- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 337 - จะเปลี่ยนชนชั้นง่ายๆ ได้อย่างไร
337 - จะเปลี่ยนชนชั้นง่ายๆ ได้อย่างไร
337 - จะเปลี่ยนชนชั้นง่ายๆ ได้อย่างไร
337 - จะเปลี่ยนชนชั้นง่ายๆ ได้อย่างไร
แม้เข้าใจดี แต่เฟิงหยงก็ยังรู้สึกคับแค้น “แล้วจะให้ปล่อยไปเฉยๆ หรือ”
คำพูดนั้นทำให้หลี่อี๋เผยยิ้มขึ้นมาได้เล็กน้อย “เรื่องนี้ต้นสายมาจากพี่ใหญ่ ดังนั้นก็ต้องเริ่มแก้ที่พี่ใหญ่”
“ข้า? ข้าจะทำอะไรได้”
เฟิงหยงถามย้อนออกไปตามปาก แล้วก็ฉุกคิดถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง ใจพลันหวั่นไหวขึ้นมานิดๆ ถึงขั้นออกอาการร้อนรนเล็กน้อย
หรือว่าจะให้ตนไปหมั้นกับจางซิงอี้จริงๆ
“ไม่ใช่จะให้พี่ทำอะไร อัครมหาเสนาบดีสั่งกำชับมาว่า พี่ต้องอย่ากระโตกกระตาก เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ข่าวลือปั่นป่วนขึ้นมาอีก”
ที่น่ายินดีก็คือคำของหลี่อี๋ทำให้เจ้าบ้านนอกเฟิงลอบผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งใจ
“อัครมหาเสนาบดีให้ข้านำคำมาบอกพี่ว่า เตรียมถอดตำแหน่งเจ้ากรมเกษตรแห่งฮั่นจงของพี่ แล้วย้ายให้ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมดูแลการเกษตรแห่งอี้โจว”
“เจ้ากรมดูแลการเกษตรแห่งอี้โจวหรือ” เฟิงหยงชะงัก “นี่เท่ากับเลื่อนตำแหน่งแล้วหรือไม่”
ฮั่นจงเวลานี้ไม่เหมือนยุคหลังที่ถูกแยกออกจากสูจง ปัจจุบันยังอยู่ใต้การปกครองของอี้โจว
อี้โจวแบ่งเป็นสี่แคว้น ได้แก่ ฮั่นจง ปา สู หนานจง ซึ่งในความเป็นจริงก็คืออาณาบริเวณทั้งหมดของต้าฮั่น
แม้จะเรียกว่าเจ้ากรมดูแลการเกษตรแห่งอี้โจว แต่ก่อนที่ต้าฮั่นจะขยายอาณาเขต ตำแหน่งนี้จะเรียกว่าเจ้ากรมดูแลการเกษตรแห่งต้าฮั่นก็มิผิดนัก
“เพราะเหตุใด”
เฟิงหยงถามด้วยความสงสัย
“อาศัยความชอบของพี่ใหญ่ เลื่อนเป็นเจ้ากรมดูแลการเกษตรแห่งอี้โจวก็สมควรอยู่แล้ว” หลี่อี๋ยิ้มกล่าว “ปีนี้ข้าวฤดูร้อนของต้าฮั่นเก็บเกี่ยวได้งดงาม การรื้อคันนาและบุกเบิกที่รกร้างในฮั่นจงเห็นผลเป็นลำดับ และหนานจงนั้น…”
