เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22: พลังพิเศษ

บทที่ 22: พลังพิเศษ

บทที่ 22: พลังพิเศษ


"มาหาฉันเหรอ?" หมี่เจียวเจียวเอ่ยถามด้วยความงุนงง

"ฉันลองสืบเรื่องเธอช่วงนี้ดูแล้ว รู้สึกว่าเธอเปลี่ยนไปจากชาติก่อนมาก ฉันเลยสงสัยว่าเธอเองก็น่าจะกลับชาติมาเกิดเหมือนกัน ก็เลยอยากจะมาคุยด้วย เมื่อกี้ไปหาที่บ้านแล้วไม่เจอ ถามพ่อเธอถึงได้รู้ว่าเธอพักอยู่ที่โรงเรียน"

หมี่เจียวเจียวพยักหน้า "คนบ้านนั้นฆ่าแม่กับคุณตาของฉัน ฉันไม่มีวันปล่อยพวกมันไปแน่!"

"อยากให้ฉันช่วยไหม?" ไป๋ฉีถามพลางยื่นมือออกมา

เปลวไฟดวงเล็กจิ๋วเต้นระริกอยู่กลางฝ่ามือของไป๋ฉี มันดูบอบบางจนแทบสังเกตไม่เห็น

หมี่เจียวเจียวอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง "นายปลุกพลังพิเศษได้แล้วเหรอ?"

ด้วยความกลัวว่าจะมีใครมาเห็นเข้าหรือถูกกล้องวงจรปิดจับภาพได้ หมี่เจียวเจียวจึงรีบคว้ามือใหญ่ของไป๋ฉีมากุมไว้ ดับเปลวไฟในมือเขาให้มอดลงทันที

เธอไม่ได้สังเกตเลยว่า ใบหน้าของไป๋ฉีแดงซ่านขึ้นมาอีกครั้ง

"ไม่เป็นไรหรอก! คนอื่นมองไม่เห็นหรอก พลังธาตุไฟนี่ฉันเอาติดตัวกลับมาได้แค่นิดเดียวเอง จุดไฟได้ไม่แรงไปกว่าไฟแช็กด้วยซ้ำ!" ไป๋ฉีพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก

"แล้วนายจะช่วยฉันยังไง?"

รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของไป๋ฉี "นอกจากพลังธาตุไฟแล้ว ฉันยังมี 'พลังเงินตรา' ด้วยนะ!"

หมี่เจียวเจียวตะลึงงัน ตอนที่เธอดิ้นรนเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลก ความเข้าใจของเธอเกี่ยวกับผู้มีพลังพิเศษคือ มนุษย์หนึ่งคนจะครองพลังได้เพียงหนึ่งประเภทเท่านั้น พวกกลายพันธุ์เองก็เป็นได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ผู้กลืนกิน, ผู้ฉีกกระชาก, ผู้บ้าคลั่ง, ผู้ซ่อนเร้น, ผู้กัดกร่อน, ผู้บงการ, ผู้เหาะเหิน, ผู้ทวีคูณ, ผู้คืบคลาน, ผู้ล่องหน, แวมไพร์, ผู้สังเกตการณ์ หรือประเภทย่อยอื่นๆ

มันเป็นไปได้ยากมากที่ผู้สังเกตการณ์ที่มีสายตาเฉียบคมจะเป็นผู้เหาะเหินที่บินได้ในเวลาเดียวกัน ในทำนองเดียวกัน ผู้มีพลังพิเศษก็จะมีแค่ธาตุเดียว ไม่ว่าจะเป็นลม, น้ำ, ไฟ, ไม้ หรือทอง

อย่างน้อยจนกระทั่งหมี่เจียวเจียวตาย เธอก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครในสังคมมนุษย์ปลุกพลังพิเศษขึ้นมาได้เป็นอย่างที่สอง

หมี่เจียวเจียวโพล่งออกไปว่า "นายเป็นผู้มีพลังพิเศษคู่ขนานเหรอ?"

คราวนี้ไป๋ฉีเป็นฝ่ายอึ้งบ้าง "ทำไมเธอพูดเหมือนกับว่ามีคนอื่นที่เป็นแบบนั้นด้วยล่ะ? ในหมู่มนุษย์มีคนที่ปลุกพลังที่สองได้ด้วยเหรอ?"

