- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเทพยุทธ์ด้วยสกิลอมตะ
- บทที่ 34 - การสอบข้อเขียน
บทที่ 34 - การสอบข้อเขียน
บทที่ 34 - การสอบข้อเขียน
บทที่ 34 - การสอบข้อเขียน
ตอนแรกหนิงเซี่ยก็ยังฟังเพลินๆ แต่พอได้ยินว่าหลงเหยียนสาบานเลือดว่าจะฆ่าเขา สีหน้าก็หมองลงทันที
อาจารย์หลิวพูดขึ้นว่า "ตาเฒ่าเฉาต้องรายงานเรื่องของเธอให้หลงเหยียนรู้แน่ๆ มันถึงได้จองล้างจองผลาญเธอขนาดนี้ แต่จะว่าไป การถูกระดับเจ้าลัทธิโลหิตสังหารหมายหัว ก็ถือเป็นเกียรติยศอย่างหนึ่งนะ"
หนิงเซี่ยพูดเสียงอ่อย "ฟังจากที่อาจารย์พูด ถ้าเกิดผมโดนหลงเหยียนทุบตาย แล้วทางสำนักสร้างอนุสาวรีย์สดุดีให้ ก็คงถือเป็นเกียรติสูงสุดของวงศ์ตระกูล ผมคงตายตาหลับเลยสินะครับ"
อาจารย์หลิวชี้นิ้วใส่หนิงเซี่ย พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
หนิงเซี่ยพูดต่อ "เรื่องนี้มันชักจะยังไงๆ อยู่นะครับ สำนักจะปล่อยให้นักเรียนดีเด่นที่สร้างผลงานอย่างผม ต้องมาเสียเลือดเสียเนื้อซ้ำซ้อนแบบนี้ไม่ได้นะครับ เจ้าลัทธิหลงเหยียนขนาดอาจารย์ใหญ่ยังรั้งตัวไว้ไม่อยู่ ถ้ามันตั้งใจจะมาเก็บผมจริงๆ ผมมีแค่ชีวิตเดียวนะครับ"
อาจารย์หลิวทำหน้าไม่ถูก เรื่องนี้ทางสำนักจัดการได้ไม่ค่อยสวยจริงๆ
หนิงเซี่ยอุตส่าห์ทำงานจนสำเร็จ แต่อาจารย์ใหญ่หนานดันทำพลาดเอง ไม่มีเหตุผลที่จะให้คนทำความดีความชอบต้องมารับความเสี่ยง
"เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว ฉันจะพยายามไปคุยกับอาจารย์ใหญ่หนานเรื่องการชดเชยให้ วางใจเถอะ เรื่องความปลอดภัยของเธอ ทางสำนักจะรับผิดชอบให้ถึงที่สุด ขอแค่เธออยู่แต่ในเขตสำนัก ต่อให้เจ้าหมาแก่หลงเหยียนจะมีอิทธิฤทธิ์เทียมฟ้า ก็ทำอะไรเธอไม่ได้"
หนิงเซี่ยรีบสวน "เรื่องชดเชยอะไรนั่นช่างมันเถอะครับ การกำจัดปีศาจพิทักษ์คุณธรรมเป็นหน้าที่ของนักเรียนอยู่แล้ว จะไปเรียกร้องค่าตอบแทนมันก็ดูจะเกินไปหน่อย เพียงแต่ว่าการสอบข้อเขียนใกล้เข้ามาแล้ว การเรียนของผมยังมีปัญหาใหญ่อยู่หลายจุด ถ้าทางสำนักจะช่วยจัดอาจารย์เก่งๆ มาติวเข้มให้ผมสักหน่อย ผมจะเป็นพระคุณอย่างสูงเลยครับ"
พออยูในโลกที่ปีศาจเพ่นพ่านแบบนี้นานเข้า ผ่านบททดสอบความเป็นความตายและการหลอกลวงต้มตุ๋นมาสารพัด จิตใจของหนิงเซี่ยก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
ถ้าเป็นตอนเพิ่งข้ามมิติมาใหม่ๆ คำพูดดัดจริตแบบนี้เขาคงกระดากปากจนพูดไม่ออกแน่