หลี่อี๋หัวเราะหึๆ “ครั้งนี้ข้ากลับจากหนานจง ได้เปิดหูเปิดตายิ่งนักราชสำนักมิได้ส่งทหารไปเพิ่มแม้เพียงกองเดียว กบฏหนานจงก็ทุกข์ทนทานไม่ไหวอยู่แล้ว”
“ลองคิดดู หากวันหนึ่งราชสำนักยกทัพลงใต้ เกรงว่าไปถึงที่ใดก็หักโค่นราวฟ้าผ่า ข้าเพิ่งจะเข้าใจวันนี้เอง ว่ากลยุทธ์ของพี่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ แม้แต่ท่านพ่อยังชมพี่ไม่หยุดปาก”
“นั่นเป็นความชอบของอัครมหาเสนาบดี หาเกี่ยวกับข้ามากนักไม่”
เฟิงหยงโบกมือ ไม่กล้ารับหมวกใบใหญ่ เขาไม่มีความคิดบ้าบิ่นถึงขั้นทำให้การค้าทาสถูกกฎหมาย
ข้าเติบโตใต้ธงแดง ดวงใจแดงดวงหนึ่งมุ่งสู่ไท่หยาง (ธงแดงหมายถึงลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งมีทฤษฎีการปกครองว่าทุกคนในโลกเท่าเทียมกัน)
แต่จากเรื่องนี้ เขาก็ได้เห็นกับตาว่าชาวฮั่นพื้นถิ่นนั้นหยิ่งผยองปานใด
เจ้าบ้านนอกเฟิงจดจำได้ชัดเจน ครั้งนั้นอัครมหาเสนาบดีในหลงจงตุ้ย เสนอแก่หลิวเป่ยว่า “ปราบใต้ ปรองดองหนานอี๋”
ทว่าตอนนี้ตรงไหนกันที่เรียกว่า “ปรองดองหนานอี๋”
จะว่า “กลืนกินหนานอี๋ทั้งเป็น” ยังใกล้ความจริงกว่า ถึงขั้นกลืนทั้งหนังทั้งกระดูกลงไปไม่แม้แต่จะเคี้ยว
เจ้าบ้านนอกเฟิงรู้ตัวว่าตนไม่มีใจแข็งกระด้างถึงเพียงนั้น
หลี่อี๋เห็นพี่ใหญ่ถ่อมตัว ไม่อยากอวด ก็เลยหัวเราะแห้งๆ พลางผสมโรง “ใช่ๆ กลยุทธ์ของอัครมหาเสนาบดีเกรียงไกรจริง แต่เสบียงทัพที่พี่ถวายขึ้นไปนั้นก็เป็นความชอบใหญ่เหมือนกัน”
นึกถึงเรื่องนี้ เจ้าบ้านนอกเฟิงก็ต้องยอมซูฮกอัครมหาเสนาบดี
ตนเพื่อจะได้มาฮั่นจง จึงถวายเสบียงขึ้นไป
เดิมคิดเพียงว่าอัครมหาเสนาบดีรบเหนือรบใต้ล้วนติดขัดเรื่องเส้นทางลำเลียง แม้เสบียงชนิดนี้จะแทนข้าวของทัพไม่ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็บรรเทาข้อจำกัดด้านลำเลียงลงบ้าง คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายไม่รีบเอาไปใช้ แต่กลับเอาไปขายก่อน
แถมยังขายจน “เกิดเรื่องเป็นชิ้นเป็นอัน” ขึ้นมาด้วย
จะไม่ให้เขายอมคำนับได้อย่างไร
“ฉะนั้นอาศัยความชอบของพี่เหล่านี้ เลื่อนตำแหน่งขึ้นอีกก็สมควรแล้ว”
“เลือกจังหวะลมแรงเช่นนี้มาเลื่อนตำแหน่งให้ข้า…”
