- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเทพยุทธ์ด้วยสกิลอมตะ
- บทที่ 36 - เรื่องวุ่นในโรงฝึก
บทที่ 36 - เรื่องวุ่นในโรงฝึก
บทที่ 36 - เรื่องวุ่นในโรงฝึก
บทที่ 36 - เรื่องวุ่นในโรงฝึก
จ้าวเมิ่งฝูพูดเสียงดัง "ยอมรับก็ดี ถือว่ายังมียางอาย
เจ้าอยากสั่งสอนหนิงเซี่ย ก็ใช้ฝีมือตัวเองสิ
ทำไม พอรู้ว่าหนิงเซี่ยเลื่อนขึ้นมาห้องชั้นสูง รู้ตัวว่าไล่ตามเขาไม่ทัน ก็เลยต้องยืมมือคนอื่น ใช้วิธีสกปรกพรรค์นี้มารังแกคนอื่น?
เจ้าหก เจ้าคิดว่าถ้าหนิงเซี่ยรู้ว่าเจ้าอยู่เบื้องหลังเรื่องพรรค์นี้ เขาจะคิดยังไงกับเจ้า? จะคิดว่าเจ้าคู่ควรเป็นคู่ต่อสู้ของเขามั้ย..."
จ้าวเมิ่งฝูรัวคำถามใส่ไม่ยั้ง แต่ละคำถามแทงใจดำจ้าวข่ายจนหน้าชา
ในที่สุดจ้าวข่ายก็ตวาดลั่น "พอได้แล้ว! อาอย่ามาดูถูกผม ก็แค่หนิงเซี่ยไม่ใช่เหรอ? ผมจะเปิดพันศิลา"
จ้าวเมิ่งฝูคิ้วกระตุก "เจ้าก็โตแล้วนะ อย่าพูดพล่อยๆ ให้คนเขาขำ"
แววตาจ้าวข่ายแน่วแน่ "ต่อให้ล้มเหลวกลายเป็นคนพิการ ก็ยังดีกว่าอยู่อย่างคนไร้ค่าไปตลอดชีวิต"
จ้าวเมิ่งฝูเตือน "คิดดีแล้วนะ การเปิดพันศิลา เจ้าต้องทนรับความเจ็บปวดที่คนธรรมดาจินตนาการไม่ออก มีทางเดียวคือไม่สำเร็จก็กลายเป็นคนพิการ"
ไฟโทสะในตาจ้าวข่ายเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็น "อาวางใจเถอะ ผมจะไม่กลายเป็นคนพิการให้ตระกูลขายหน้าหรอก"
พูดจบ ก็เดินจากไป
พอเขาไปแล้ว ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานก็เดินออกมาจากซุ้มประตูหิน เขาคือจ้าวเมิ่งเฉิน พ่อของจ้าวข่าย
จ้าวเมิ่งเฉินถอนหายใจหนัก "น้องรอง ลำบากเจ้าแล้ว
เจ้าเด็กนี่ถ้าผ่านด่านนี้ไปได้ อนาคตคงสดใส แต่พี่แค่เป็นห่วง..."
จ้าวเมิ่งฝูตอบ "เจ้าหกกระดูกดีมาก โอกาสเปิดพันศิลาสำเร็จมีสูง สิ่งที่เจ้าเด็กนี่ขาดคือแรงผลักดัน เราก็แค่ฉวยโอกาสนี้ใช้หนิงเซี่ยมากระตุ้นมันหน่อย"
จ้าวเมิ่งเฉินถาม "ไอ้หนิงเซี่ยนี่เป็นใครมาจากไหน เมื่อครึ่งปีก่อนยังต้องมาแย่งโควตาสอบภาคปฏิบัติเขต ก. กับเจ้าข่ายอยู่เลย ทำไมตอนนี้พุ่งขึ้นไปห้องชั้นสูงแล้ว?"