แต่ตอนนี้พูดออกมาได้หน้าตาเฉย ไม่มีตะขิดตะขวงใจสักนิด
อาจารย์หลิวถอนหายใจโล่งอก "นึกว่าเรื่องใหญ่อะไร เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ไม่ต้องถึงมืออาจารย์ใหญ่หรอก เดี๋ยวฉันไปคุยกับหัวหน้าเมิ่งให้ หัวหน้าเมิ่งเองก็รู้สึกผิดกับเธออยู่เหมือนกัน"
หลังจากอาจารย์หลิวกลับไปไม่นาน หัวหน้าเมิ่งก็ส่งอาจารย์สามท่านมาผลัดเวียนกันติวเข้มให้เขา
หนิงเซี่ยเรียนตามเพื่อนไม่ทันไปเยอะมาก จะมานั่งเรียนปูพื้นใหม่ทั้งหมดคงไม่ทันกิน อาจารย์ทั้งสามท่านเลยต้องเน้นติวเฉพาะจุดที่จะออกสอบ
ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น หลังจากการทดสอบย่อยรายวิชาไม่กี่ครั้ง คะแนนของหนิงเซี่ยก็กระเตื้องขึ้นอย่างมั่นคง พอบวกกับคะแนนพิเศษอีกสิบคะแนน หนิงเซี่ยก็เริ่มหายกลัวการสอบข้อเขียนที่กำลังจะมาถึง
พอเหลือเวลาอีกเจ็ดวันก่อนสอบ หนิงเซี่ยก็หยุดติวแล้วกลับไปที่ใต้น้ำตก เริ่มขัดเกลาร่างกายและเสริมสร้างเลือดลม
หนิงเซี่ยกะจะใช้ช่วงเวลานี้ชิงลงมือก่อนสอบ ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตชักนำขั้นแปด
เขายอมใช้ดีวิหคเพลิงอย่างไม่เสียดาย ดูดซับโลหิตอสูรยักษ์ขวดครึ่งจนเกลี้ยงภายในเจ็ดวัน ทะลวงจุดเทียนเฉวียนจนแตก บรรลุขอบเขตชักนำขั้นแปดได้สำเร็จ
แต่สิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นยิ่งกว่าคือเคล็ดวิชาสามเหลี่ยมของเขาพัฒนาไปอีกขั้น
ตอนนี้เขาสามารถอาศัยพลังของเคล็ดวิชาสามเหลี่ยม ยืนหยัดอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางน้ำตกได้ในระยะหนึ่งเมตรแล้ว
มวลน้ำมหาศาลตกลงมา เขาฟาดฝ่ามือออกไป กระบวนท่าสามเหลี่ยมเป็นธรรมชาติไร้รอยต่อ ตัดสายน้ำขาดกระจุย ราวกับน้ำตกยักษ์ถูกกรรไกรยักษ์ตัดขาดเป็นท่อน
ผลของการฝึกฝนใต้แรงดันน้ำตกอย่างใจเย็นนั้นดีกว่าการฝึกในห้องฝึกซ้อมเป็นไหนๆ
โดยเฉพาะตอนที่ต้องชักนำเลือดลมที่กำลังคลุ้มคลั่ง แรงกดดันจากน้ำตกช่วยได้มากจริงๆ
ฝึกอยู่ใต้น้ำตกได้หกวัน จนผิวหนังเปื่อยยุ่ยไปหมด หนิงเซี่ยถึงได้ยอมโผล่หัวออกมา
มะรืนนี้ก็สอบข้อเขียนแล้ว พรุ่งนี้เขากะจะนอนให้ตายกันไปข้าง
แต่อนิจจา ความฝันอันสวยงามของเขาก็ต้องพังทลาย
อาจารย์สามท่านที่หัวหน้าเมิ่งส่งมาติว ดักรอเขาอยู่แล้ว เพื่อจะเก็งข้อสอบเน้นๆ ให้เขาตลอดทั้งวัน
