- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเทพยุทธ์ด้วยสกิลอมตะ
- บทที่ 6 - หน่วยพิทักษ์สำนัก
บทที่ 6 - หน่วยพิทักษ์สำนัก
บทที่ 6 - หน่วยพิทักษ์สำนัก
บทที่ 6 - หน่วยพิทักษ์สำนัก
หนิงเซี่ยพูดขึ้น "ท่านผู้ช่วยหลิว ผมอยากเข้าหน่วยพิทักษ์สำนัก ท่านช่วยฝากฝังให้ผมหน่อยได้ไหมครับ"
ตั้งแต่มีดีวิหคเพลิง สำหรับเขาแล้ว ความอันตรายก็เหมือนพี่น้องร่วมสาบาน
เขามีเก้าชีวิต ขอแค่ไม่ซ่าจนเกินเบอร์ ก็ไม่มีทางตาย
ผู้ช่วยผู้ดูแลหลิวอ้าปากค้าง คิดว่าตัวเองอาจพูดไม่ชัดจนหนิงเซี่ยเข้าใจผิด เลยรีบใส่สีตีไข่เรื่องความเสี่ยงของหน่วยพิทักษ์เข้าไปอีกชุดใหญ่ เช่น คนนั้นตายยังไง คนนี้โดนสัตว์อสูรกัดแขนขาด คนนู้นพิการตลอดชีวิต
หนิงเซี่ยยืนยัน "ท่านผู้ช่วยครับ เดิมทีผมก็เป็นผู้ลี้ภัย การที่ไม่ตายในปากสัตว์อสูร ก็นับว่าสวรรค์เมตตาแล้ว ผมไม่กลัวความเสี่ยง ผมแค่อยากเข้าหน่วยพิทักษ์ ทำประโยชน์ให้สำนักศึกษา และแก้แค้นให้พี่น้องชาวบ้านที่ตายไป"
หนิงเซี่ยมีท่าทีเด็ดเดี่ยว ผู้ช่วยผู้ดูแลหลิวถอนหายใจ "หาได้ยากที่มีใจบริสุทธิ์เช่นนี้ ก็ได้ ข้าจะไปพูดให้"
หน่วยพิทักษ์กำลังรับคนจำนวนมาก มีผู้ช่วยผู้ดูแลหลิวเป็นธุระให้ หนิงเซี่ยจึงได้เข้าหน่วยพิทักษ์อย่างราบรื่น
ที่พักของเขาย้ายไปที่หอพักหน่วยพิทักษ์ การกินอยู่ก็ย้ายไปที่โรงอาหารเล็กของหน่วย
ในมุมของหนิงเซี่ย การเข้าหน่วยพิทักษ์คือการเดินหมากที่ถูกต้องที่สุด
เงินเดือนสามร้อยเหรียญ กินอยู่ฟรี และที่สำคัญที่สุด หน่วยพิทักษ์ยังมีโรงฝึกส่วนรวมให้สมาชิกได้ใช้ฝึกฝน
เขาถูกจัดให้อยู่กะดึก เดินยามแค่คืนละสองรอบ เวลาที่เหลือขอแค่อยู่ในสำนักศึกษา เรียกตัวเมื่อไหร่ต้องเจอ ก็พอแล้ว
สวัสดิการแบบนี้ หนิงเซี่ยพอใจสุดๆ
เขากระหายในพลัง จนถึงขั้นบ้าฝึกฝน ขลุกอยู่ในโรงฝึกส่วนรวมทั้งวัน หยิบจับอุปกรณ์ต่างๆ มากระตุ้นเลือดลม
ที่เด็ดยิ่งกว่าคือ โรงอาหารเล็กมีเนื้อสัตว์บริการไม่อั้น หนิงเซี่ยมีความสุขจนน้ำตาแทบไหล
ฮึบ ฮึบ
ในโรงฝึกขนาดเกือบสามร้อยตารางเมตร หนิงเซี่ยถือดาบหัวตัดเล่มโต ร่ายรำท่วงท่าได้อย่างทะมัดทะแมง
ที่แขนทั้งสี่และหน้าอกหน้าท้องของเขา มัดถุงผ้าสีดำเอาไว้ ข้างในบรรจุทรายเหล็กหนักอึ้ง น้ำหนักรวมบนตัวเขาตอนนี้ไม่ต่ำกว่าแปดสิบชั่ง
