- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 336 - เซี่ยงจวงร่ายกระบี่ เป้าหมายที่แท้จริงคือเพ่ยกง
336 - เซี่ยงจวงร่ายกระบี่ เป้าหมายที่แท้จริงคือเพ่ยกง
336 - เซี่ยงจวงร่ายกระบี่ เป้าหมายที่แท้จริงคือเพ่ยกง
336 - เซี่ยงจวงร่ายกระบี่ เป้าหมายที่แท้จริงคือเพ่ยกง
เมื่อเห็นว่าพี่ใหญ่ของตนพูดไปเพียงครึ่งประโยคก็หยุดไป สีหน้าฉายแววลังเลและสับสน หลี่อี๋รู้สึกใจหวิวขึ้นมาในทันที “พี่ใหญ่…นี่คิดอะไรได้ขึ้นมาหรือว่ามีเรื่องลับอะไรซ่อนอยู่จริงๆ”
ฝั่งเฟิงหยง เมื่อสงบจิตใจได้ เขาก็คิดในใจ “ข้ายังตั้งใจไว้ว่า เมื่ออัครมหาเสนาบดีกวาดล้างหนานจงเรียบร้อยแล้ว จะไปที่จวนตระกูลกวนเพื่อสู่ขอ หากจางซิงไฉ่คิดว่าข้าเป็นว่าที่น้องเขยจริงๆ เช่นนั้นพอถึงตอนนั้น ในสายตาของนาง ข้าจะไม่กลายเป็นบุรุษสำราญที่ล่อลวงน้องสาวของนางไปแล้วหรือ”
คิดไปคิดมา ก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง “ไม่สิ เรื่องของข้ากับกวนจี้ จางซิงไฉ่จะไม่รู้ได้อย่างไร”
คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก สุดท้ายก็ได้แต่ละวางความคิดนั้นไว้ก่อน
ดวงตาเหลือบไปเห็นหลี่อี๋ที่กำลังมองตนด้วยแววตาสงสัย เฟิงหยงจึงบังคับให้ตัวเองทำใจนิ่ง แสร้งหัวเราะออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ชื่อเสียงที่ข้าเป็นพวกปากหวานนั้น คงแพร่ไปทั่วแผ่นดินฮั่นแล้วสินะ คราวนี้พวกเขาใส่ความข้าเรื่องอะไรอีกเล่า”
หลี่อี๋หัวเราะแห้งๆ “ก็ไม่ใช่อะไรหรอก แค่คำพูดสกปรก ไร้สาระน่ะ”
“แต่ดูแล้วคงไม่ใช่แค่คำพูดสกปรกธรรมดาสินะ”
อยู่กับหลี่อี๋มานาน เฟิงหยงย่อมมองออกว่าคำพูดของอีกฝ่ายไม่จริงใจ “ฟ่านเอ้อคนนั้น ผ่านเรื่องราวมาโชกโชน ถึงขั้นหนีเอาชีวิตรอดจากมือเฉาเชามาได้ หากเป็นแค่ข่าวลือธรรมดา จะทำให้เขาหวั่นไหวได้อย่างไร”
ว่าแล้วก็หัวเราะเบาๆ “คราวก่อนเหลียวหลี่พูดต่อหน้าข้าว่าข้าเป็นพวกปากหวาน ข้ายังทนฟังได้เลย ตอนนี้เจ้าก็แค่เล่าให้ฟัง จะกลัวอะไรกับคำพูดไร้สาระพวกนั้น”
หลี่อี๋จนใจ ได้แต่ยิ้มขื่น “น้องมิกล้าปิดบังพี่ใหญ่ ครั้งนี้จิ่งเฉิงเต็มไปด้วยข่าวลือ และยังพัวพันกว้างขวาง หวังว่าพี่จะไม่โกรธ”
“ว่ามาเถอะ”
“ในจิ่งเฉิงลือกันว่าพี่เป็นบุรุษสำราญ”
เฟิงหยงที่ตั้งใจฟังถึงกับแข็งค้างไปชั่วครู่ “ข้านี่นะ กลายเป็นบุรุษสำราญไปแล้วหรือ”
รออยู่ครู่หนึ่ง หลี่อี๋ก็ไม่มีคำพูดต่อ
“หมดแล้ว?”
“หมดแล้ว”
“แค่นี้?”