เฟิงหยงหาใช่คนโง่ คิดอยู่ครู่ก็ถามว่า “อัครมหาเสนาบดีคิดจะประกาศแก่หล้าให้รู้ว่า ข่าวลือทั้งหลายนั้นไม่จริงใช่หรือไม่”
“ถูกแล้ว แม้สืบหาอย่างเปิดเผยไม่ได้ แต่ใช่ว่าจะสืบในที่ลับไม่ได้ คำพูดสู้เขาไม่ได้ เราก็ ‘ทำให้ดู’ เป็นคำอธิบายให้พวกเขาเห็น” ใบหน้าหลี่อี๋ฉายแววชื่นชม “พี่ใหญ่มองการณ์ได้เฉียบคมจริงๆ”
“แล้วสืบได้อะไรบ้าง”
เมื่อครู่พอได้ยินว่าให้ต้องทนไว้ แม้จะรู้ว่าหากตนมือไปปั่นป่วนในตอนนี้ ยิ่งจะตกอยู่ในแผนของคนอื่น แต่ในใจเฟิงหยงก็ยังคุกรุ่น
พอได้ยินว่าอัครมหาเสนาบดีสั่งสืบลับ เขาย่อมอยากรู้ว่ามีเบาะแสอย่างไร
“เรื่องนี้ซับซ้อนนัก”
หลี่อี๋ส่ายหน้า “อัครมหาเสนาบดีก็มิได้เล่าแก่ข้ามาก บอกเพียงว่า ทั้งเหนือทั้งใต้ล้วนมีเอี่ยว กระทั่งตงอู๋เองก็มิแน่ว่าจะไม่เกี่ยว”
สรุปก็คือบรรดาหมูสมองทื่อที่อยากแต่งกับจางซิงอี้ โดนผู้อื่นหยิบไปใช้ประโยชน์น่ะสิ
หากเป็นสมัยก่อนที่ต้าฮั่นแผ่นดินสงบสุข ข่าวลือพวกนี้ก็แค่เรื่องปัดมือทิ้ง
แต่ในยามเช่นนี้ เพลงเด็กหรือคำลือในหมู่ชาวบ้าน ก็มีอำนาจสังหารที่ไม่น้อยเลย
เฟิงหยงเม้มปากเบ้หน้า อัครมหาเสนาบดีไม่อยากเล่าให้หลี่อี๋ฟัง ที่จริงก็คือไม่อยากเล่าให้ตนฟัง
เกรงว่ายังกลัวว่าตนจะรู้ลงไปว่า ที่แท้ใครกันที่เป็นคนปล่อยข่าวลือขึ้นมาเป็นคนแรก
เพราะฉะนั้น อัครมหาเสนาบดีจึงให้ตนเลื่อนตำแหน่ง แม้จะมีความชอบดังที่หลี่อี๋ว่า แต่ก็มิแน่ว่าไม่มีความหมายของการปลอบขวัญตนอยู่ด้วย
“เมื่อข้าเลื่อนเป็นเจ้ากรมดูแลการเกษตรแห่งอี้โจว แล้วอี้เหวินกับจื่อสือเล่า”
จ้าวควงกับหวังซวินในฐานะมือซ้ายมือขวาของเฟิงหยง ตามหลักแล้วก็ควรเลื่อนตามขึ้นมาด้วย
หลี่อี๋พอได้ยินก็ทำหน้าตื่นเต้น “อัครมหาเสนาบดีหาได้พูดถึงไม่”
จ้าวควงกับหวังซวินไม่เลื่อนตำแหน่ง แล้วเจ้าดีใจอะไร
เฟิงหยงมองหลี่อี๋อย่างประหลาดใจเล็กน้อย
“คณะของฟ่านเอ้อพอได้ยินข่าวลือจากจิ่งเฉิง ก็มีคนจะย้อนกลับหนานจงทันที แม้แต่ฟ่านเอ้อเองก็ยังหนักใจนัก”
