- หน้าแรก
- เปิดปมลับ วิถีป่วนโลก
- บทที่ 26 เดอะฟูลอ่าน "บันทึกข้ามภพ"
บทที่ 26 เดอะฟูลอ่าน "บันทึกข้ามภพ"
บทที่ 26 เดอะฟูลอ่าน "บันทึกข้ามภพ"
หลังจากถกเถียงหัวข้อเกี่ยวกับสายข่าวจบลง โรลลินก็ชวนไคลน์คุยเรื่องความรู้ของผู้วิเศษอย่างออกรสต่ออีกพักใหญ่ เขาคงรักษามาดของอาจารย์ผู้ทรงภูมิเอาไว้ จนกระทั่งส่งไคลน์ที่ต้องรีบกลับไปทานมื้อเย็นออกจากบ้านไป
ขณะทอดสายตามองรถม้าโดยสารที่ไคลน์นั่งแล่นหายลับไป โรลลินก็เดินกลับเข้ามาในตัวบ้าน รอยยิ้มใสซื่อบริสุทธิ์แบบนักศึกษาผู้ไร้เดียงสาเลือนหายไปจากใบหน้า เขาบิดขี้เกียจ หัวเราะเบาๆ แล้วพึมพำว่า "ไคลน์... เขาเป็นคนดีจริงๆ นั่นแหละ..."
เขาชอบติดต่อคบหากับคนดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
พักเรื่องอื่นไว้ก่อน แค่การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ ถ้าไคลน์เป็นพวกขาใหญ่ระดับสูง เขาคงชิ่งหนีได้ทันที แถมยังอาจยืมพลังระดับครึ่งเทพมาใช้ได้ด้วยซ้ำ
"น่าเสียดายชะมัด แต่การเป็น 'นักลงทุน' คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังก็ไม่เลวเหมือนกัน..." โรลลินพึมพำในใจก่อนจะกลับขึ้นไปบนห้องทดลองชั้นสอง บนโต๊ะทดลองมีเครื่องรางที่แกะสลักค้างไว้วางอยู่ ข้างๆ มีวัสดุวิญญาณวางระเกะระกะ และมีหนังสือเล่มหนึ่งเปิดกางไว้ทางขวามือ
โรลลินเดินไปที่โต๊ะทดลอง โยนรูนเครื่องรางที่แกะสลักได้ครึ่งเดียวทิ้งลงถังขยะ หยิบวัสดุชิ้นใหม่ออกมาแล้วเริ่มลงมือทำใหม่ตั้งแต่ต้น หลังจากแกะสลักสำเร็จไปหนึ่งชิ้น โรลลินก็หาวหวอดใหญ่และไม่ได้ฝึกฝนต่อ
เขาจัดเก็บโต๊ะทดลองให้เรียบร้อยแล้วออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังอพาร์ตเมนต์ร้างแห่งหนึ่ง นี่เป็นเซฟเฮาส์อีกแห่งของโรลลิน และเป็นสถานที่สำหรับรับจดหมายบางฉบับจากเบ็คแลนด์
โรลลินเปิดตู้จดหมาย พบจดหมายฉบับหนึ่งนอนนิ่งอยู่ภายใน ซองจดหมายไม่มีตราประทับไปรษณีย์ แสดงว่ามีคนนำมาส่งด้วยตัวเองโดยตรง
เขาหยิบจดหมายแล้วเดินเข้าไปในเซฟเฮาส์ ก่อนจะฉีกซองออกอ่านเนื้อหาข้างในทันที แน่นอนว่าจดหมายฉบับนี้ส่งมาจากมิสเตอร์เอที่เบ็คแลนด์ เนื้อหาหลักกล่าวถึงข้อมูลของผู้วิเศษบางคนที่เคลื่อนไหวในเบ็คแลนด์ช่วงนี้ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่โรลลินทำไว้กับชุมนุมแสงเหนือ
ในตอนท้ายของจดหมายยังระบุถึงอีกเรื่องหนึ่ง... มิสเตอร์เอแจ้งว่าช่วงนี้ดูเหมือนจะมีคนกำลังกว้านซื้อ 'บันทึกของโรเซลล์' และเขาได้ขายสมุดบันทึกที่โรลลินมอบให้ไปแล้วตามคำสั่งล่าสุดของโรลลิน
โรลลินเลิกคิ้วขึ้น เผยรอยยิ้มซุกซน "งั้น 'บันทึกข้ามภพ' ของฉันก็คงจะไปโผล่ในงานชุมนุมทาโรต์เร็วๆ นี้สินะ น่าเสียดายที่ฉันยังไม่ได้เป็นสมาชิกของชุมนุมทาโรต์..."
