- หน้าแรก
- เกิดใหม่ 1984 เริ่มต้นจากเศษโลหะ
- บทที่ 58 สายสัมพันธ์ทางธุรกิจ
บทที่ 58 สายสัมพันธ์ทางธุรกิจ
บทที่ 58 สายสัมพันธ์ทางธุรกิจ
เมื่อได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็ไม่มีใครสงสัยอีกต่อไป บรรดาลูกค้าเริ่มส่งเสียงโวยวาย กดดันให้ เจ้า ซิง คืนเงินให้พวกเขาเดี๋ยวนี้
แต่ ฮั่ว ฉงจวิน ยังคงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้าไม่จางหาย
“ฉันอยากจะรู้นักว่าแกจะยิ้มไปได้ถึงเมื่อไหร่!” เมื่อเห็น ฮั่ว ฉงจวิน ยังคงยิ้มแย้ม เจ้า ซิง ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
ฮั่ว ฉงจวิน สั่งให้ ฟาง จื้อซิน ไปหยิบมาส์กหน้ามาหนึ่งซอง เขารับมาแล้วเอ่ยถามว่า “นี่คือมาส์กหน้าที่ผมวางขาย คุณอยากจะตรวจสอบให้แน่ใจอีกรอบไหม?”
“ต้องตรวจสอบอะไรอีก ใครๆ ก็รู้ว่านี่คือมาส์กโคลนภูเขาไฟ!” เจ้า ซิง รู้สึกว่าโอกาสมาถึงแล้ว จึงเอ่ยเยาะเย้ยขนานใหญ่ “ตัวอักษรง่ายๆ แค่สองตัวนี้ถ้าแกอ่านไม่ออก ฉันจะสอนให้ก็ได้นะ ‘ภู-เขา-ไฟ’!”
ฮั่ว ฉงจวิน ไม่สนใจเขา แต่หันไปหา หัวหน้าโจว “หัวหน้าโจวครับ ลองดูสิครับว่านี่คือมาส์กหน้าอะไร”
หัวหน้าโจวขมวดคิ้วหน้าบึ้งตึง เขารับไปพิจารณาอย่างละเอียด เพียงครู่เดียวสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นย่ำแย่ถึงขีดสุด
“หัวหน้าโจวครับ มีอะไรเหรอ?” เจ้า ซิง ยื่นหน้าเข้าไปดูด้วย และเมื่อได้เห็นชัดๆ เขาก็ถึงกับเหงื่อแตกพล่าน
“นี่คือมาส์กหน้าอะไรครับ?” ฮั่ว ฉงจวิน เอ่ยถามย้ำ
เจ้า ซิง อ่านออกเสียงอย่างเลื่อนลอย “มาส์กโคลนขุนเขา (ต้าซานเสินนี)”
พอเขาอ่านจบ ลูกค้าทุกคนต่างก็อึ้งไปตามๆ กัน ทุกคนรีบหยิบมาส์กหน้าในมือตัวเองขึ้นมาพินิจพิเคราะห์
มันคือ ‘มาส์กโคลนขุนเขา’ จริงๆ เพียงแต่ตัวอักษร ‘ขุนเขา’ (大 - ต้า) ตรงส่วนหัวทั้งสองข้างมันเชิดขึ้นมา มองเผินๆ จึงดูคล้ายกับตัวอักษร ‘ไฟ’ (火 - หั่ว) อย่างมาก
ตั้งแต่เริ่มวางแผนการขาย ฮั่ว ฉงจวิน ได้ปรึกษากับ เถา ซง และ หลัว ผิง ไว้แล้วว่า หากต้องการสร้างความสามารถในการแข่งขันกับร้านมิตรภาพในระยะเวลาอันสั้น จำเป็นต้องมีสินค้าที่คล้ายคลึงกัน แต่สินค้านั้นต้องไม่ใช่ของปลอม
เถา ซง และ หลัว ผิง นึกวิธีดีๆ ไม่ออก สุดท้ายจึงเป็น ฮั่ว ฉงจวิน ที่เสนอแผนนี้
มาส์กโคลนขุนเขาที่พวกเขาสั่งผลิต นอกจากชื่อจะต่างกันแล้ว ภายในแทบไม่มีอะไรต่างกันเลย ทั้งคู่ล้วนทำจากดินขาวเกรดสูงผสมกับสารเคมีบางชนิด เป็นของที่มีคุณภาพจริง
ในเมื่อสินค้าเป็นของจริง ลูกค้าจึงไม่มีข้อโต้แย้ง และเริ่มหันไปรุมประนาม เจ้า ซิง แทน
“เห็นๆ อยู่ว่าเป็นของจริง คุณกลับใส่ความว่าเป็นของปลอม ฉันว่าคุณน่ะเจตนาร้าย!”