หมี่เจียวเจียวรู้ตัวว่าหลุดปาก "ก่อนตายในชาติที่แล้ว ฉันเคยได้ยินว่ามีคนปลุกพลังอย่างที่สองได้ ฉันก็นึกว่านายเป็นหนึ่งในนั้นซะอีก!"

ไป๋ฉีถอนหายใจ "ฉันหมายถึง 'พลังเงินตรา' ที่เป็นแบงก์จริงๆ ต่างหาก ถ้าเธอต้องการ ฉันใช้เงินแก้ปัญหาให้เธอได้นะ!"

หมี่เจียวเจียวปฏิเสธทันควัน "ไม่จำเป็น! เรื่องในบ้านฉัน ฉันจัดการเองได้!"

ไป๋ฉีถามย้ำ "แล้วเธอพกพลังพิเศษจากชาติก่อนกลับมาด้วยหรือเปล่า?"

"แค่นิดหน่อย..."

"ประเภทไหนล่ะ?"

"ก็แค่พลังกิ๊กก๊อก ไม่มีอำนาจโจมตีอะไรหรอก..."

ไป๋ฉีพูดปลอบใจ "ไม่เป็นไรน่า การได้กลับมาพร้อมความทรงจำในชาติก่อน ก็นับเป็นพลังพิเศษที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว ในแง่นี้เธอก็ถือว่าเป็นผู้มีพลังพิเศษคู่ขนานได้เหมือนกัน..."

หมี่เจียวเจียวไม่ได้คิดจะเปิดเผยความลับทั้งหมด เธอไม่อยากคุยเรื่องพลังพิเศษต่อ จึงเปลี่ยนเรื่องคุยพร้อมหัวเราะ "นายนี่ปลอบใจคนเก่งเหมือนกันนะ! ว่าแต่ นายคงไม่ได้มาหาฉันแค่เพื่อชวนคุยเล่นหรือเตือนเรื่องคนที่ฆ่าฉันในชาติก่อนหรอกใช่ไหม?"

ไป๋ฉีเกาหัวแก้เก้อ "ความจริงก็ประมาณนั้นแหละ เดิมทีฉันตั้งใจจะมาเตือนเธอว่า ในชาติก่อน อีกสองอาทิตย์น้องชายกับน้องสาวราคาถูกของเธอจะแอบมาทำชุดงานโรงเรียนของเธอพัง ทำให้เธอต้องขายหน้ากลางงานจบการศึกษา แต่ดูจากตอนนี้แล้ว คงไม่ต้องเตือนแล้วมั้ง..."

"ขอบใจนะที่อุตส่าห์นึกถึง แล้วนายล่ะ? วางแผนจะทำอะไรต่อ?"

สีหน้าของไป๋ฉีเคร่งขรึมขึ้น "วันสิ้นโลกจะมาถึงตอนช่วงปีสอง ตอนนั้นฉันเรียนมหาลัยอยู่เมืองนอก นับจากนี้ก็เหลือเวลาอีกอย่างมากแค่ห้าปี ครั้งนี้ฉันจะไม่ไปต่างประเทศเด็ดขาด ชาติก่อนเพราะฉันอยู่ไกลจากเมืองกวาง กว่าจะดั้นด้นกลับมาได้ ขั้วอำนาจก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายจนยากจะเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่งั้นฉันคงไม่ยอมให้ตระกูลอู๋สร้างอิทธิพลในค่ายเมืองกวางจนทำให้ฉันต้อง..."

ไป๋ฉีหยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ "ถึงชาติก่อนฉันจะไม่ได้อยู่ในประเทศ แต่ฉันก็รู้เรื่อง 'แนวโน้มธุรกิจ' ดี ครั้งนี้ฉันต้องหาทางกล่อมพ่อให้ยอมให้ฉันลงมือ ฉันจะได้โค่นธุรกิจของตระกูลอู๋ให้ราบคาบก่อน..."

หมี่เจียวเจียวมองเขาด้วยสายตาเคลือบแคลง "ฉันไม่รู้ว่านายกับฉันใครแก่กว่ากัน แต่ต่อให้นายเกิดวันที่ 1 มกราคม ปีนี้นายก็เพิ่งจะ 17 นิดๆ พ่อนายจะยอมฟังนายเหรอ? อีกอย่าง ตระกูลอู๋ทำธุรกิจเงินกู้นอกระบบ มันไม่น่าจะทับซ้อนกับธุรกิจบ้านนายไม่ใช่เหรอ?"

ไป๋ฉีรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย "ฉันจะลองดู!"

