- หน้าแรก
- วิถีเซียนคนยาก พลิกชะตาด้วยมานะตน
- บทที่ 48 - สภาวะรู้แจ้ง
บทที่ 48 - สภาวะรู้แจ้ง
บทที่ 48 - สภาวะรู้แจ้ง
บทที่ 48 - สภาวะรู้แจ้ง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ผู้ดูแลมู่พยักหน้า "ย่อมต้องเป็นระดับยอดเยี่ยม การสอบของพวกเจ้าสองคนจบลงแล้ว กลับไปได้"
ทั้งสองเดินลงจากเวทีพร้อมกัน และเดินเคียงคู่กันไปโดยไม่ได้นัดหมาย
ศิษย์สายนอกคนอื่นๆ เห็นภาพนี้ต่างพากันหัวเราะเยาะ "คนโง่สองคนดันคุยกันรู้เรื่องซะงั้น"
"ก็เพราะเป็นคนโง่เหมือนกันไงล่ะ คนฉลาดย่อมรู้ว่าน้ำไหลลงต่ำ คนมุ่งสู่ที่สูง เรื่องแค่นี้ยังไม่เข้าใจ จะมาบำเพ็ญเพียรหาพระแสงอะไร!"
ต่างจากศิษย์สายนอกที่เย้ยหยัน เหล่าศิษย์สายในกลับนิ่งเงียบ ทว่าสายตาที่มองทั้งสองคนนั้นเต็มไปด้วยความเย็นชา
การปฏิเสธคำชวนของพวกเขา ก็เท่ากับไม่เห็นหัวพวกเขา!
แววตาของหวงฝูเหยาฉายประกายอำมหิต หากสวีชุนเหนียงยอมเป็นผู้ติดตามของเว่ยต้าอู่ นางอาจจะต้องเกรงใจอยู่บ้าง แต่นางรนหาที่ตายเองแบบนี้ ก็โทษใครไม่ได้แล้ว!
สวีชุนเหนียงและซูเฉินไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลังเหล่านั้น พอเดินห่างออกมาจากฝูงชน นางก็เป็นฝ่ายทักทายก่อน "สวัสดี ข้าชื่อสวีชุนเหนียง"
ซูเฉินพยักหน้าน้อยๆ "ข้าซูเฉิน"
ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้มอย่างรู้ใจ ต่างฝ่ายต่างไม่ถามว่าทำไมถึงปฏิเสธคำชวน
"ความจริงข้ารู้เรื่องของเจ้ามานานแล้ว" สวีชุนเหนียงคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น "ข้าได้ยินศิษย์พี่ที่เฝ้าประตูทิศเหนือเล่าว่า มีศิษย์ใหม่ชื่อซูเฉินฉายเดี่ยวไปเทือกเขาร้อยอสูรคนเดียว คิดไม่ถึงว่าจะได้มาเจอตัวจริงเร็วขนาดนี้"
"แค่นั้นไม่นับเป็นอะไรหรอก เจ้าเองก็ไปลุยเดี่ยวเหมือนกันไม่ใช่หรือ?" ซูเฉินกะพริบตา "แต่ข้ารู้จักเจ้าเร็วกว่านั้นนะ ไม่ใช่จากศิษย์พี่เฝ้าประตู แต่การสอบย่อยเมื่อสองปีก่อน เจ้าทำเอาคนจำได้แม่นเลยล่ะ"
สวีชุนเหนียงยิ้มเจื่อน การสอบย่อยเมื่อสองปีก่อนช่างน่าขายหน้าจริงๆ นางเกือบจะไปสายแถมยังโดนจางตงไหลหาเรื่องกลางที่สาธารณะ
นางรีบเปลี่ยนเรื่องแก้เก้อ "เทือกเขาร้อยอสูรก็ดีนะ ไว้ระดับพลังสูงกว่านี้ค่อยไปอีก"
ซูเฉินทำหน้าเห็นด้วย "แค่ไปยืนเฉยๆ ก็มีคนเอาทรัพยากรมาประเคนให้ เป็นที่ที่ดีจริงๆ"
สวีชุนเหนียงทำหน้างง ยืนเฉยๆ ก็มีคนเอาของมาให้ นางไม่เห็นเจอเรื่องดีๆ แบบนั้นบ้างเลย?