เขากำลังฝึกวิชาดาบชื่อ "เพลงดาบพันชั่ง" หัวหน้าหน่วยพิทักษ์เฟ่ยหมิงผู้ถ่ายทอดวิชานี้ให้ เป็นนักเรียนปัจจุบันของสำนักศึกษา มีระดับพลังชักนำขั้นที่เจ็ด
ตามคำบอกเล่าของเฟ่ยหมิง เพลงดาบพันชั่งเป็นวิชาดาบขั้นพื้นฐาน เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพ และช่วยกระตุ้นเลือดลมได้ดี เหมาะมากสำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตชักนำช่วงต้น
ผ่านไปเกือบครึ่งเดือน หนิงเซี่ยเอาแต่ฝึกเพลงดาบพันชั่ง
ความบ้าคลั่งในการฝึกของเขา ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมาย
พอรู้ว่าเขามาจากผู้ลี้ภัย ทุกคนก็เข้าใจและไม่มีใครมารบกวน
หัวหน้าเฟ่ยหมิงเคยมาเตือนเขาเป็นพิเศษ ว่าให้รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา อย่าใจร้อนอยากเห็นผลเร็วเกินไป
หนิงเซี่ยรับปากแต่ปาก การกระทำยังเหมือนเดิม
เฟ่ยหมิงเลยเลิกสนใจ ครึ่งเดือนผ่านไป แขนทั้งสองข้างของหนิงเซี่ยถูกเลือดลมที่อัดแน่นจนตึงเปรี๊ยะเป็นสีแดงอีกครั้ง ความเย็นที่จุดเทียนกวนค่อยๆ จางหายไป
หนิงเซี่ยพอใจกับความก้าวหน้า แม้เพลงดาบพันชั่งจะยังไม่บรรลุถึงขั้นสูง แต่อาการเปลี่ยนแปลงที่น่ายินดีของจุดเทียนกวน บอกให้รู้ชัดเจนว่าความพยายามของเขาไม่สูญเปล่า
ฮึบ ฮึบ...
ปัง ปัง...
ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอขึ้นเรื่อยๆ เสียงดาบโค่นอาชาที่ฟันลงบนขอนไม้เหล็กก็หนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ การฝึกฝนกว่าหนึ่งเดือน ทำให้หนิงเซี่ยฟันดาบโค่นอาชาจนเกิดเสียงลมหวีดหวิวได้แล้ว
ในขณะเดียวกัน ที่จุดเทียนกวนก็ค่อยๆ มีไอร้อนแผ่ออกมา
ระหว่างนั้น เฟ่ยหมิงแวะมาดูอีกครั้ง เพราะหนิงเซี่ยแสดงออกถึงความบ้าคลั่งเกินเหตุ ถึงขนาดกินนอนในโรงฝึก เหนื่อยก็หลับ ตื่นก็ซ้อม
ชื่อเสียง "คนบ้าดาบ" ของเขาเลื่องลือไปทั่วหน่วยพิทักษ์
การมาของเฟ่ยหมิงไม่ได้จะมาชี้แนะอะไร แต่มาตรวจสอบเลือดลมของเขา กลัวว่าฝึกหนักเกินไปจนเลือดลมแตกซ่าน ตายคาโรงฝึก
สิ่งที่ทำให้เฟ่ยหมิงประหลาดใจคือ ยิ่งฝึกนานเข้า เลือดลมของหนิงเซี่ยยิ่งถูกกระตุ้นสูงขึ้นเป็นระลอก ผิวหนังแดงขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับไม่มีสัญญาณของเลือดลมอุดตันจนดำคล้ำเลย
ด้วยความสงสัย เฟ่ยหมิงไปสืบประวัติหนิงเซี่ยจากที่เดิมคือโรงเรือน พอรู้เรื่องราวก็อุทานว่า "วาสนาปาฏิหาริย์แท้ๆ" แล้วก็ไม่มาอีกเลย