หมี่เจียวเจียวถามต่อ "แล้วนายรู้เรื่องธุรกิจกับตลาดการเงินในชาติก่อนมากแค่ไหน?"

ไป๋ฉีตอบเสียงอ่อย "ไม่รู้เรื่องเลย ฉันรู้แค่เรื่องอุตสาหกรรมที่บ้านทำอยู่นิดหน่อย..."

หมี่เจียวเจียวพูดไม่ออก "แล้วนายไปเรียนต่อเมืองนอกด้านไหนเนี่ย?"

"ปรัชญา..."

หมี่เจียวเจียวตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ "พ่อนายไม่หวังให้นายมาสืบทอดกิจการหรือไง? ทำไมถึงปล่อยให้เรียนสาขาที่เอาไปทำกินไม่ได้แบบนั้น?"

"พ่อบอกว่าเรียนปรัชญาก็ดี หรือจะเรียนศิลปะก็ได้ ขอแค่ฉันไม่คิดจะริเริ่มทำธุรกิจ เงินของที่บ้านก็ใช้ได้อีกสิบชาติไม่หมด..."

ให้ตายเถอะ หมี่เจียวเจียวคิดในใจ สิ่งที่เธอไม่รู้คือในชาติก่อน ไป๋ฉีเป็นหนอนหนังสือตัวยง เดิมทีเขาอยากเรียนสายวิทย์ แต่พ่อมหาเศรษฐีแห่งเมืองฉินกลัวว่าลูกชายจะทดลองวิทยาศาตร์จนตัวตาย เลยบังคับให้ไป๋ฉี—ที่สอบได้ที่หนึ่งของชั้นปี—ย้ายจากสายวิทย์มาเรียนสายศิลป์ตอน ม.6

ไป๋ฉีไม่เต็มใจ พ่อเลยส่งเขาไปเมืองนอกทันทีหลังสอบเอ็นทรานซ์ ยอมทุ่มเงินมหาศาลซื้อที่นั่งเรียนปรัชญาในมหาวิทยาลัยท็อป 30 ของโลกให้

แม้ไป๋ฉีจะไม่ชอบการไปเมืองนอก แต่ตอนนั้นเขาไม่มีทางเลือก จึงต้องก้มหน้าก้มตาเรียนปรัชญาที่ประเทศ Y อยู่สองปี คนหัวดีเรียนอะไรก็เก่ง ไม่นานไป๋ฉีก็จับทางถูกและเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางนักปรัชญา

แต่ชีวิตคนเราเอาแน่เอานอนไม่ได้ พอไป๋ฉีกำลังจะสร้างผลงานของตัวเอง วิกฤตวันสิ้นโลกก็ระเบิดขึ้น การบินพลเรือนทั้งหมดถูกตัดขาด ไป๋ฉีกลายเป็น "ผู้มีพลังพิเศษ" ที่คนยกย่องด้วยพลังที่เขาปลุกขึ้นมา

หลังจากสร้างฐานะในประเทศ Y ได้ เขาก็อาศัยติดรถผู้มีพลังพิเศษคนอื่นกลับมาจีนจนได้ แต่ตอนนั้นจังหวะเวลาผิดพลาดไปหมด ค่ายผู้รอดชีวิตเมืองกวางตกอยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูลอู๋แล้ว ภายใต้การปิดล้อมของผู้มีพลังพิเศษ คนตระกูลไป๋นับร้อยชีวิตไม่เหลือรอดแม้แต่คนเดียว และยอดผู้เสียชีวิตในค่ายก็พุ่งสูงเกินห้าแสนคน

หมี่เจียวเจียวถอนหายใจ เรียนสาขาที่ไร้ประโยชน์ขนาดนั้นยังคิดจะไปบดขยี้ตระกูลอู๋ในเชิงธุรกิจอีกเหรอ? อันที่จริงหมี่เจียวเจียวก็พอจะเข้าใจความคิดของพ่อไป๋ฉีอยู่บ้าง

ในฐานะเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองฉินที่มีเงินสดล้นมือ ในสายตาเขา ลูกชายอย่างไป๋ฉีคงไม่มีหัวการค้าอย่างแน่นอน สู้ให้ลูกที่ไม่เก่งธุรกิจมารับช่วงต่อ มิสู้จ้างผู้บริหารมืออาชีพมาดูแลกงสีดีกว่า

ให้ลูกชายเป็นเศรษฐีที่มีความสุข สบายไปทั้งชาติ มันจะไม่ดีกว่าตรงไหน?

