- หน้าแรก
- เปิดปมลับ วิถีป่วนโลก
- บทที่ 27 ปรมาจารย์แห่งการเปิดเผยตัวตน
บทที่ 27 ปรมาจารย์แห่งการเปิดเผยตัวตน
บทที่ 27 ปรมาจารย์แห่งการเปิดเผยตัวตน
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมผู้ข้ามมิติคนอื่นถึงไม่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์นั้น... จะว่าไปมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ประการแรก ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ในยุคสมัยที่สี่และยุคก่อนหน้านั้นล้วนขาดวิ่นไม่สมบูรณ์ เราจึงไม่อาจฟันธงได้ว่าไม่เคยมีผู้ข้ามมิติในยุคก่อนๆ ก่อเหตุการณ์สำคัญแต่ไม่ได้ถูกเล่าขานสืบต่อมา
อีกประการหนึ่งคือความแตกต่างของนิสัยใจคอ แม้จะมีผู้ข้ามมิติที่ชอบทำตัวโดดเด่นอย่างจักรพรรดิโรเซลล์ แต่ก็ย่อมมีผู้ข้ามมิติที่ชอบเก็บตัวและไม่ชอบโอ้อวดอยู่เป็นธรรมดา
สิ่งที่ไคลน์กังวลมากกว่าคืออีกสองประเด็น ประเด็นแรกคือชะตากรรมหลังจากนั้นของเพื่อนร่วมชะตากรรมผู้นี้ ในไดอารี่บันทึกไว้เพียงว่า 'โซโรอัสต์' ถูกอามอนจับตัวไปเลี้ยงไว้เป็นขนมขบเคี้ยว รอเก็บเกี่ยวในอนาคต ส่วนโซโรอัสต์เองก็กำลังแอบวางแผนหนีเอาตัวรอด จากนั้นบันทึกก็จบลงดื้อๆ แม้เนื้อหาจะดูเหมือนว่าภายหลังเขาหนีรอดไปได้ แต่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี
ประเด็นที่สองคือคำบรรยายเกี่ยวกับตระกูลโซโรอัสต์... ตระกูลผู้วิเศษโบราณที่มีรากฐานลึกซึ้งแต่ปัจจุบันตกต่ำลง มีศัตรูคู่อาฆาตชื่ออามอน และสมาชิกในตระกูลมีทางเลือกเส้นทางผู้วิเศษสามเส้นทาง ได้แก่ นักจารกรรม นักทำนาย และผู้ฝึกหัด
ไคลน์: ...
ฟังดูคุ้นหูชะมัด!
เขาเคยได้ยินการตั้งค่าแบบนี้ที่ไหนมาก่อนหรือเปล่านะ?
ไคลน์หวนนึกถึงโรลลิน อาจารย์หมาดๆ ของเขา ชั่วขณะหนึ่งเขาถึงกับมีความคิดพิสดารผุดขึ้นมาว่า... เป็นไปได้ไหมที่ไดอารี่หน้านี้โรลลินจะเป็นคนเขียน?
แต่แล้วไคลน์ก็ปัดตกความคิดนี้ไป อย่างแรก โรลลินไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยให้ไดอารี่ของตนตกไปอยู่ในมือคนอื่น และอีกอย่าง โรลลินเป็นนักทำนาย ไม่ใช่นักจารกรรม
"แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าแจ็คอาจจะเขียนไดอารี่เล่มนี้ขึ้นมามั่วๆ แต่เขาจะทำไปเพื่ออะไรล่ะ?" ไคลน์ยังคงรู้สึกว่าความเป็นไปได้นี้ต่ำมาก หลักๆ คือแจ็คไม่มีแรงจูงใจที่จะทำ
"แต่ความจริงอาจจะไม่ต้องมีแรงจูงใจก็ได้ บางทีอาจจะทำไปแค่เพื่อความสนุก..." ไคลน์นึกถึงนิสัยขี้เล่นของโรลลินที่เผลอแสดงออกมาตอนอยู่ด้วยกัน แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลขึ้นมา
เด็กมหาลัยเกรียนๆ จะทำอะไรแผลงๆ ก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง
เมื่อหาข้อสรุปไม่ได้ ไคลน์ก็ไม่เก็บมาคิดให้รกสมอง เขาทำหน้าที่ประธานชุมนุมทาโรต์ต่อไป และในระหว่างการประชุม เขาได้แจ้งแก่ออเดรย์ เดอะจัสติส และอัลเจอร์ เดอะแฮงแมน เกี่ยวกับพระนามเกียรติยศใหม่ที่เขาสร้างขึ้น พร้อมกำชับให้พวกเขาลองสวดดูหลังจากกลับไปแล้ว
เมื่อชุมนุมทาโรต์เลิกรา ไคลน์ส่งออเดรย์และอัลเจอร์กลับไป จากนั้นจึงขมวดคิ้วมองไดอารี่ในมือ
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเสกให้ลูกตุ้มคริสตัลปรากฏขึ้นเพื่อทำการทำนาย เนื้อหาของการทำนายคือ "แจ็ค โจนส์ เป็นผู้เขียนไดอารี่หน้านี้"
ไม่นานผลทำนายก็ออกมา... เป็นเชิงลบ
ไดอารี่หน้านี้ไม่ได้มาจากแจ็ค โจนส์
ไคลน์ยังคงเชื่อมั่นในผลการทำนายเหนือสายหมอกเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นดังนั้น เขาจึงแสดงสีหน้าครุ่นคิด "งั้นก็แปลว่ามีผู้ข้ามมิติคนที่สี่อยู่จริงๆ สินะ..."