หนิงเซี่ยฝึกดาบอย่างบ้าคลั่งโดยไม่กลัวเลือดลมแตกซ่าน ก็เพราะอานิสงส์จาก "พายุเลือดลม ทัณฑ์ทมิฬทำลายใจ" ครั้งก่อน
หลังจากผ่านเคราะห์กรรมครั้งนั้น เส้นเอ็นและชีพจรของหนิงเซี่ยขยายใหญ่และเหนียวแน่นขึ้นมาก
แม้เขาจะฝึกดาบจนเลือดลมพุ่งพล่าน แต่ขอแค่พักสักหน่อย เส้นเอ็นที่หนาตัวขึ้นก็จะช่วยระบายเลือดลมที่คั่งค้างด้วยเคล็ดวิชาชักนำได้อย่างรวดเร็ว
วันนี้ ขณะที่หนิงเซี่ยกำลังซ้อมดาบอย่างเมามัน เสียงนกหวีดเรียกรวมพลก็ดังลั่นโรงฝึก
หนิงเซี่ยรีบปลดอุปกรณ์ถ่วงน้ำหนัก คว้าดาบโค่นอาชาวิ่งไปที่จุดรวมพล
ไม่ถึงห้านาที สมาชิกหน่วยพิทักษ์ร้อยยี่สิบคนก็เข้าแถวพร้อมเพรียง
หัวหน้าใหญ่เฟ่ยหมิงที่ยืนอยู่ข้างหน้าเก็บนาฬิกาทรายจับเวลา พยักหน้าอย่างพอใจ แล้วพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ทุกท่าน ข่าวล่าสุด สัตว์อสูรเริ่มอาละวาดทางทิศเหนือของเมืองอีกแล้ว สำนักศึกษากับกองกำลังป้องกันเมืองรีบไปเสริมกำลังที่นั่น แต่ทิศอื่นๆ ก็วางใจไม่ได้
ดังนั้น สำนักศึกษามีคำสั่งให้หน่วยพิทักษ์ของเรา แยกย้ายไปเฝ้าระวังทางทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก
ขอให้ทุกคนวางใจ สามทิศทางนี้ก็มีกองกำลังป้องกันเมืองประจำการอยู่ พวกเราไม่ได้สู้ตามลำพัง ตอนนี้จะเริ่มแจกแจงภารกิจ กองร้อยที่หนึ่ง..."
หนิงเซี่ยสังกัดกองร้อยที่สาม หมวดที่สาม ผู้กองชื่อเจี่ยฉวน หมวดชื่อหวังสุ่ยเซิง แต่หัวหน้าที่นำทีมไม่ใช่ผู้กองเจี่ยฉวน แต่เป็นนักเรียนของสำนักศึกษา ผู้มีพระคุณของหนิงเซี่ย เฉินจื่อหลง
ทุกคนแยกย้ายกันขี่ม้าออกไป หนิงเซี่ยไม่เคยเรียนขี่ม้า จึงต้องมัดตัวครึ่งหนึ่งติดกับหลังม้า แล้วเดินทางไปพร้อมขบวน
โยกเยกไปตลอดทาง ภายใต้คำแนะนำของหวังสุ่ยเซิง เขาเริ่มจับจุดได้ ช่วงครึ่งทางหลังสามารถแก้เชือกออกและขี่ม้าได้ตามปกติ แค่ท่าทางยังดูเก้ๆ กังๆ
ภายใต้การจัดสรรของเฉินจื่อหลง หมวดที่สามของหวังสุ่ยเซิงรับผิดชอบปีกซ้าย ลาดตระเวนหมู่บ้านซินจวง โจวกัง หงเมี่ยว รวมหกหมู่บ้าน
กว่าจะถึงที่หมาย ก็ปาเข้าไปสองสามทุ่ม เมฆหนาบดบังแสงจันทร์จนมืดสลัว
ผู้ใหญ่บ้านทั้งสามหมู่บ้านได้รับแจ้งล่วงหน้าแล้ว จึงอพยพชาวบ้านไปหลบภัยในป้อมชั่วคราวของแต่ละหมู่บ้าน
ในหมู่บ้านเงียบกริบ ไม่มีแม้เสียงไก่ขันหมาเห่า มีเพียงเสียงจั๊กจั่นร้องระงม
