนาน นึกไม่ถึงว่าท่านจะซ่อนไพ่ตายใบนี้ไว้เงียบเชียบขนาดนี้ กะจะเก็บไว้เซอร์ไพรส์พวกเราล่ะสิ"
ต้วนเป่ยซานอารมณ์ซับซ้อน สีหน้าเย็นชาลง
หนานหวยหยวนตอบกลับ "นี่พวกท่านเข้าใจข้าผิดแล้ว หนิงเซี่ยเป็นแค่นักเรียนแทรกชั้น สองปีก่อนเขายังเป็นแค่ผู้ลี้ภัยอยู่เลย"
หวังหมิงอี้แค่นเสียง "พี่หนานนี่เล่าตลกเก่งขึ้นทุกวันนะ"
หนานหวยหยวนสวนกลับ "เรื่องนี้รู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง ข้าจำเป็นต้องโกหกตื้นๆ แบบนี้ด้วยเหรอ"
พอได้ยินแบบนี้ ต้วนเป่ยซานกับหวังหมิงอี้ก็ยิ่งรู้สึกหนักอึ้งในใจ
เห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของทั้งสองคน หนานหวยหยวนก็แทงซ้ำ "ต้องบอกว่าสำนักศึกษาตงหัวของเรามีวิธีบ่มเพาะคนเก่ง ข้านี่แหละที่มีสายตาแหลมคม มองเห็นพรสวรรค์ของหนิงเซี่ยตั้งแต่แรก เลยฝ่าฟันแรงคัดค้าน ทุ่มเทปลุกปั้นจนมีหนิงเซี่ยในวันนี้..."
ในบรรดาสี่สำนักศึกษาเขตเว่ยหนาน สำนักศึกษาตงหัวมักจะรั้งท้ายเสมอมา กี่ปีแล้วที่หนานหวยหยวนไม่ได้ยืดอกภูมิใจขนาดนี้
อาจารย์ใหญ่หนานโม้เหม็นแบบเนียนๆ ทีละประโยค เล่นเอาต้วนเป่ยซานกับหวังหมิงอี้แทบกระอักเลือด
อาจารย์หลิวเฉาหยวนเองก็หน้าแดงก่ำ ราวกับถูกแย่งซีนความดีความชอบไปต่อหน้าต่อตา
ถ้าไม่ได้อยู่ต่อหน้าคนนอก ป่านนี้เขาคงอาละวาดไปแล้ว
คนซื่อเวลาโมโหนี่ก็น่ากลัวใช่ย่อยนะจะบอกให้
[จบแล้ว]