อาจารย์ทั้งสามอุตส่าห์มาติวให้หนิงเซี่ย ถ้าหนิงเซี่ยสอบได้คะแนนห่วยแตก ทั้งสามคนคงเสียหน้าแย่
ตามที่อาจารย์ทั้งสามบอก หัวข้อที่เก็งมาวันนี้ เป็นสิ่งที่หัวหน้าเมิ่งไปหลอกถามมาจากวงเหล้ากับพวกกรรมการคุมสอบ ถึงจะคลาดเคลื่อนไปบ้างก็น่าจะใกล้เคียงความจริง
จำใจต้องจุดตะเกียงลุยอ่านหนังสือไปเกือบครึ่งค่อนคืน พอวันรุ่งขึ้นได้ยินเสียงระฆังบอกเวลาสอบ เขาก็สะดุ้งตื่นจากเตียง วิ่งหน้าตั้งไปที่สนามสอบ
สนามสอบไม่ได้อยู่ที่หอรวมวีรชนอันกว้างขวาง หรือหอหย่งโซ่วอันโอ่อ่า แต่จัดที่ลานกว้างหน้าตำหนักใหญ่ของสำนักศึกษา
ผู้เข้าสอบนับพันคนนั่งห่างกันเกือบสองเมตร เต็มลานกว้างสุดลูกหูลูกตา
เพื่อป้องกันพวกอัจฉริยะจากชั้นสูงที่เปิดทะเลจิตได้แล้วแอบใช้พลังจิตโกงข้อสอบ ในสนามจึงติดตั้งหินสลายพลังไว้จำนวนมาก
คณะกรรมการสำนักศึกษาระดับต้นส่งผู้คุมสอบมาร้อยกว่าคน นอกจากจะมีคนเดินตรวจตราไปมา ยังมีคนขี่นกกลไกบินวนเวียนอยู่บนฟ้า บรรยากาศตึงเครียดแผ่ซ่านไปถึงทุกคน
ภายนอกสำนักศึกษาตงหัว บรรยากาศก็น่าอึดอัดไม่แพ้กัน
ทันทีที่เสียงระฆังของสำนักศึกษาตงหัวดังขึ้น ทั่วทั้งเมืองตงหัวเหมือนถูกกดปุ่มหยุดเวลา ห้างร้านโรงเตี๊ยมต่างๆ ปิดกิจการชั่วคราว
ผู้คนที่เดินขวักไขว่บนท้องถนนต่างหาที่นั่งเงียบๆ กลัวจะทำเสียงดังรบกวนสมาธิของเหล่าเยาวชนที่เป็นอนาคตของเมือง
ผู้ปกครองนับพันคนมารวมตัวกันที่ลานว่างหน้าสำนักศึกษา ทุกคนสีหน้ากระวนกระวาย แววตาเต็มไปด้วยความหวัง ต่างภาวนาให้ลูกหลานของตนทำคะแนนได้ดี จะได้มีหน้ามีตาในสังคม
วิชาแรกที่สอบคือ "คณิตศาสตร์" ซึ่งเป็นวิชาที่สำคัญที่สุดในการสอบข้อเขียน และเป็นวิชาที่นักเรียนหลายคนขยาดที่สุด
หนิงเซี่ยเองก็รู้สึกว่ามันยุ่งยาก ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่ในข้อสอบมีโจทย์ปัญหาเยอะมาก ถ้าเขาตั้งสมการสองตัวแปร หรืออย่างมากก็สามตัวแปร แป๊บเดียวก็ได้คำตอบแล้ว
แต่วิธีแก้โจทย์แบบนั้น ถ้าเอามาใช้ที่นี่โดนปรับตกแน่นอน
ความอึดอัดมันอยู่ตรงที่ รู้คำตอบ รู้ที่มาที่ไป แต่ดันเขียนคำตอบดีๆ ไม่ได้
เพราะภาษาคณิตศาสตร์ที่เขาเรียนมาจากโลกเดิม กับภาษาคณิตศาสตร์ของโลกนี้มันคุยกันไม่รู้เรื่อง
อย่างเช่นตอนนี้ เขากำลังเกาหัวแกรกๆ กับโจทย์ปัญหารองสุดท้ายที่ว่า "มีไก่และกระต่ายอยู่ในกรงเดียวกัน นับหัวได้สามสิบห้าหัว นับตีนได้เก้าสิบสี่ตีน ถามว่ามีไก่และกระต่ายอย่างละกี่ตัว"