“แค่นี้”
เฟิงหยงถึงกับหัวเราะออกมา “บุรุษสำราญนี่นะ ถือเป็นข่าวลือใหญ่โตพัวพันกว้างขวาง? ข้าไม่เคยไปเที่ยวโรงเหล้าบุปผาเลย จะนับเป็นบุรุษสำราญได้อย่างไร พวกนั้นแต่งเรื่องให้มันสมจริงหน่อยเถิด”
หลี่อี๋ทำหน้าเก้อเขิน “หากเป็นเพียงเรื่องเที่ยวโสเภณี ก็คงไม่เป็นไร แต่พวกนั้นน่ารังเกียจนัก พวกเขาเอาชื่อกวนเหนียงจื่อ จางเส้าหนี่(แม่นางน้อยแซ่จาง) และแม้แต่สาวใช้ของพี่มาใส่ความด้วย…”
เฟิงหยงชะงัก “หมายความว่าอย่างไร”
“พวกเขาลือว่าพี่แย่งบุตรสาวชาวนาไปเป็นสาวใช้ และยังพาไปด้วยถึงฮั่นจง จึงกล่าวว่าพี่เป็นพวกหลงใหลในรูปโฉม จึงล่อลวงกวนซานเหนียงจื่อไปฮั่นจงด้วย”
“บอกว่าพี่ไม่พอใจกับกวนซานเหนียงจื่อ แล้วยังไปหว่านเสน่ห์ใส่จางเส้าหนี่อีก จิตใจไม่บริสุทธิ์…”
“และ…ยังบอกว่าสาวตระกูลหลี่คนนั้น เดิมทีจะหมั้นกับเหลียวหลี่…”
“พอแล้ว เจ้าไม่ต้องพูดต่อ”
เฟิงหยงยกมือห้าม ปากกระตุกด้วยความรู้สึกขยะแขยง
“บอกว่าข้าปากหวาน ข้ายังพอรับได้ อย่างน้อยข้าก็เคยถวายคำแนะนำแก่ท่านอัครมหาเสนาบดี หลอกคนไปไม่น้อย ถูกคนเคียดแค้นก็สมควรอยู่”
“แต่บอกว่าข้าเป็นพวกหลงกาม นี่มันใส่ร้ายชัดๆ! โลกนี้ที่ไหนมีบุรุษสำราญที่ยังเป็นพรหมจรรย์กัน”
“แล้วทางตระกูลกวนกับตระกูลจาง เขาไม่พูดอะไรเลยหรือ”
เฟิงหยงรู้ตัวดี แม้จะได้สายตาเป็นพิเศษจากอัครมหาเสนาบดี ชื่อเสียงจะโด่งดังขึ้น แต่ก็เพิ่งไม่นาน ฐานะยังบางเบา ในสายตาของขุนนางผู้ใหญ่ที่ตามหลิวเป่ยมานาน เขาก็แค่คนรุ่นหลังที่ไม่มีใครใส่ใจนัก
แต่ตระกูลกวนกับตระกูลจางนั้นคือตระกูลใหญ่แห่งฮั่น พวกเขาจะยอมให้ข่าวลือเลอะเทอะเช่นนี้แพร่ไป จนกระทบชื่อเสียงของตระกูลได้หรือ
หลี่อี๋ยิ้มขื่นอีกครั้ง “หากแค่ข่าวลือพื้นๆ ก็ดีไป แต่ครั้งนี้มันพัวพันไปไกลนัก”
“ถึงแม้จะเริ่มจากพี่ แต่พอเกี่ยวพันตระกูลกวนและตระกูลจาง ก็สามารถโยงไปถึงอดีตฮ่องเต้ และแม้กระทั่งฮ่องเต้กับฮองเฮาในตอนนี้”
เฟิงหยงใจหายวาบ “หมายความว่าอย่างไร”
หลี่อี๋ลดเสียงลง “ในจิ่งเฉิงลือกันว่า เมื่อเดือนสิบสองปีก่อน ดาวจินชนดาวหัวใจใหญ่ เป็นลางร้ายต่อกษัตริย์ ดังนั้นปีนี้รัชทายาทองค์แรกของฮั่นถึงได้จากไปตามลางนั้น”
แม้คำพูดจะวกวน แต่เฟิงหยงก็เข้าใจทันที จึงหลุดปากออกมา “เซี่ยงจวงร่ายกระบี่ เป้าหมายที่แท้จริงคือเพ่ยกง”
หลี่อี๋ถึงกับมองไปทางประตูด้วยความตื่นตระหนก ก่อนโล่งใจที่ไม่มีใครอยู่
“พี่ใหญ่เงียบเสียงด้วย…”
“ไม่เป็นไร ล้วนแต่เป็นพี่น้องกันทั้งนั้น”