"ตอนนี้มีเงินสดติดตัวเท่าไหร่? โอนมาให้ฉันหมดเลย!"

ไป๋ฉีทำหน้าลำบากใจ "พอกลับมาฉันก็เช็กดูแล้ว เงินแทบไม่มีเลย เหลือแค่เงินแต๊ะเอียที่ได้มาหลายปีเก็บไว้ในบัตรเท่านั้นเอง"

"เอาเถอะ! มีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ชาติก่อนฉันเคยศึกษาตลาดหุ้นมาบ้าง เดี๋ยวฉันช่วยนายลงทุน รับรองว่าทำกำไรสองเท่าได้ไม่ยาก"

"จริงเหรอ!" ไป๋ฉีตื่นเต้นมาก "งั้นเดี๋ยวฉันไปขอพ่อเพิ่มอีก!"

แล้วหน้าของไป๋ฉีก็สลดลงอีกครั้ง "พ่อบอกว่าช่วงนี้เงินจมไปกับโปรเจกต์ใหญ่ เงินสดหมุนเวียนมีไม่มาก คงขอมาไม่ได้เยอะเท่าไหร่! เอาเป็นว่าขอเลขบัญชีเธอมาก่อน!"

คนตายแล้วฟื้นทั้งคู่ต่างไม่มีความยึดติดกับเงินทอง พอได้เลขบัญชีจากหมี่เจียวเจียว ไป๋ฉีก็หยิบมือถือขึ้นมากดรัวๆ

เสียงแจ้งเตือนจากมือถือของหมี่เจียวเจียวดังขึ้น "เงินเข้าบัญชี 30,850,000 หยวน!"

หมี่เจียวเจียวสะดุ้งโหยง อดบ่นอุบไม่ได้ "ฉันนึกว่าฉันเป็นลูกคุณหนูบ้านรวยแล้วนะ ที่ไหนได้ นายสิตัวจริง!"

"สมแล้วที่เป็นตระกูลมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองฉิน 'พลังเงินตรา' ของนายนี่มันสุดยอดจริงๆ!" หมี่เจียวเจียวหัวเราะร่า

ไป๋ฉีเกาหัว "ก็งั้นๆ แหละ นี่เพิ่งผ่านตรุษจีนมาไม่นาน ไม่งั้นคงเหลือน้อยกว่านี้"

เขาไม่ถามสักคำว่าทำไมชื่อบัญชีถึงเป็น 'หมี่ลี่' ไม่ถามว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าเงินจะงอกเงยเป็นสองเท่า และไม่ถามด้วยว่าหมี่เจียวเจียวจะเอาไปทำอะไร

หมี่เจียวเจียวเป็นคนพูดจริงทำจริง เธอรีบโอนเงินเข้าพอร์ตหุ้นและตั้งค่าซื้อขายอัตโนมัติทันที

เงินที่มีตอนนี้อาจไม่มากพอจะสั่นสะเทือนตลาดหุ้น แต่เมื่อหุ้นที่ซื้อไว้ราคาพุ่งขึ้นหลายเท่าและเงินทุนหมุนเวียนทบต้นไปเรื่อยๆ มันจะเป็นคนละเรื่องกันเลย

เธอไม่ได้คิดจะแตะต้องเงินในบัตรที่แม่ทิ้งไว้ให้ เพราะเงินส่วนนั้นมีแผนการใช้จ่ายที่สำคัญกว่ารออยู่

หมี่เจียวเจียวไม่ได้ตั้งใจจะบอกทุกอย่างกับไป๋ฉี บอกแค่เท่าที่จำเป็น ต่อให้ไอ้หนอนหนังสือนี่มีเงินล้นฟ้า เขาก็คงใช้ไม่เป็นอยู่ดี

"ว่าแต่ ฉันยังไม่รู้เลยว่าพลังของผู้มีพลังพิเศษมันวิวัฒนาการยังไง?" หมี่เจียวเจียวถามด้วยความอยากรู้

ไป๋ฉีหัวเราะ "เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน"

"เป็นไปได้ไง?" หมี่เจียวเจียวแปลกใจ

"ไม่รู้จริงๆ ตอนแรกพลังควบคุมไฟของฉันก็เป็นแค่เปลวเทียนเล็กๆ เหมือนเมื่อกี้นี่แหละ แต่พอนานวันเข้า มันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ก่อนตาย บอลเพลิงที่ฉันขว้างออกไปใหญ่เท่ารถเมล์สองชั้น อุณหภูมิสูงเป็นพันองศา หลอมละลายเหล็กกล้าได้สบาย"