“เจ้าหน้าที่ก็อยู่ที่นี่ รีบจับคนขี้โกงคนนี้ไปเลย!”
หัวหน้าโจวมีสีหน้าทั้งกระอักกระอ่วนและย่ำแย่ การที่ต้องมาเสียหน้าต่อหน้าสาธารณชนขนาดนี้ เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!
เขาแค่นเสียงหึหนึ่งครั้ง ก่อนจะพาลูกน้องหันหลังเดินจากไปทันที
“หัวหน้าโจวครับ ผมไปส่ง!” เจ้า ซิง หาข้ออ้างแล้วรีบเผ่นตามไปอย่างหมดสภาพ
บรรดาลูกค้าต่างพากันปรบมือเกรียวกราว พร้อมกับส่งเสียงโห่ไล่ เจ้า ซิง
ฮั่ว ฉงจวิน ฉวยโอกาสนี้ประกาศก้อง “ห้างสรรพสินค้าลี่ไป่จะไม่มีวันขายของปลอมเด็ดขาด หากใครตรวจพบของปลอมที่นี่ สามารถนำใบเสร็จมาขอรับเงินคืนได้สิบเท่าของราคาขาย!”
เสียงปรบมือก็ดังยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่คราวนี้เป็นการส่งเสียงเชียร์ ฮั่ว ฉงจวิน
“พวกเราเชื่อใจลี่ไป่!”
“คุณภาพลี่ไป่ ของดีราคาถูก!”
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยอดเยี่ยมนี้ ฟาง จื้อซิน กลับยิ้มไม่ออก
เธอเปิดโรงงานแปรรูปมาหลายปี ย่อมรู้ซึ้งดีว่าการไปล่วงเกินกรมพัฒนาธุรกิจการค้านั้นเท่ากับหาที่ตาย วันนี้ ฮั่ว ฉงจวิน แม้จะไม่ได้ปะทะกับเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่การทำให้พวกเขาต้องเสียหน้า ก็ไม่ต่างอะไรกับการล่วงเกินนั่นเอง
“พี่ฮั่วคะ ถ้าคนของกรมฯ กลับมาหาเรื่องเราอีกจะทำยังไงดี?”
คำพูดนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าคิดจะหาเรื่องร้านค้าขึ้นมาจริงๆ มีสารพัดวิธีที่จะจัดการ แค่อ้างว่าใบอนุญาตประกอบกิจการมีปัญหา ก็เพียงพอจะทำให้ธุรกิจพังพินาศได้แล้ว
ฮั่ว ฉงจวิน กลับไม่ได้กังวลเลยสักนิด “พวกเราไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ไม่ต้องกลัวหรอก แค่ต้องหาทางสร้างสายสัมพันธ์กับพวกเขาตามปกติก็พอ”
บอกว่าสร้างสายสัมพันธ์ตามปกติ แต่ ฟาง จื้อซิน รู้ดีว่านี่แหละคือสิ่งที่ยากที่สุด เจ้าหน้าที่ระดับล่างน่ะพอจะใช้ ‘น้ำใจ’ เล็กๆ น้อยๆ เข้าหาได้ แต่บรรดาผู้นำระดับสูง หากไม่มีคนแนะนำย่อมไม่มีทางเข้าถึง และยิ่งไม่รับของกำนัลส่งเดชแน่
ฮั่ว ฉงจวิน ให้พวกเขพักผ่อนอยู่ที่ห้าง ส่วนตัวเขาหนีบกระเป๋าหนังขึ้นรถแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังบริษัทไท่ซินพาณิชย์
ตั้งแต่เริ่มรับของจาก หลิน เต้าหลง มา นอกเหนือจากเงินมัดจำในช่วงแรก เขายังไม่ได้เคลียร์ค่าสินค้าส่วนที่เหลือเลย ฮั่ว ฉงจวิน จึงถือโอกาสนี้มาจ่ายเงินและปรึกษาเรื่องกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปด้วย
“น้องฮั่ว ไม่เจอกันไม่กี่วัน หน้าตาดูผ่องใสขึ้นเยอะนะ ธุรกิจคงรุ่งเรืองมากสิ!” ทันทีที่พบหน้า หลิน เต้าหลง ก็กุมมือ ฮั่ว ฉงจวิน พลางกล่าวแสดงความยินดีไม่ขาดปาก
“ต้องขอบคุณพี่หลินครับ แว่นหามาจิ้งตอนนี้ใกล้จะหมดสต็อกแล้ว” ฮั่ว ฉงจวิน เริ่มเล่าสถานการณ์ปัจจุบัน “ตอนนี้ผมกำลังขายมาส์กหน้าอยู่ แต่ไม่นึกเลยว่าจะถูกคนหาว่าขายของปลอม แถมยังลากคนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาเล่นงานผมด้วย”
“ใครมันจะบังอาจขนาดนั้น? หรือมันนึกว่ามันรู้จักคนในกรมฯ อยู่คนเดียวหรือยังไง?”
“พี่หลินก็รู้จักคนในกรมฯ เหมือนกันเหรอครับ?”
“ฉันเคยร่วมโต๊ะทานข้าวกับ ผู้อำนวยการอู๋ ของที่นั่นอยู่ ถือว่าพอจะคุ้นหน้าคุ้นตากันบ้าง”
ฮั่ว ฉงจวิน รู้ดีว่าคนทำธุรกิจมักจะไม่พูดอะไรจนเต็มร้อย คำว่า ‘คุ้นหน้าคุ้นตา’ หมายความว่าทั้งคู่พอจะพูดคุยกันได้ ถ้าบอกว่า ‘ความสัมพันธ์พอใช้ได้’ นั่นหมายความว่าขอให้ช่วยอะไรก็มักจะสำเร็จ แต่ถ้าบอกว่า ‘สนิทสนมกันดี’ นั่นย่อมหมายถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระดับพี่น้องร่วมสาบาน
“พี่หลินพอจะช่วยแนะนำให้ผมรู้จักหน่อยได้ไหมครับ?”
“ฉันเองก็ไม่ได้เจอผู้อำนวยการอู๋มาพักหนึ่งแล้วเหมือนกัน ประจวบเหมาะเลย เดี๋ยวฉันจะลองนัดเขามาทานมื้อค่ำวันนี้ดู”
ฮั่ว ฉงจวิน รีบเสริมทันที “มื้อนี้ผมขอเป็นเจ้ามือเองครับ!”