โจทย์ข้อนี้หนิงเซี่ยคุ้นๆ ว่าเคยเจอในชาติก่อน จะแก้ก็ไม่ยาก เขาคิดคำตอบในกระดาษทดออกมาได้อย่างรวดเร็ว
แต่เพื่อจะแปลงวิธีคิดให้เป็นภาษาคณิตศาสตร์ของโลกนี้ เขาต้องเค้นสมองอยู่นานกว่าจะแถจนสีข้างถลอกแล้วเขียนคำตอบลงไปได้
พอสอบคณิตศาสตร์เสร็จ หนิงเซี่ยรู้สึกแย่มาก ข้อสอบคณิตศาสตร์ไม่มีช้อยส์ ไม่มีเติมคำในช่องว่าง แปลว่าทุกข้อต้องแสดงวิธีทำ
เขาการันตีได้ว่าคำตอบถูกทุกข้อ แต่วิธีทำนี่สิ พูดยากจริงๆ
ส่วนผลจะออกมาเป็นยังไง ก็คงต้องแล้วแต่เวรแต่กรรม
โชคดีที่พอผ่านวิชาคณิตศาสตร์ไป วิชาอื่นๆ ที่เหลือเขาก็เข้าสู่จังหวะปกติ
ต้องบอกว่าแนวข้อสอบที่อาจารย์ทั้งสามท่านเก็งให้ในวันสุดท้ายนั้นแม่นยำมาก ช่วยให้เขาไม่ต้องงมเข็มในมหาสมุทร ไม่งั้นด้วยระดับความรู้ของเขา การสอบข้อเขียนรอบนี้คงลูกผีลูกคน
สอบติดต่อกันสามวัน การสอบวิชาหลักก็จบลง
เช้าวันที่สี่ เขาเข้าสอบวิชาเลือก
ปรากฏว่ามีแค่เขาคนเดียวที่ลงสอบวิชาอักษรเทพมาร แต่กลับมีกรรมการคุมสอบถึงหกคน เล่นเอาหนิงเซี่ยกดดันจนเหงื่อตก
ยังดีที่เขาท่องจำ "บันทึกสังหารฮุยโจว" ได้ขึ้นใจ ข้อสอบสิบข้อ ห้าข้อให้แปลภาษาคนเป็นภาษาเทพมาร อีกห้าข้อแปลภาษาเทพมารเป็นภาษาคน เขาทำได้อย่างลื่นไหล รวดเร็วจนกรรมการคุมสอบพากันซุบซิบและทึ่งในความสามารถ
เที่ยงวัน เสียงระฆังดังรัวแปดครั้ง ข้างนอกระเบิดเสียงเชียร์กึกก้อง ทั่วทั้งเมืองตงหัวกลับมามีชีวิตชีวาในพริบตา
หนิงเซี่ยรู้สึกเหมือนโดนสูบวิญญาณ หลังจากกินข้าวในโรงอาหารจนพุงกาง ก็กลับไปนอนสลบเหมือดไปวันกับอีกสองคืน
เช้าวันนี้ หวังสุ่ยเซิงพังประตูห้องพักของเขาเข้ามา ตะโกนลั่น "ยอมแล้ว ยอมแล้ว พี่หนิง ข้ายอมท่านจริงๆ คะแนนพื้นฐานของท่านผ่านเกณฑ์ แถมเกินมาตั้งห้าคะแนน"
"ท่านเป็นเด็กเส้นที่คะแนนเก็บหายไปตั้งสามปีนะ สอบออกมาได้ขนาดนี้ ไม่รู้ทำคนช็อกตาตั้งไปกี่คน"
หนิงเซี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ยินดีด้วยเหมือนกัน แล้วพี่หวังสอบเป็นไงบ้าง"
หวังสุ่ยเซิงยิ้มแก้มปริ "คะแนนน้อยกว่าพี่หนิงครึ่งนึง แต่ก็ยังผ่านเกณฑ์เตรียมทหาร"
หนิงเซี่ยไม่อยากจะเชื่อ ถ้าพูดแบบนี้ เกณฑ์เตรียมทหารก็แทบจะไม่มีเส้นแบ่งอะไรเลยสิ
เขาแค่ผ่านเกณฑ์แบบฉิวเฉียด แต่หวังสุ่ยเซิงคะแนนน้อยกว่าเขาครึ่งหนึ่ง ยังผ่านเกณฑ์เตรียมทหารได้อีก ตกลงมันมีเกณฑ์จริงๆ รึเปล่า