จ้าวเมิ่งฝูสูดลมหายใจลึก "ในสายตาข้า เด็กคนนี้คือพยัคฆ์มังกรในหมู่คน อนาคตไกลลิบ"
จ้าวเมิ่งเฉินตกใจ เขารู้ดีว่าน้องชายคนนี้ไม่ค่อยชมใครง่ายๆ ครั้งนี้ถึงกับให้ค่าหนิงเซี่ยสูงขนาดนี้ แปลกมาก
จ้าวเมิ่งฝูพูดต่อ "เรื่องบางเรื่อง พอย้อนกลับไปคิดก็น่ากลัว
เท่าที่ข้ารู้ สองปีก่อนเด็กนี่ยังเป็นผู้อพยพ ยังไม่เข้าสู่ขอบเขตชักนำด้วยซ้ำ
ตอนนี้ปาเข้าไปขอบเขตชักนำขั้นแปด เป็นเด็กห้องชั้นสูงแล้ว
วาสนาขนาดนี้ ในประวัติศาสตร์สำนักศึกษาตงหัวมีไม่กี่คนหรอก"
จ้าวเมิ่งเฉินพยักหน้า "ฟังดูแล้วก็เป็นอัจฉริยะหายากจริงๆ
แต่ได้ข่าวว่าเขาเป็นศิษย์รักของเฉิงไคซาน เป็นไปได้มั้ยว่าเพราะบารมีเฉิงไคซาน เขาถึงได้รับการดูแลเป็นพิเศษ"
จ้าวเมิ่งฝูส่ายหน้า "ต่อให้ดูแลดีแค่ไหน ก็มีขีดจำกัด การฝึกตนสุดท้ายก็ต้องพึ่งตัวเอง
ยังมีอีกหลายเรื่องที่ข้าก็ไม่รู้รายละเอียด
แต่ข้ารู้ว่าท่านหนานอาจารย์ใหญ่ของเราจับตาดูคนนี้เป็นพิเศษ ถ้าไม่มีไฟเขียวจากท่าน หนิงเซี่ยไม่มีทางขึ้นมาห้องชั้นสูงได้ง่ายๆ แบบนี้หรอก"
จ้าวเมิ่งเฉินยิ่งตกใจ "สายตาท่านหนานไม่เคยพลาด น้องรอง ต้นกล้าชั้นดีขนาดนี้ เจ้าควรบอกน้องสามนะ
ให้เขารีบจองตัวไว้ก่อน อย่าให้ใครแย่งไป"
น้องสามของจ้าวเมิ่งเฉินคือจ้าวเมิ่งตั้น เป็นอาจารย์อยู่ที่สำนักศึกษาระดับกลางเจิ้งหยวน ซึ่งเป็นโรงเรียนเป้าหมายหลักของเด็กตงหัว
จ้าวเมิ่งเฉินพูดต่อ "ตอนนี้พูดไปก็คงสาย พวกเด็กห้องชั้นสูง แต่ละตระกูลก็จ้องตากันเป็นมัน
ฟังจากน้ำเสียง พี่คิดว่าเจ้าอยากจะผูกมิตรกับหนิงเซี่ยใช่มั้ย"
จ้าวเมิ่งเฉินตอบ "แค่เรื่องที่หนิงเซี่ยกระตุ้นให้เจ้าข่ายกล้าเปิดพันศิลา พี่ก็ติดหนี้บุญคุณเขาแล้ว
แถมเป็นคนเก่งขนาดนี้ ซื้อใจไว้เผื่อวันหน้าก็ไม่เสียหาย"
จ้าวเมิ่งฝูยิ้ม "ตอนนั้นท่านพ่อไม่ยกตำแหน่งผู้นำตระกูลให้น้องสามที่มีพรสวรรค์สูงสุด แต่ยกให้พี่ใหญ่ ท่านพ่อตาถึงจริงๆ
เรื่องมันมีอยู่ว่า หนิงเซี่ยได้โควตาคะแนนพิเศษหนึ่งในสองของสำนัก ตอนนี้เขาไม่ได้ใช้ แต่เท่าที่ข้ารู้ ลูกหลานเศรษฐีในเมืองหลายคนคะแนนปริ่มน้ำ ถ้าได้โควตานี้ไปก็สอบติดชัวร์ๆ
พูดง่ายๆ คือโควตานี้ชี้ชะตาอนาคตของหลายตระกูลเลย
หนิงเซี่ยไม่ได้ใช้โควตานี้แล้ว กำลังจะขายต่อ ถ้าพี่ใหญ่ช่วยจัดการเรื่องนี้ได้ ข้าเชื่อว่าหนิงเซี่ยจะรับรู้ถึงไมตรีจิตของเรา"
จ้าวเมิ่งเฉินครุ่นคิดครู่หนึ่ง พยักหน้า "เรื่องนี้จัดการง่าย แต่หนิงเซี่ยจะไว้ใจพี่เหรอ?"