ในช่วงสองวันต่อมา ยอดขายมาส์กหน้ายังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง แต่ เถา ซง และ หลัว ผิง กลับดีใจได้ไม่เต็มที่ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานทำให้พวกเขาต้องคอยระแวดระวังว่าคนของกรมฯ จะกลับมาหาเรื่องอีกเมื่อไหร่
เมื่อมาถึงห้างในตอนเช้า ทั้งคู่ไม่กล้าออกไปแจกคูปองพร้อมกัน หลังจากปรึกษากันแล้ว จึงให้ หลัว ผิง อยู่เฝ้าห้าง ส่วน เถา ซง พาพนักงานขายสองคนออกไปแจกคูปองแทน
หลังจาก เถา ซง ออกไปได้ไม่นาน ฮั่ว ฉงจวิน ก็เดินทางมาถึงห้าง ทันทีที่ก้าวเข้าประตู หลัว ผิง ก็สังเกตเห็นว่าฝีเท้าของ ฮั่ว ฉงจวิน ดูไม่ค่อยมั่นคงนัก
“พี่ฮั่ว อรุณสวัสดิ์ครับ”
“ขอน้ำให้ฉันแก้วหนึ่งที” ฮั่ว ฉงจวิน ลากเก้าอี้มานั่งลงพลางสะบัดศีรษะไปมา ราวกับพยายามจะไล่ความมึนเมาออกไป
“พี่ฮั่ว พี่เป็นอะไรไปครับ?” หลังจากส่งแก้วน้ำให้ หลัว ผิง ก็ถามด้วยความเป็นห่วง
ฮั่ว ฉงจวิน รับแก้วมาดื่มจนหมดรวดเดียว ก่อนจะสะบัดหัวอีกครั้ง “เมื่อคืนไปดื่มกับ ผู้อำนวยการอู๋ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาน่ะ ดื่มหนักไปหน่อย ตอนนี้ยังไม่สร่างเลย”
“พี่ติดต่อกับผู้อำนวยการกรมฯ ได้เร็วขนาดนี้เลยเหรอครับ?” หลัว ผิง ทั้งตกใจและดีใจ ด้วยสายสัมพันธ์ระดับนี้ของ ฮั่ว ฉงจวิน ต่อให้ หัวหน้าโจว คนนั้นอยากจะมาหาเรื่องอีก ก็คงต้องคิดหนักแล้ว
เมื่อมีขุนพลฝีมือดีคอยบุกเบิกตลาด มีสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งคอยเป็นเกราะคุ้มกัน บวกกับกลยุทธ์การขายและเงินทุนที่หนาแน่นของ ฮั่ว ฉงจวิน ห้างสรรพสินค้าลี่ไป่จึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด ภายในเวลาเพียงสามสี่เดือน เขากวาดซื้ออาคารร้านค้าทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาจนหมด ทำให้พื้นที่ห้างขยายจากเดิมสามร้อยตารางเมตรพุ่งทะยานเป็นสามพันตารางเมตร ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับพื้นที่ส่วนขายของร้านมิตรภาพเลยทีเดียว
เมื่อร้านค้าขยายใหญ่ขึ้น ประเภทของสินค้าก็หลากหลายมากขึ้นด้วย ฮั่ว ฉงจวิน เริ่มปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ในห่วงโซ่ธุรกิจ โดยให้ พี่หวง เป็นซัพพลายเออร์ส่งผ้า ให้ ฟาง จื้อเว่ย เป็นผู้รับเหมาแปรรูปเสื้อผ้า ส่วนตัวเขาทำหน้าที่ดูแลการขายปลายทางเพียงอย่างเดียว
นอกจากส่วนของเสื้อผ้าแล้ว ธุรกิจเครื่องสำอางก็พัฒนาไปได้ดียิ่งขึ้น นอกจากเครื่องสำอางที่สั่งผลิตโดยตรงจากโรงงานเคมีแล้ว ฮั่ว ฉงจวิน ยังคว้าสิทธิ์การเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวของแบรนด์ดังอย่าง อวี้เหม่ยจิ้ง และ ไป่เชวี่ยหลิง มาได้สำเร็จ
นอกเหนือจากสองส่วนนี้ ก็คือส่วนที่สามซึ่งเป็นหมวดหมู่ใหญ่ นั่นคือ เครื่องใช้ไฟฟ้า
เมื่อเทียบกับปักกิ่งแล้ว คนหยางเฉิงมีฐานะมั่งคั่งและมีรายได้สูงกว่า ความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าจึงมีมากกว่า ลำพังเพียงวิทยุเครื่องเล็กๆ ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ หลังจากสำรวจตลาดอย่างละเอียด ฮั่ว ฉงจวิน จึงได้เปิดแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นภายในห้าง และเริ่มวางจำหน่ายโทรทัศน์แบรนด์ดังอย่าง จินซิง และ หมู่ตาน
จบบท