พอหวังสุ่ยเซิงกลับไป อาจารย์หลิวก็รีบแจ้นมาหา หน้าตาสดใส ชี้นิ้วมาที่หนิงเซี่ยแล้วว่า "อย่างว่าแหละ ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย ตอนแรกก็นึกว่าการปฏิรูปการสอบครั้งนี้จะเป็นข่าวร้ายสำหรับเธอ"
"ที่ไหนได้ กลายเป็นว่าฉันคิดมากไปเอง เผลอๆ นี่อาจจะเป็นข่าวดีที่สุดสำหรับเธอก็ได้"
หนิงเซี่ยยิ้มมองอาจารย์หลิว รอฟังต่อ
อาจารย์หลิวชี้หน้าเขา "ไอ้หนูเอ๊ย ความนิ่งของแกนี่แหละคือคุณสมบัติของคนที่จะทำการใหญ่"
"ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการปฏิรูปมาแล้ว เหตุผลที่เลื่อนสอบข้อเขียนขึ้นมาเร็วขนาดนี้ แก่นหลักคือ สอบบุ๋นคัดคนออก สอบบู๊จัดอันดับ"
"แนวคิดนี้ต่างจากปีก่อนๆ ที่เอาคะแนนพื้นฐานมารวมกับคะแนนสอบใหญ่เพื่อตัดเกรดอย่างสิ้นเชิง"
"หัวหน้าเมิ่งไปสืบข่าววงในมา ได้ความว่าเป็นเพราะสถานการณ์ที่สมรภูมิบรรพกาลกำลังตึงเครียด"
"การสอบใหญ่ที่ผ่านๆ มา ให้ความสำคัญทั้งบุ๋นและบู๊เท่ากัน ซึ่งแนวคิดนี้ไปจำกัดเส้นทางเติบโตของอัจฉริยะสายบู๊หลายคน"
"ดังนั้น การใช้การสอบบู๊เพื่อจัดอันดับ ก็เพื่อให้แน่ใจว่านักรบที่เก่งที่สุดจะได้รับทรัพยากรที่ดีที่สุด"
"สำหรับเธอ นี่คือข่าวดี แต่ถ้ามองในภาพรวมของเผ่าพันธุ์มนุษย์ นี่ไม่ใช่ข่าวดีเลย"
"ตอนแรกที่เบื้องบนกำหนดนโยบายสอบแบบบุ๋นบู๊ควบคู่กัน ก็เพราะอยากได้บุคลากรที่เก่งทั้งรบและบริหาร แนวคิดนี้ไม่ได้ผิด"
"แต่โบราณกาลมา ยอดนักรบที่มีพรสวรรค์สูงส่งหลายคนมักมีจุดจบที่ไม่สวยงาม ส่วนใหญ่ก็เพราะขาดการขัดเกลาทางปัญญา"
"แต่ตอนนี้ การที่ต้องเปลี่ยนมาเน้นสายบู๊เต็มตัว แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ของเผ่ามนุษย์ในสมรภูมิบรรพกาลคงวิกฤตจริงๆ เบื้องบนถึงได้ต้องการเลือดใหม่และกำลังรบอย่างเร่งด่วนขนาดนี้"
หนิงเซี่ยเงียบกริบ แม้เขาจะเป็นมนุษย์และได้เห็นความโหดร้ายของพวกอสูรมาแล้ว แต่ในฐานะคนข้ามมิติ เขาก็ยังยากที่จะอินกับความห่วงใยและโศกเศร้าต่อชะตากรรมของมนุษยชาติในแบบของอาจารย์หลิว
"เตรียมตัวให้ดี ในเมื่อเธอฝึกถึงขอบเขตชักนำขั้นแปดแล้ว ฉันคุยกับหัวหน้าเมิ่งแล้วว่าจะย้ายเธอไปอยู่ห้องเรียนชั้นสูง"
"พอไปอยู่ห้องชั้นสูง เธอจะได้รับโควตาเนื้อสัตว์อสูรเดือนละสามชั่ง แถมยังมีสิทธิ์เข้าไปใช้ห้องฝึกระดับสูงได้ด้วย"
"ฉันคาดหวังในตัวเธอมากนะ หัวหน้าเมิ่งก็เหมือนกัน"
"เพราะงั้น อย่าได้กังวลอะไร ตั้งใจฝึกฝนให้เต็มที่"