แต่แล้วนางก็เข้าใจ ที่แท้คนที่เอาทรัพยากรมาประเคนให้ ก็คือกลุ่มโจรที่ดักปล้นนั่นเอง
สวีชุนเหนียงอดมองเขาด้วยสายตาซับซ้อนไม่ได้ หมอนี่ดูท่าจะโหดไม่ใช่เล่น แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็รวยมาได้เพราะตลบหลังโจรเหมือนกัน ก็เลยพูดไม่ออก
ดูเหมือนนางกับหมอนี่ จะศีลเสมอกันจริงๆ
ทั้งสองคุยกันไปตลอดทางจนถึงทางแยก จึงแยกย้ายกันไป แต่พวกเขาก็นัดแนะกันไว้ว่าถ้ามีโอกาสจะไปเทือกเขาร้อยอสูรด้วยกัน
แต่สวีชุนเหนียงรู้ดีว่า นั่นเป็นเพียงคำพูดตามมารยาท คนอย่างซูเฉินกับนางเป็นคนประเภทเดียวกัน คือชอบลุยเดี่ยวมากกว่า เพราะเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นโดดเดี่ยว เดิมทีก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเพื่อนร่วมทีมที่แท้จริงอยู่แล้ว
พอกลับถึงที่พัก สวีชุนเหนียงทิ้งเรื่องอื่นไว้เบื้องหลัง แล้วเริ่มตรวจสอบระดับพลังของตัวเอง แล้วก็พบว่ามีสัญญาณของการทะลวงระดับจริงๆ นางไม่ลังเลอีกต่อไป รีบนั่งขัดสมาธิเดินลมปราณทันที
แต่ทว่าไม่ว่าสวีชุนเหนียงจะดูดซับพลังปราณเข้าไปมากแค่ไหน ระดับพลังในกายกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
แปลกจริง เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามีสัญญาณจะเลื่อนระดับ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ?
สวีชุนเหนียงขมวดคิ้ว เริ่มนึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ระดับพลังเริ่มมีการเคลื่อนไหว
ตอนนั้นอารมณ์ของนางพุ่งพล่าน ใจจดจ่ออยู่กับการพิสูจน์ตัวเอง ต้องการจะออกไปเห็นโลกกว้างด้วยความพยายามของตนเอง
แม้เป็นเพียงมดปลวกยังกล้าเขย่าต้นไม้ แม้เป็นเพียงตั๊กแตนยังกล้าขวางรถศึก!
ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะยากเย็นเพียงใด นางก็จะก้าวเดินต่อไปเช่นเดิม! ต่อให้ต้องตัวตายวิญญาณสลาย นางก็จะมุ่งไปข้างหน้า ไม่ถอยหลังกลับ!
ยิ่งอารมณ์คุกรุ่น จิตใจของสวีชุนเหนียงกลับยิ่งสงบนิ่ง นางดำดิ่งเข้าสู่สภาวะลึกลับที่ยากจะอธิบาย
ในสภาวะนั้น พลังปราณจากทั่วทุกสารทิศต่างหลั่งไหลเข้ามาหานางอย่างบ้าคลั่ง เคล็ดวิชาของนางหมุนวนเองโดยอัตโนมัติ กอบโกยพลังปราณโดยรอบอย่างตะกละตะกลาม
ระดับพลังของนางพุ่งทะยานขึ้นด้วยความเร็วที่เหนือกว่าปกติหลายเท่าตัว
ภายใต้การชะล้างของคลื่นพลังปราณมหาศาล ระดับพลังของสวีชุนเหนียงทะลวงผ่านลมปราณขั้นสี่ช่วงต้น เข้าสู่ช่วงกลาง... แล้วก็ช่วงปลาย... และสุดท้ายก็ทะลวงผ่านคอขวดของลมปราณขั้นสี่ ก้าวเข้าสู่ลมปราณขั้นห้าได้สำเร็จ!
แต่นั่นยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด พลังปราณมหาศาลยังคงถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกาย ดันให้ระดับพลังของนางสูงขึ้นไปอีก!
จนกระทั่งระดับพลังของสวีชุนเหนียงไปหยุดอยู่ที่ลมปราณขั้นห้าช่วงกลาง ห่างจากช่วงปลายเพียงแค่เส้นบางๆ พลังปราณรอบตัวถึงได้สลายไป และนางก็หลุดออกจากสภาวะลึกลับนั้น
"นี่มัน... สภาวะรู้แจ้ง!"