แต่หลี่อี๋กลับไม่รับคำต่อ ใบหน้ายิ่งยิ้มกว้างขึ้น “ข้าได้ยินข่าวจากอัครมหาเสนาบดีว่าพี่จะเลื่อนเป็นเจ้ากรมดูแลการเกษตรแห่งอี้โจว ก็เลยให้คำมั่นแก่ฟ่านเอ้อว่า พี่สามารถให้บุตรวงศ์ของเขาเข้าสู่ทางขุนนางได้ เขาถึงได้วางใจยอมมาที่นี่”
“เหวินเซวียนครั้งนี้ออกจะหุนหันไปหน่อย เรื่อง ‘เข้าสู่ทางขุนนาง’ จะไปให้สัญญากันง่ายๆ อย่างนี้ได้อย่างไร”
เฟิงหยงสะดุ้งโหยง “เจ้าจะโยนเรื่องนี้ใส่หัวข้าก็เถอะ อย่างน้อยต้องถามความเห็นข้าก่อนจึงจะถูก”
ให้หลี่อี๋ไปตามหาทายาทของจางจ้งจิ้ง เฟิงหยงให้สัญญาไว้ก็เพียงเปิด “หอแพทย์” ให้พวกเขา นั่งตรวจคนไข้อย่างสมฐานะ และให้วิชาความรู้ถ่ายทอดอย่างเปิดเผยสืบไป
อย่างน้อยในอาณาเขตของตนเอง ก็จะประกันได้ว่า “หมอ” จะไม่ถูกดูแคลน
ไม่ถูกดูแคลน มีกินมีใช้ และสอนได้กว้างขวาง ไม่ต้องกลัวว่าวิชาจะขาดสูญ ต่อให้เป็นหมอ ก็ถือเป็นเรื่องวิเศษหายากในโลกนี้แล้ว
เวลานี้บุตรหลานตระกูลดี จะมีกี่คนที่ยอมเดินรอยจางจ้งจิ้ง ยอมลดตนไปเป็น “ชนชั้นต่ำ” กันเล่า
ฉะนั้นหมอแม้มีวิชา ก็ใช่ว่าจะหาศิษย์สืบทอดได้ง่าย
แต่เจ้าบ้านนอกเฟิงมือมีทาสมากไม่ใช่หรือ
อยากได้ทะเบียนบ้านหรือ แต่ไม่มีพรสวรรค์ด้านการเรียนหรือ
ไม่เป็นไร ขอเพียงยอมตามหมอไปเล่าเรียน ไม่ต้องให้กลายเป็นหมอเอก ขอเพียงมีวิชารักษาพื้นฐานก็เพียงพอ
วางใจได้ ในนครอุตสาหกรรมทอผ้าไม่มีชนชั้นต่ำ ล้วนขึ้นทะเบียนเป็นชนชั้นดีทั้งสิ้น
ต่อคนนอกจะเรียกว่าคนทอผ้าหรือคนเลี้ยงวัว ก็นับเป็น “ชาวนา” อย่างหนึ่ง
ทอผ้ากับต้อนวัว ใครกล้าพูดว่าไม่ใช่เกษตรกร
ส่วนเรื่องรักษาคนไข้ ล้วนเป็นงานเสริม เข้าใจคำว่างานเสริมหรือไม่
ดุจชาวนาทั่วไป พอเสร็จงานไร่นาก็ทำไถไม่กี่เล่ม จะไปเรียกเขาว่าช่างฝีมือได้หรือ
แต่พอเป็น “ขุนนาง” นั่นคือก้าวเข้าสู่ “ประตู” แล้ว แม้มิใช่ประตูตระกูลสูงศักดิ์แต่เป็นตระกูลยาก ก็ยังนับว่าเป็น “ประตู” อยู่ดี
จากชนชั้นต่ำจะให้ก้าวสู่เส้นทางขุนนาง แม่งเอ๊ย หมอเทวดาอย่างฮัวโถวยังไม่อาจทำให้เฉาเชายอมคลายปาก เฟิงหยงไอ้บ้านนอกคนหนึ่งจะไปเอาอำนาจจากที่ใดมาเปลี่ยนชนชั้นในสังคมได้
เพียงแต่หลี่อี๋กลับเอ่ยอีกประโยค ทำเอาเฟิงหยงตกใจจนแทบจะกระโดดขึ้นมา
………………….