เมื่อนึกถึงท่าทีของโรลลินที่แม้จะระแวดระวังแต่ก็ไม่ได้หวาดกลัวจนเกินเหตุยามเอ่ยถึงอามอน จู่ๆ ไคลน์ก็เกิดข้อสันนิษฐานใหม่อีกข้อ "เป็นไปได้ไหมที่แจ็คมีท่าทีแบบนั้นต่ออามอน ก็เพราะเขาเคยอ่านไดอารี่ของรุ่นพี่ผู้ข้ามมิติจากตระกูลโซโรอัสต์คนนี้มาก่อน?"
"อืม แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นจริง ก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่ว่าแจ็คเป็นสมาชิกของตระกูลโซโรอัสต์ สองเรื่องนี้สามารถเป็นจริงได้พร้อมกัน"
...
ขณะที่ไคลน์กำลังระดมสมองอยู่เหนือสายหมอกสีเทา โรลลินก็กำลังนั่งอยู่ในห้องพักอาจารย์มหาวิทยาลัยทิงเก็น สนทนาเรื่องประวัติศาสตร์ยุคสมัยที่สี่กับมิสเตอร์อาซิก
"...มิสเตอร์อาซิกนี่รอบรู้จริงๆ ครับ แม้แต่เรื่องนี้ก็ยังรู้" โรลลินถอนหายใจด้วยความชื่นชมจากใจจริง การสนทนากับมิสเตอร์อาซิกทำให้เขาได้เกร็ดความรู้ที่น่าสนใจมากมาย เขาไม่แน่ใจว่าเป็นความรู้ในฐานะศาสตราจารย์ประวัติศาสตร์ หรือความรู้จากความทรงจำในฐานะที่ปรึกษาความตาย
แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหน โรลลินก็มีแต่ได้กับได้
"มุมมองหลายอย่างของคุณก็น่าสนใจมาก ช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้ผมได้เหมือนกัน" มิสเตอร์อาซิกกล่าวพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน เขาจิบกาแฟเล็กน้อย เหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงเอ่ยถาม "ช่วงนี้คุณยังช่วยไคลน์สืบเรื่องตระกูลแอนทิโกนัสและ 'เดอะฟูล' อยู่หรือเปล่าครับ?"
เมื่อเทียบกับไคลน์แล้ว มิสเตอร์อาซิกค่อนข้างสนใจเรื่องพวกนี้อยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้หมกมุ่น ประกอบกับงานรัดตัว เขาจึงไม่ได้ติดตามความคืบหน้าของการสืบสวน
โรลลินพยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้ม "ไคลน์เป็นเพื่อนรักของผมครับ และผมเองก็สนใจเรื่องพวกนี้มากเหมือนกัน จะว่าไป ช่วงนี้ผมลองสืบเรื่องตระกูลอับราฮัมดูด้วยครับ พวกเขาก็เป็นตระกูลขุนนางใหญ่ในยุคสมัยที่สี่เหมือนกัน ไม่ทราบว่ามิสเตอร์อาซิกเคยได้ยินชื่อบ้างไหมครับ?"