แววตาของสวีชุนเหนียงฉายแววตกตะลึง
ตามทฤษฎีแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนมีโอกาสที่จะเข้าถึงสภาวะรู้แจ้ง ซึ่งการรู้แจ้งจะช่วยยกระดับจิตใจและพลังฝีมือได้อย่างก้าวกระโดดในเวลาอันสั้น
แต่การรู้แจ้งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก อย่างน้อยในเขตสายนอก ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครทำได้มาก่อน
สวีชุนเหนียงตรวจสอบพลังปราณของตนเอง พบว่ามีปริมาณมากกว่าเดิมเกือบแปดเท่า! แถมระดับพลังที่ได้จากการรู้แจ้งยังมั่นคงแข็งแกร่ง ยิ่งกว่าตอนที่นางบำเพ็ญเพียรตามปกติเสียอีก
ถ้าให้นางฝึกฝนด้วยตัวเอง เกรงว่าคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามถึงสี่ปี ถึงจะมาถึงจุดนี้ได้
สวีชุนเหนียงค่อยๆ สงบจิตใจลง "แต่ทำไมข้าถึงเข้าสู่สภาวะรู้แจ้งได้นะ เป็นเพราะหัวใจแห่งมรรคของข้าชัดเจนขึ้นหรือเปล่า?"
นางครุ่นคิดดู ก็คงมีแต่ความเป็นไปได้นี้แหละ ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็แสดงว่าทางเลือกของนางถูกต้องแล้ว
ไม่ไหลตามกระแส ยอมรับความอ่อนแอของตน และยืนหยัดในเจตนารมณ์ของตนเอง
เดิมทีระดับพลังของสวีชุนเหนียงก็สูงกว่าศิษย์สายนอกรุ่นเดียวกันอยู่เล็กน้อย มาตอนนี้ช่องว่างยิ่งห่างออกไปอีก
แต่นางไม่ได้หลงระเริงไปกับระดับพลังที่เพิ่มขึ้น กลับยิ่งมีความเชื่อมั่นที่แน่วแน่กว่าเดิม
เมื่อก่อนเป้าหมายของสวีชุนเหนียง คือแค่เข้าร่วมการประลองศิษย์สายนอก ชิงยาสร้างรากฐานเพื่อเข้าสู่สายใน
แต่ตอนนี้ การสร้างรากฐานไม่ใช่จุดสิ้นสุดของนางอีกต่อไป แต่มันเป็นเพียงเป้าหมายย่อยเป้าหมายแรกเท่านั้น!
สวีชุนเหนียงสูดหายใจลึก นางเชื่อว่าขอแค่พยายามให้มากพอ และก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปเรื่อยๆ โลกทั้งใบจะต้องเปิดออกต้อนรับนาง!
หลังจากระดับพลังเพิ่มขึ้น สวีชุนเหนียงก็เริ่มหลอมรวมเกราะอ่อนต่อ นางทำรวดเดียวจนทะลวงผ่านค่ายกลชั้นหลังๆ ได้ทั้งหมด และยึดครองแกนกลางของเกราะอ่อนได้สำเร็จ
เกราะอ่อนอัดแน่นไปด้วยพลังธาตุลม ทันทีที่หลอมรวมเสร็จ สวีชุนเหนียงก็สัมผัสได้ถึงความเบาสบาย นี่คือคุณสมบัติเสริมของเกราะที่ช่วยเพิ่มความเร็ว
นางขยับตัวเพียงเล็กน้อย ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ ร่างก็พุ่งออกจากถ้ำที่พัก โลดแล่นไปในป่าเขา
เห็นได้ชัดว่าระยะก้าวของวิชาย่างก้าววิญญาณไม่ได้ไกลขึ้น แต่ความเร็วของสวีชุนเหนียงกลับเพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึงสองเท่า จนมองเห็นเป็นเพียงเงาเลือนราง
สวีชุนเหนียงเผยแววตาพอใจ สมแล้วที่เป็นอาวุธวิญญาณระดับกลางที่มีค่ายกลถึงหกชั้น
หลังจากทะลวงเข้าสู่ลมปราณขั้นห้า พลังปราณในกายของสวีชุนเหนียงก็มีมากมายมหาศาล แต่อัตราการกินพลังของอาวุธวิญญาณระดับกลางก็น่าตกใจเช่นกัน
ครึ่งชั่วยามผ่านไป สวีชุนเหนียงก็หยุดฝีเท้าลง ตอนนี้พลังปราณในกายนางเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง หากใช้อาวุธนี้ต่อเนื่อง นางจะยืนระยะได้เต็มที่หนึ่งชั่วยาม
"เกราะอ่อนนี้ยังไม่มีชื่อ ในเมื่อมันทำมาจากหนังพยัคฆ์เมฆาวายุ งั้นก็ตั้งชื่อว่า 'เกราะวายุเมฆา' ก็แล้วกัน"
[จบแล้ว]