จ้าวเมิ่งฝูตอบ "วางใจเถอะ ต่อให้หนิงเซี่ยยังมองเกมไม่ขาด แต่หลิวเฉาหยวนเป็นคนฉลาด เขาไม่ปล่อยให้ความตั้งใจของพี่เสียเปล่าแน่"
………………
เหตุการณ์ไม่น่าอภิรมย์ที่สนามหญ้าไม่ได้กระทบหนิงเซี่ย เขาหาหอพักตามหมายเลขป้ายเจอ
เปิดประตูเข้าไป ห้องกว้างตั้งสี่สิบกว่าตารางเมตร เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น มีแค่เตียง โต๊ะ เก้าอี้ ริมผนังข้างโต๊ะมีช่องลม เลื่อนแผ่นปิดออกแสงก็ส่องเข้ามา กลางคืนก็จุดเทียนไขเอา
หนิงเซี่ยไม่เรื่องมากเรื่องที่อยู่ ตอนนี้เขาไม่ต้องฝึกร่างกายในห้องพักแล้ว
ดังนั้นพื้นที่กว้างขวางขนาดนี้ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับเขามากนัก
เช้าวันรุ่งขึ้น หนิงเซี่ยไปรับส่วนแบ่งเนื้อสัตว์อสูรประจำเดือนมาสามชั่ง เนื้อพวกนี้แทบไม่มีผลกับเขาแล้ว
เขาแบ่งเนื้อ แล้วยังรู้สึกว่าไม่พอ เลยเอาป้ายแต้มความดีกับเงินไปแลกเนื้อที่แผนกปูนบำเหน็จมาอีกสามชั่ง แบ่งใส่กล่อง แล้วเอาไปแจกจ่ายให้ผู้ดูแลเฉิน ผู้ดูแลสิง ผู้ดูแลฉิน หวังสุ่ยเซิง เฟ่ยหมิง เฉินจื่อหลง เซี่ยปิง และคนอื่นๆ
ส่วนภรรยาหม้ายของผู้ช่วยผู้ดูแลหลิว เขามอบเงินให้หนึ่งพันเหรียญทองแดง
ของขวัญอาจไม่แพงมาก แต่มาจากใจ คนรับต่างประหลาดใจและดีใจกันยกใหญ่
หลังจากตระเวนแจกของขวัญเสร็จ หนิงเซี่ยกินมื้อเที่ยงสุดหรูที่โรงอาหารเล็กของห้องชั้นสูง แล้วก็มุ่งหน้าไปที่บ้านเหล็กยักษ์ที่เห็นตั้งแต่วันแรก มันคือโรงฝึกประจำของห้องสูงหนึ่ง
โรงฝึกกินพื้นที่กว่าพันตารางเมตร เต็มไปด้วยเครื่องออกกำลังกายวางเรียงราย มีทั้งที่หนิงเซี่ยเคยเห็น ไม่เคยเห็น และไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน
ตอนเขาไปถึง มีนักเรียนฝึกซ้อมอยู่ข้างในแล้ว ยืนห่างเจ็ดแปดเมตรยังสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากเลือดลมที่ระเหยออกมาจากตัวนักเรียนคนหนึ่ง
หนิงเซี่ยเดินสำรวจรอบโรงฝึก สายตาล็อกเป้าไปที่เครื่องโลหะเครื่องหนึ่ง
เครื่องนั้นหน้าตาเหมือนลู่วิ่ง ตรงกลางมีแผ่นวงกลมหุ้มหนังวัวหนาเตอะ ด้านบนแผ่นวงกลมมีสเกลบอกระดับ พร้อมเข็มไม้
เขาสังเกตดูสเกล มีวงเล็บหน่วยกำกับไว้ว่า (ร้อยชั่ง)
ดูแป๊บเดียว หนิงเซี่ยก็รู้ว่านี่คือเครื่องวัดพลังหมัด
โลกนี้วิทยาการกลไกไม่ธรรมดา สร้างเครื่องวัดพลังได้ หนิงเซี่ยไม่แปลกใจเลย
คิดปุ๊บก็ทำปั๊บ เขาย่อเข่าตั้งท่า ชกตูมเข้าใส่แผ่นวงกลมหุ้มหนังวัว ฟิ้ว... เข็มไม้ดีดผึงขึ้นไปแล้วหยุดนิ่ง
"หกร้อยชั่ง! ขอบเขตปราณขั้นแปดถือว่าไม่เลว ปกติขอบเขตปราณขั้นแปดหมัดเดียวก็ได้แค่ห้าร้อยชั่ง"
เสียงหนึ่งดังขึ้น หนิงเซี่ยหันไปมอง เห็นจางตง ลู่ฮ่าวและพรรคพวกเดินตรงมา จางตงเดินเร็วสุด มาถึงก่อนเพื่อน และเป็นคนพูดประโยคเมื่อกี้