"อับราฮัม..." มิสเตอร์อาซิกหยุดมือที่กำลังคนกาแฟ แสดงสีหน้าครุ่นคิด ผ่านไปหลายวินาทีเขาจึงกล่าวว่า "ผมจำได้แค่ว่า บรรพบุรุษของพวกเขาดูเหมือนจะถูกเรียกว่า... มิสเตอร์ดอร์"
"มิสเตอร์ดอร์..." โรลลินแสร้งทำสีหน้าตะลึงงันอย่างแนบเนียน แล้วทำท่าเหมือนเพิ่งเข้าใจบางอย่าง "ความหมายของ 'ประตู' คืออย่างนี้นี่เอง"
"ขอบคุณครับมิสเตอร์อาซิก คุณช่วยไขข้อข้องใจให้ผมได้มากเลย" โรลลินรีบกล่าวเสริม
"ไม่เป็นไรครับ ผมก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากหรอก" มิสเตอร์อาซิกส่ายหน้าเบาๆ
โรลลินทำท่าเหมือนฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ เขามองมิสเตอร์อาซิกอย่างพินิจพิเคราะห์ เหลือบมองซ้ายขวาเมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอื่นในห้องทำงาน เขาจึงลดเสียงลงกระซิบว่า "มิสเตอร์อาซิกครับ... คุณเองก็รู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับพลังลึกลับพวกนั้นด้วยใช่ไหมครับ?"
เจอกำปั้นทุบดินถามตรงๆ แบบนี้ มิสเตอร์อาซิกถึงกับเงียบไปครู่ใหญ่ เขาคงคาดไม่ถึงว่าโรลลินจะกล้าถามโต้งๆ แบบนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงตอบกลับเบาๆ ว่า "ผมพอจะรู้เรื่องเกี่ยวกับโลกเร้นลับอยู่บ้างครับ"
"ว่าแล้วเชียว..." โรลลินทำหน้าประมาณว่า 'กะแล้วเชียว' ก่อนจะกล่าวด้วยความตื่นเต้นคาดหวัง "ผมเป็น 'นักทำนาย' ครับ แล้วมิสเตอร์อาซิกอยู่เส้นทางไหนหรือครับ?"
คราวนี้มิสเตอร์อาซิกเงียบกริบไปจริงๆ แม้จากการพูดคุยตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาจะพอรู้ว่าโรลลินเป็นคนซื่อๆ และไร้เดียงสาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่นึกว่าจะถึงขั้นปล่อยระเบิดลูกใหญ่ใส่กันหน้าตาเฉยแบบนี้
มิสเตอร์อาซิกอดหัวเราะไม่ได้ แต่ก็อดเตือนด้วยความหวังดีไม่ได้เช่นกัน "อย่าเที่ยวไปบอกลำดับของตัวเองกับคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้านะครับ มันอันตรายมาก"
แม้ความทรงจำส่วนใหญ่จะยังไม่กลับมา แต่มิสเตอร์อาซิกก็รู้อยู่อย่างหนึ่ง... ในการต่อสู้ของผู้วิเศษ ข้อมูลคือสิ่งสำคัญที่สุด ต่อให้เป็นผู้วิเศษที่เก่งกาจแค่ไหน หากถูกล่วงรู้ลำดับพลัง ก็ย่อมตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่าย
"ผมไม่ได้พูดสุ่มสี่สุ่มห้าสักหน่อย คุณไม่ใช่คนเลวนี่ครับมิสเตอร์อาซิก" โรลลินพึมพำเสียงอ่อย "ถ้าเป็นคนอื่นผมไม่บอกหรอกครับ ผมไม่ได้โง่นะ"
"ผมเดาว่าคุณก็คงบอกเรื่องนี้กับไคลน์ไปแล้วเหมือนกันสินะครับ" มิสเตอร์อาซิกกล่าวอย่างใจเย็น
ดวงตาของโรลลินเบิกกว้างขึ้นทันที เขามองมิสเตอร์อาซิกราวกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ แล้วแสดงสีหน้าบรรลุแจ้งพลางร้องอ๋อ "โอ้ จริงด้วย มิสเตอร์อาซิกกับไคลน์รู้จักกันมานานขนาดนี้ พวกคุณก็ต้องรู้สถานะของกันและกันอยู่แล้วนี่นา"
ใครมาเห็นการแสดงฉากนี้เข้า คงต้องยกนิ้วโป้งให้รางวัลตุ๊กตาทองแก่เขาแน่นอน