"...เพียงแต่ว่าขว้างไปได้แค่สิบกว่าลูกก็หมดแรงข้าวต้มแล้ว แถมยังหิวไส้กิ่วจนท้องติดหลัง ต้องกินอาหารสะอาดจากยุคก่อนวันสิ้นโลกถึงจะฟื้นตัวเร็ว ถ้าขืนกินธัญพืชกลายพันธุ์หรือเนื้อสัตว์กลายพันธุ์หลังวันสิ้นโลก ต้องใช้เวลานานโขกว่าจะฟื้นตัว"

หมี่เจียวเจียวลูบคางครุ่นคิด "มันเกี่ยวกับจำนวนครั้งที่ฝึกฝนหรือเปล่า?"

ไป๋ฉีกระพริบตาปริบๆ แล้วตบขาฉาด "ใช่เลย! ทำไมเมื่อก่อนฉันคิดไม่ได้นะ? ตอนอยู่ประเทศ Y พอปลุกพลังได้ใหม่ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ฉันก็เลยจุดไฟเล่นบ่อยๆ แล้วไฟมันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่พอหลังๆ อาหารสะอาดจากยุคก่อนวันสิ้นโลกหมดเกลี้ยง ถึงฉันจะขยันฝึกแค่ไหน ผลลัพธ์มันก็แย่ลง..."

หมี่เจียวเจียวเริ่มเข้าใจลางๆ พลังพิเศษต้องอาศัยความชำนาญในการพัฒนาและยกระดับ แต่การใช้พลัง—เหมือนกับพลังมิติของเธอ—มันผลาญพลังงานร่างกายมหาศาลและต้องการอาหารมาเติมเต็ม

ถ้าเดาไม่ผิด ไม่ใช่อาหารสะอาดช่วยกระตุ้นการวิวัฒนาการ แต่เป็นอาหารกลายพันธุ์ต่างหากที่ไปกดทับการเติบโตของพลัง

นี่อธิบายได้ว่าทำไมพลังของผู้มีพลังพิเศษหลายคนถึงก้าวกระโดดในช่วงแรก แต่พอผ่านไปสักพักกลับติดคอขวด ไม่ก้าวหน้าไปไหน

แม้แต่พวกผู้มีพลังพิเศษกินคนที่พัฒนาการช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ก็เพราะอาหารของพวกมัน—ซึ่งก็คือมนุษย์—เริ่มบริโภคอาหารกลายพันธุ์เข้าไปในปริมาณมาก

ต้องรู้ว่าสารพิษจะถูกส่งต่อเป็นทอดๆ ผ่านห่วงโซ่อาหาร เหมือนพลาสติกที่ย่อยสลายในมหาสมุทร กุ้งกินพลาสติก ปลาเล็กกินกุ้ง ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แล้วมนุษย์ก็กินปลาใหญ่ สุดท้ายนักวิทยาศาสตร์ก็ตรวจพบไมโครพลาสติกมากมายในร่างกายมนุษย์

ตลกร้ายสิ้นดี มนุษย์ต้องกลับมากินขยะพลาสติกที่ตัวเองทิ้งลงทะเล

ข้อสรุปชัดเจนแล้ว แต่หมี่เจียวเจียวไม่ได้คิดจะบอกไป๋ฉี บอกไปก็ไร้ประโยชน์ ต่อให้เขาตุนอาหารได้มหาศาล จะเก็บรักษาไว้ได้สักกี่ปีเชียว?

"แล้วนายช่วยเล่าสิ่งที่เจอมาหลังวันสิ้นโลกให้ฟังหน่อยสิ นายเคยเจอผู้มีพลังพิเศษหรือพวกกลายพันธุ์แบบไหนบ้าง?"