เฟิงหยงโบกมือ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันที
“ข้าห่างไกลจากจิ่งเฉิงขนาดนี้แล้ว ยังจะมีเรื่องมาโยงถึงตัวอีก”
“เมื่อครู่ว่านเหวินเซวียนบอกว่า เรื่องนี้เริ่มต้นจากเรื่องแต่งงานของจางเส้าหนี่ใช่หรือไม่”
“ใช่”
เฟิงหยงกัดฟัน “เช่นนั้นก็แปลว่าต้นตอข่าวลือ มาจากคนที่อยากได้จางเส้าหนี่เป็นฮูหยินน่ะสิ”
“ก็อาจใช่ หรืออาจเป็นคนอื่นที่มีจิตใจแฝงเร้น”
หลี่อี๋ก็ได้แต่ยิ้มขื่นอีกครั้ง “แต่สุดท้าย ก็ถูกคนอื่นใช้ประโยชน์อยู่ดี”
“ไม่เพียงแค่เรื่องลือเมื่อครั้งฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ถูกขุดขึ้นมา แม้แต่คุณธรรมของฮองเฮาก็ถูกพาดพิง บอกว่าการสูญเสียรัชทายาทอาจเพราะนางไร้คุณธรรม…”
เฟิงหยงรู้สึกอึดอัด เดินไปเดินมาอยู่สองสามก้าวก่อนสบถ “สมองหมู!”
เพียงเพื่อกันตนออกจากรายชื่อคู่หมั้นของจางซิงอี้ พวกนั้นก็ปั้นเรื่องใส่ร้ายตน สุดท้ายกลับถูกคนใช้ประโยชน์ จนไม่เพียงพัวพันถึงตระกูลกวนและตระกูลจาง แต่ยังลากไปถึงเรื่องรัชทายาทและฮองเฮา
เรื่องที่แตะถึงวังหลวงเช่นนี้ ไหนเลยจะเป็นเรื่องเล็กได้ นี่มันสั่นคลอนเสาหลักแห่งการปกครองของราชวงศ์ฮั่นโดยแท้
เมื่อปีที่แล้ว ราชวงศ์ฮั่นก็เกือบล่มสลาย เพิ่งจะฟื้นคืนเสถียรภาพได้ไม่นาน กลับมีคนจ้องหาผลประโยชน์ ทำเรื่องปั่นป่วนอีก ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าอัครมหาเสนาบดีคงโกรธแค้นคนเหล่านี้จนแทบอยากฉีกพวกมันเป็นชิ้นๆ
“แล้วท่านอัครมหาเสนาบดีไม่พูดอะไรหรือ เรื่องแตะถึงฮ่องเต้และฮองเฮา เหตุใดราชสำนักไม่สืบหาเรื่องนี้ให้กระจ่าง”
หลี่อี๋ส่ายหน้า “สืบไม่ได้ ต่อให้สืบได้ ก็ไม่มีประโยชน์ ซ้ำยังทำให้ถูกสงสัยหนักขึ้น”
เฟิงหยงพยักหน้าเข้าใจ “จริง ปิดปากผู้คนยากยิ่งกว่าสกัดแม่น้ำ”
นี่คือความทุกข์ที่ตนไม่มีสิทธิ์ควบคุมคำอธิบายของสาธารณชน
หากไม่มีการยินยอมหรือแม้แต่การหนุนหลังของตระกูลใหญ่ ใครจะเชื่อได้ว่าข่าวลือจะลุกลามได้ขนาดนี้
คำสั่งของนายอำเภอยังสู้เสียงตะโกนของผู้เฒ่าหมู่บ้านไม่ได้ แล้วไหนจะไปคุมสิทธิ์กำหนดทิศทางของข่าวสารได้เล่า
ในเมืองจิ่งเฉิง ต่อให้ห้ามไม่ให้พูดต่อหน้าคน แต่จะไปห้ามความคิดในใจคนได้อย่างไร
ยิ่งสืบ ยิ่งทำให้ดูมีพิรุธ
(หมายถึงการกระทำอย่างหนึ่งเจตนาอีกอย่าง สุภาษิตนี้มาจากเหตุการณ์ในงานเลี้ยงหงเหมินฉู่ป้าหวาง(ฌ้อป้าอ๋อง)จัดงานเลี้ยงต้อนรับเพ่ยกง หลิวปัง(เล่าปัง)โดยให้เซี่ยจวงขึ้นไปรำกระบี่ในงานเลี้ยงหวังจะฉวยโอกาสสังหารหลิวปัง)
…………