หนิงเซี่ยไม่สนใจ จางตงแค่นเสียงเย็น ง้างหมัดชกเปรี้ยงเข้าใส่แผ่นหนังวัว ฟิ้ว... เข็มไม้พุ่งปรู๊ดไปหยุดอยู่ที่เจ็ดร้อยหกสิบกว่าชั่ง
คนมุงดูร้องเชียร์กันเกรียวกราว ลู่ฮ่าวตะโกน "ดูท่าพี่จางจะก้าวหน้าไปอีกขั้น แขนเดียวเกือบแปดร้อยชั่ง อีกนิดเดียวก็จะถึงขอบเขตชักนำสมบูรณ์แบบแล้ว สุดยอด"
จางตงประสานมือคารวะรอบทิศ แล้วจ้องหนิงเซี่ยด้วยท่าทางหยิ่งยโส "เด็กใหม่ ข้ารู้ว่าแกมีชื่อเสียงในห้องชั้นกลาง แต่จำใส่กะลาหัวไว้ ที่นี่คือห้องชั้นสูง เป็นโลกที่แกไม่เคยสัมผัสมาก่อน
วันนี้ข้าจะสอนบทเรียนให้แกรู้ว่า อย่าทำตัวซ่าเกินไป"
พูดจบ เขาก็กระโดดขึ้นไปบนเวทีแปดเหลี่ยมตรงกลาง นั่นคือสังเวียนประลองสำหรับนักเรียนห้องชั้นสูง
สังเวียนกว้างกว่าร้อยตารางเมตร ไม่มีรั้วกั้น
จางตงเดินวนไปมาบนสังเวียน สายตาดุดันจ้องเขม็งไปที่หนิงเซี่ย
เดิมทีเขากับลู่ฮ่าวจะเล่นงานหนิงเซี่ยเพื่อเอาใจจ้าวข่าย
ทั้งสองคนเคยเป็นศิษย์ของจ้าวเมิ่งฝู เลยรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ
จางตงกับลู่ฮ่าวคิดว่าหนิงเซี่ยเป็นเด็กใหม่ โดนรับน้องซะหน่อยคงจะหงอ
ที่ไหนได้ หนิงเซี่ยดันแข็งข้อ ไม่ไว้หน้าพวกเขา แถมยังไม่ไว้หน้าจางจิ้นฟูอีกต่างหาก
จางตงกับลู่ฮ่าวเสียหน้าอย่างแรง เลยจ้องจะเอาคืน
วันนี้มาเจอกันที่โรงฝึกรวม จางตงย่อมไม่พลาดโอกาสหาเรื่อง
หนิงเซี่ยเดินดุ่มๆ ไปที่เวทีแปดเหลี่ยม ดีดตัววูบเดียวขึ้นไปยืนบนเวที
จางตงแอบตกใจ ไม่นึกว่าหนิงเซี่ยจะบ้าบิ่นขนาดนี้ ตะคอกเสียงเย็น "ไอ้หนู..."
ยังพูดไม่ทันจบ หนิงเซี่ยก็พุ่งเข้าใส่ราวกับเสือลงจากภูเขา มือซ้ายคว้าดาว มือขวาคว้าเดือน เหวี่ยงแขนทั้งสองข้าง พลังจากเคล็ดวิชาสามเหลี่ยมที่ฝึกปรือกับน้ำตกยักษ์ระเบิดออกมาอย่างน่ากลัว
จางตงโกรธเลือดขึ้นหน้า ปล่อยหมัดยาวสวนเข้าใส่หน้าหนิงเซี่ย
ระดับชั้นต่างกัน พลังหมัดต่างกัน จางตงไม่ได้เห็นหนิงเซี่ยอยู่ในสายตาเลย
ตูม! หมัดทั้งสี่ของทั้งคู่ปะทะกัน จางตงรู้สึกเหมือนภูเขาทั้งลูกถล่มใส่หัว
ฟิ้ว... จางตงปลิวละลิ่วออกจากเวทีแปดเหลี่ยม ร่วงลงไปกระแทกพื้นท่าท่ากบไถนา หมดสภาพ แต่ไม่ถึงกับบาดเจ็บ
ฮือฮา!
คนดูทั้งสนามอ้าปากค้าง
จางตงฝีมือไม่ธรรมดา เพลงหมัดยาวอู๋หวังฝึกจนถึงขั้นสุดยอด ระดับพลังข่มมิด ทั้งพลังและประสบการณ์เหนือกว่าทุกด้าน แต่กลับรับมือหนิงเซี่ยไม่ได้แม้แต่ท่าเดียว ความห่างชั้นที่น่ากลัวนี้ทำเอาขนลุกซู่
ที่ทุกคนไม่รู้คือ นี่หนิงเซี่ยออมแรงไว้สามส่วนแล้ว ไม่งั้นจางตงสาหัสแน่
ถ้าวัดกันที่พละกำลัง หนิงเซี่ยก็ไม่ด้อยไปกว่าจางตง ผ่านพายุเลือดลมและการใช้วิชาทิ่มแทงหัวใจ เส้นเอ็นและชีพจรของเขาแกร่งดุจเหล็กไหล
ช่วงนี้ฝึกหนักใต้ม่านน้ำตก ถึงจะมีแค่ขอบเขตชักนำขั้นแปด แต่แขนเดียวของเขามีแรงปะทะเก้าร้อยชั่งแน่นอน
ยิ่งบวกกับเคล็ดวิชาสามเหลี่ยมที่ทรงพลังและดุดัน จางตงไม่มีทางรับไหว