"ทันทีที่มิสเตอร์ฟูลได้เห็นบันทึกนั่น เขาคงพอเดาที่มาที่ไปของฉันได้บ้าง... เขาต้องทำนายแน่ๆ ว่าบันทึกนั่นฉันเป็นคนเขียนหรือไม่ แบบนี้จะได้รู้กันสักทีว่าในการพบกันครั้งหน้า สายหมอกสีเทาจะสามารถปิดกั้นการรบกวนจาก 'เศษเสี้ยวไนอา' ได้จริงไหม..."
โรลลินพึมพำในใจ แน่นอนว่าเขาตั้งใจสร้างตัวตนและสถานการณ์นี้ขึ้นมาเพื่อทดสอบอะไรบางอย่าง
ถึงอย่างไร ต่อให้ไคลน์ทำนายได้ว่าบันทึกมาจากเขาจริงๆ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร... นักศึกษามหาวิทยาลัยผู้ใสซื่อ ไร้เดียงสา และขี้เล่น จะเขียนบันทึกปลอมเลียนแบบโรเซลล์เพื่อเอาไปหลอกขายแลกเงิน มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?
จากนั้นโรลลินก็นึกถึงจอมขี้เกียจสองคนในเบ็คแลนด์ เขาไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนจะหยิบกระดาษเขียนจดหมายออกมา เริ่มเขียนจดหมายถึงฟอร์สและซิโอ ไม่ใช่ส่งถึงมิสเตอร์เอ
ในจดหมาย เขาเริ่มด้วยการทักทายซิโอและฟอร์ส จากนั้นจึงถามไถ่ความคืบหน้าในการสืบหาเรื่องราวของ 'เดอะฟูล' อย่างสุภาพ และปิดท้ายว่า:
"...ผมได้ลองสืบค้นดูแล้ว ดูเหมือนว่าตระกูลอับราฮัมจะเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ของจักรวรรดิทิวเดอร์ในยุคสมัยที่สี่ เนื่องด้วยพวกเขาถวายความจงรักภักดีต่อจักรพรรดิโลหิต จึงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ 'ทางราชวงศ์' มาโดยตลอด เป็นไปได้ไหมครับว่าคำสาปที่ตระกูลอับราฮัมต้องเผชิญจะเกี่ยวข้องกับทางราชวงศ์?
พวกเราต่างรู้ดีว่าเบ็คแลนด์เคยตกเป็นของฝ่ายจักรวรรดิ และมีตระกูลขุนนางบางส่วนที่สวามิภักดิ์ต่อฝ่ายนั้น ดังนั้น ในคลังสะสมของขุนนางเก่าแก่เหล่านี้อาจมีบันทึกเรื่องราวในด้านนี้หลงเหลืออยู่ก็ได้
บางทีพวกคุณอาจลองพยายามติดต่อกับขุนนางในเบ็คแลนด์เพื่อขอความรู้เรื่องนี้ดู
เพื่อนผู้ซื่อสัตย์ของคุณ, แจ็ค โจนส์"
จุดประสงค์ที่โรลลินเขียนจดหมายฉบับนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการชี้ช่องให้ซิโอและฟอร์สหาทางติดต่อกับ 'จัสติส' ออเดรย์และคนอื่นๆ ในเชิงรุก เพราะด้วยผลกระทบจากผีเสื้อขยับปีกที่เขาสร้างขึ้น โรลลินไม่แน่ใจว่าฟอร์สจะยังได้ติดต่อกับกลุ่มของออเดรย์เพื่อช่วยซิโอออกจากคุกเหมือนในต้นฉบับหรือไม่
โรลลินไม่ใช่ประเภทที่จะนั่งรอเฉยๆ เขาจึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน... แม้สองสาวจอมอู้งานอาจจะไม่ค่อยกระตือรือร้นเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ 'คำสาปพระจันทร์เต็มดวง' ต่อให้ขี้เกียจแค่ไหนก็ต้องหูผึ่งกันบ้าง
หลังจากเขียนจดหมายถึงสองสาวเสร็จ โรลลินก็หยิบกระดาษอีกแผ่นมาเขียนถึงคนอื่นต่อ ฉบับหนึ่งถึงมิสเตอร์เอ และอีกฉบับถึงอาซิก เมื่อเสร็จเรียบร้อย เขาหยิบนาฬิกาพกขึ้นมาดูเวลา เห็นว่าเลยสามทุ่มไปแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า "ตารางชีวิตแบบนี้ กลัวจะวูบตายเข้าสักวันจริงๆ"
การเข้านอนตอนสามทุ่มอาจจะไม่ถือว่าดึกนัก แต่โรลลินโหมงานติดต่อกันมาสามวันแล้ว หากยังฝืนต่อ เขาคงได้ขึ้นสวรรค์ไปจริงๆ แน่
"ช่างเถอะ เชื่อคำโบราณ กินอิ่มนอนหลับให้เร็วจะดีกว่า!" โรลลินส่ายหน้า เขาแวะไปส่งจดหมายที่ที่ทำการไปรษณีย์ก่อน แล้วจึงกลับบ้านไปนอนชดเชย
......