กองกำลังเกือบสี่สิบคน ถูกหวังสุ่ยเซิงแบ่งออกเป็นสามชุด แต่ละชุดรับผิดชอบลาดตระเวนสองหมู่บ้าน
หนิงเซี่ยอยู่ในชุดที่สาม มีหวังสุ่ยเซิงนำทีมเอง รับผิดชอบหมู่บ้านซินจวงและโจวกัง
ทหารม้าสิบกว่านายจัดขบวนเป็นรูปครึ่งวงกลม หนิงเซี่ยพลังยุทธ์ต่ำสุด ถูกหวังสุ่ยเซิงจัดให้อยู่ตรงกลางวง
สัตว์อสูรนั้นเจ้าเล่ห์และโหดเหี้ยม สมาชิกหน่วยพิทักษ์ส่วนใหญ่มีประสบการณ์สู้รบกับสัตว์อสูรมาบ้าง
แม้ว่าภารกิจเฝ้าระวังครั้งนี้จะไม่หนักหนา และมีความเป็นไปได้สูงว่าสำนักศึกษาแค่กังวลเกินเหตุ ไม่น่าจะมีอันตรายอะไร
แต่พอออกจากความคุ้มครองของกำแพงเมือง มาอยู่ในหมู่บ้านแบบนี้ ประสาทของทุกคนก็ตึงเครียด
แม้หวังสุ่ยเซิงจะพยายามชวนคุยเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ แต่สีหน้าของทุกคนก็ยังไม่คลายกังวล
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึก อากาศเริ่มเย็นลง ลาดตระเวนไปค่อนคืนก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ
และเครื่องมือสื่อสารของหวังสุ่ยเซิงก็ไม่มีสัญญาณขอความช่วยเหลือดังขึ้น เส้นประสาทที่ตึงเครียดของทุกคนจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง
สุดท้าย หวังสุ่ยเซิงเลือกบ้านหลังหนึ่ง พาทีมเข้าไป ผูกม้าไว้ด้านข้าง ทุกคนรวมตัวกันพักผ่อนพิงกำแพง บ้างกินเนื้อตากแห้ง บ้างดื่มน้ำ
ทำเลที่หวังสุ่ยเซิงเลือกนั้นมีชั้นเชิง ด้านหน้าเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ตรงกับทางเข้าหมู่บ้าน ทัศนวิสัยดีเยี่ยม
เขาเลือกสมาชิกสามคนมาเข้าเวร จัดลำดับการเฝ้ายาม แล้วให้คนอื่นๆ รีบพักผ่อน
หนิงเซี่ยซ้อมดาบมาค่อนวัน เหนื่อยล้าเต็มที แถมยังต้องมาทำภารกิจ ขี่ม้าโยกเยกมาค่อนคืน ร่างกายอ่อนเพลียสุดๆ
พอหวังสุ่ยเซิงบอกให้พัก เขาก็พิงกำแพง หลับสนิทไปทันที
ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหน เสียงนกหวีดแหลมแสบแก้วหูก็ปลุกเขาตื่น ตามด้วยฝ่ามือตบเข้าที่ไหล่ฉาดใหญ่ พอลืมตาก็ได้ยินเสียงม้าร้องกระวนกระวาย
เขาทะลึ่งพรวดลุกขึ้น ดาบขวางลำตัว ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง เพ่งมองไปข้างหน้า บนลานโล่งกว้างนั้น สัตว์อสูรแปดเก้าตัวกำลังเดินดุ่มเข้ามา
สัตว์อสูรพวกนั้นหน้าตาเหมือนหนูอยู่เจ็ดแปดส่วน แต่ตัวใหญ่เท่ายักษ์พอกับหมูบ้าน ปากมีส่วนยื่นแหลมคมสีเงิน หลังมีลายเส้นสีม่วงพาดหัวจรดหาง
"หนูหลังม่วงปากเหล็ก ทุกคนตั้งค่ายกล ขอแค่ยื้อไว้ครึ่งชั่วยาม กำลังเสริมต้องมาถึงแน่"
หวังสุ่ยเซิงพูดเสียงหนักแน่น แต่สีหน้าเคร่งเครียดของเขา ใครดูก็รู้ว่าศึกหนักรออยู่ข้างหน้า
"หัวหน้าหวังพูดถูก แค่ฝูงหนูหลังม่วงปากเหล็ก ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว ไอ้พวกนี้ก็แค่ปากแหลมหนังหนาวิ่งเร็ว ไม่มีทางมีระดับขอบเขตปราณหรอก ขอแค่พวกเรารักษาค่ายกลไว้ เดี๋ยวทัพหนุนก็มา"
คนพูดคือหลิวเฉวียน ชายวัยกลางคนอายุสามสิบกว่า ประสบการณ์โชกโชน คำปลอบใจของเขาทำให้ทุกคนคลายกังวลลงบ้าง
แต่หนิงเซี่ยไม่คิดแบบนั้น ตอนที่เขาอ่าน "สารานุกรมร้อยอสูร" ในห้องสมุดหมายเลขสาม เขาเคยเห็นข้อมูลเกี่ยวกับหนูหลังม่วงปากเหล็ก
ไอ้ตัวพวกนี้กระดูกเหล็กหนังทองแดง ความเร็วเป็นเลิศ ที่น่าปวดหัวที่สุดคือพวกมันอยู่เป็นฝูง
ตอนนี้ ฝูงหนูตั้งท่าแต่ยังไม่ขยับ เห็นชัดว่ากำลังรอคำสั่งจากจ่าฝูงที่ตัวใหญ่กว่าเพื่อน
ใน "สารานุกรมร้อยอสูร" ข้อมูลเกี่ยวกับหนูหลังม่วงมีไม่มาก แต่เรื่องของจ่าฝูงกลับกินเนื้อที่ไปเกือบหมด
จ่าฝูงผู้สั่งการฝูงหนู นิสัยดุร้ายและเจ้าเล่ห์ ฆ่ายากสุดๆ
แถมระดับพลังของสมาชิกหน่วยพิทักษ์ก็ไม่สูง หัวหน้าหมู่หวังสุ่ยเซิงแค่ชักนำขั้นที่สี่ คนอื่นๆ ก็อยู่แค่ขั้นสองขั้นสาม
พลังแค่นี้ เจอกับสัตว์อสูรทั่วไปยังไม่การันตีว่าจะชนะ ยิ่งมาเจอฝูงหนูหลังม่วงปากเหล็กยิ่งแล้วใหญ่
ฝูงหนูจ้องเขม็งไม่ขยับ อารมณ์ของทุกคนตึงเครียดถึงขีดสุด
หนิงเซี่ยขมวดคิ้วแน่น จู่ๆ ก็ได้กลิ่นดินจางๆ ลอยมา เขาตวาดลั่น "ข้างหลัง ข้างหลัง"
แทบจะทันทีที่ทุกคนกระโดดหลบ ตูม! กำแพงด้านหลังพังครืน เศษอิฐหินปลิวว่อนดั่งห่าฝน
ท่ามกลางฝุ่นคลุ้ง หนูหลังม่วงปากเหล็กห้าตัวพุ่งเข้าใส่ ทุกคนกระชับดาบในมือ แต่หนูห้าตัวนั้นกลับทะลวงผ่านค่ายกลไป ชนสมาชิกสองคนจนเซถลา กระอักเลือดออกมา
หวังสุ่ยเซิงตาถลน "พวกเจ้าถอยไปก่อน ล่อพวกมันออกไป ข้าจะจัดการจ่าฝูงเอง"
สิ้นเสียงคำสั่ง ทุกคนกระโดดขึ้นม้า หวังสุ่ยเซิงคว้าคันธนูเหล็กจากด้านหลัง ง้างสายยิงลูกธนูต่อเนื่องพุ่งตรงไปที่จ่าฝูง
ลูกธนูสองดอกถูกจ่าฝูงใช้ปากเหล็กปัดทิ้งอย่างง่ายดาย ทันใดนั้น ตาลูกปัดเท่าเม็ดถั่วของจ่าฝูงก็แดงฉาน พ่นลมหายใจฟูดฟาด ตะกุยเท้าจนฝุ่นตลบ
(จบตอน)