หมี่เจียวเจียวเริ่มตะล่อมถามข้อมูล เธอรู้สึกว่าชาติก่อนเธออยู่จุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหาร วิ่งวุ่นหาข้าวกินไปวันๆ ข้อมูลที่รู้อาจไม่เยอะเท่าคุณชายตระกูลไป๋ที่เรียนจบนอก

ปรากฏว่าคุยไปคุยมา ไป๋ฉีก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าเธอสักเท่าไหร่

ในประเทศ Y พวกที่เยอะที่สุดก็คือ "ผู้กลืนกิน" พวกกลายพันธุ์นี้เกิดจากคนธรรมดาที่มีความโลภ พวกมันมีจำนวนมากที่สุด ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง กินเฉพาะคนที่ไม่ติดเชื้อและอาหารอื่นๆ สติปัญญาต่ำ ไม่มีการประสานงาน แต่แพร่พันธุ์ได้ และมีโอกาสกลายร่างเป็นพวกกลายพันธุ์ชนิดอื่น แต่หลังกลายร่างจะมีพลังแค่อย่างเดียว ไม่ต่างจากที่จีน

ในค่ายใหญ่ๆ สิ่งที่ทุกคนกลัวที่สุดคือ "ผู้ฉีกกระชาก" พวกนี้เกิดจากคนที่มีจิตใจอำมหิตและดำมืด แฝงตัวปะปนกับคนปกติได้ เล็งเป้าเฉพาะคนที่อยู่ลำพัง เพื่อสนองตัณหาวิปริตด้วยการฉีกร่างเหยื่อ พวกมันชอบกินเครื่องในมนุษย์—เป็นโรคจิตโดยสมบูรณ์ และสามารถกลายร่างเป็นพวกกลายพันธุ์ชนิดอื่นได้เช่นกัน

ยังมีพวกกลายพันธุ์ชนิดอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งก็คล้ายกับที่หมี่เจียวเจียวรู้อยู่แล้ว

ส่วนผู้มีพลังพิเศษที่ไป๋ฉีเคยเจอ หลักๆ ก็แบ่งเป็นสายธาตุน้ำ, ธาตุไฟ, ธาตุน้ำแข็ง, ธาตุดิน, สายฟ้า, พืช, พลังจิต, สายกายภาพ ฯลฯ ซึ่งมีประเภทย่อยอีกเพียบ

ยกตัวอย่างแค่สายกายภาพ ก็ยังมีสายแทงค์, สายเทคนิค, สายบิน, สายความเร็ว และอีกสารพัด พวกเขาก็คล้ายกับพวกกลายพันธุ์กินคนที่มีจิตใจบิดเบี้ยว เพียงแต่ผู้มีพลังพิเศษยังคงความเป็นมนุษย์และมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน

จนถึงตอนนี้ หมี่เจียวเจียวยังไม่ได้ยินไป๋ฉีพูดถึงผู้มีพลังมิติหรือผู้มีพลังเทเลพอร์ตเลย

"จริงสิ ฉันเคยได้ยินว่ามีผู้มีพลังพิเศษหญิงคนหนึ่งโผล่มาที่เมืองฉิน พลังของเธอคือ 'เทเลพอร์ต'"

"เล่าละเอียดหน่อยซิ!"

"ฉันไม่รู้ชื่อเธอ รู้แค่ว่าผู้รอดชีวิตเรียกเธอว่า 'คุณหนูหนิง' พลังของเธอแกร่งมาก เคลื่อนย้ายจากจุดหนึ่งไปอีกจุดที่ห่างออกไปหลายพันเมตรได้ในพริบตา เธอสร้างวีรกรรมไว้เยอะมากในค่ายเมืองฉิน อย่างเช่นเคยเทเลพอร์ตเข้าไปกลางกองทัพ 'ผู้คืบคลาน' แล้วใช้ระเบิดแรงสูงสังหารจ่าฝูงที่เริ่มมีสติปัญญา จนช่วยคลายวงล้อมให้เหล่าผู้มีพลังพิเศษได้"

ทันทีที่ได้ยิน หมี่เจียวเจียวก็รู้ทันทีว่า "คุณหนูหนิง" ที่ว่าก็คือหนิงหลิน ผู้ขโมยสมบัติประจำตระกูลของเธอไป ดูเหมือนว่าพลังเทเลพอร์ตนี้จะมีอนาคตไกลมากหากได้รับการฝึกฝน

หมี่เจียวเจียวตัดสินใจว่าเธอต้องฝึกฝนพลังเทเลพอร์ตและพลังมิติของตัวเองอย่างจริงจังบ้างแล้ว

การอยู่หอพักโรงเรียนไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะยาว หมี่เจียวเจียวตัดสินใจจะเช่าบ้านนอกโรงเรียน และวางแผนจะเทเลพอร์ตไปมาระหว่างหอพักกับบ้านเช่าเพื่อฝึกฝนพลังของเธอ

จบบทที่ บทที่ 22: พลังพิเศษ

คัดลอกลิงก์แล้ว