วันจันทร์ เวลาบ่ายสามโมง
ไคลน์จัดงานชุมนุมทาโรต์ครั้งที่สาม
เริ่มแรกเขาแสดงความยินดีกับ 'จัสติส' ออเดรย์ ที่ได้เลื่อนลำดับเป็น 'ผู้ชม' ลำดับ 9 จากนั้นจึงรับ 'บันทึกของโรเซลล์' จาก 'เดอะแฮงด์แมน' อัลเจอร์ และออเดรย์ เพื่อเริ่มกิจกรรมที่เป็นดั่งประเพณีของชุมนุมทาโรต์ในอนาคต นั่นคือ... เดอะฟูลอ่านบันทึกจักรพรรดิโรเซลล์
บันทึกสามหน้าแรกไม่มีอะไรผิดปกติ ส่วนใหญ่บันทึกเรื่องราวของโรเซลล์ที่เล่นมุกจากการ์ตูนเรื่องวันพีซหลังจากข้ามมิติมา การค้นพบเกาะนิรนาม การต่อต้านการคลุมถุงชนในตอนแรกแต่สุดท้ายกลับชอบอกชอบใจ และเรื่องราวทำนองนั้น แม้ไคลน์จะได้รับความรู้หลากหลาย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะค่อนขอดในใจ
แต่เมื่อไคลน์เปิดอ่านบันทึกหน้าที่สี่ ซึ่งเป็นหน้าที่สองที่ได้จากออเดรย์ เขาก็ต้องชะงักไป เพราะเนื้อหาในบันทึกเขียนไว้ว่า:
"29 มิถุนายน ท้องฟ้าแจ่มใส
นี่ก็ผ่านไปสามวันแล้วที่ฉันมายังโลกใบนี้..."
เนื้อหาในบันทึกไม่ได้ยาวยืด ส่วนใหญ่เล่าเรื่องราวของผู้ข้ามมิติคนหนึ่งที่อยากจะใช้ชีวิตแบบนอนกินบ้านกินเมืองหลังจากข้ามมิติมา แต่กลับพบว่าตัวตนใหม่ที่เข้ามาสวมร่างนั้นมีศัตรูที่ทรงพลัง จึงทำได้เพียงพยายามดิ้นรนเพื่อเป็น 'นักจารกรรม' แต่สุดท้ายกลับถูกศัตรูจับได้ในพริบตา
ทว่า ในบันทึกของโรเซลล์สามหน้าแรก ไคลน์เพิ่งจะเห็นว่าโรเซลล์เข้าร่วมกับศาสนจักรเทพไอน้ำและกลายเป็นอัจฉริยะรอบด้าน ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวของโรเซลล์หลังข้ามมิติมาคือตระกูลกุสตาฟ แต่บันทึกหน้านี้กลับระบุว่าเจ้าของบันทึกข้ามมิติมาอยู่ในตระกูลที่ชื่อว่า 'โซโรอัสต์'
และศัตรูตัวฉกาจของตระกูลนี้ มีชื่อว่า 'อามอน'
"เว้นแต่โรเซลล์จะว่างจัดจนไม่มีอะไรทำแล้วนั่งเขียนไดอารี่ปลอมขึ้นมา... แปลว่าหน้าสุดท้ายนี่น่าจะเป็นของผู้ข้ามมิติคนอื่น"
ไคลน์พึมพำในใจ น่าแปลกที่เขาไม่ได้รู้สึกตกใจมากนัก
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเริ่มชินแล้ว ตอนที่ข้ามมิติมาใหม่ๆ ไคลน์ก็ได้รับรู้ถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ต่างๆ ที่รุ่นพี่ผู้ข้ามมิติอย่างโรเซลล์ก่อไว้ จากนั้นไม่กี่วันต่อมา ไคลน์ก็ได้พบกับ 'แจ็ค โจนส์' เพื่อนร่วมบ้านเกิดอีกคน เขาจึงเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ในโลกใบนี้ไม่ได้มีผู้ข้ามมิติเพียงแค่คนเดียว และเผลอๆ อาจจะมีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว