- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 309 - มัดพวกมันไว้
309 - มัดพวกมันไว้
309 - มัดพวกมันไว้
309 - มัดพวกมันไว้
“เจ้าปล่อยให้สตรีตระกูลหลี่คนนั้นเข้ามาเป็นคนดูแลกิจการแล้วหรือ”
หวงอู่เตี๋ยถือหมั่นโถวอยู่ในมือข้างหนึ่ง อีกข้างถือถ้วยน้ำแกง ซดน้ำแกงไปครึ่งถ้วยแล้วกลืนหมั่นโถวในปาก ก่อนจะถามด้วยความสงสัย
“ใช่”
เฟิงหยงพยักหน้าแล้วหันไปมองกวนจี้ที่อยู่ด้านข้าง อธิบายว่า “ซานเหนียงไม่ชอบดูแลเรื่องพวกนี้ ข้าก็เลยอยากหาผู้ที่ทำได้เก่งๆ พอเห็นว่าหลี่มู่เหมาะสมดี จึงอยากให้ลองทำดู”
“เชอะ!”
หวงอู่เตี๋ยปรายตามองกวนจี้แวบหนึ่ง ก่อนกลอกตาแล้วเอ่ยถาม “เฟิงหลางจวิน ตำแหน่งคนดูแลโรงทอผ้านี้ สามารถสั่งการโรงอาหารได้ด้วยหรือไม่”
“คนดูแลใหญ่ของโรงทอผ้าต้องคุมทุกเรื่องในโรง ดังนั้นย่อมคุมโรงอาหารด้วยเช่นกัน”
ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาหวงอู่เตี๋ยก็เป็นประกายทันที “ถ้าเช่นนั้น หากนางไม่อยากทำ ท่านเฟิงก็มอบตำแหน่งให้ข้าเถอะ เรื่องดีๆ แบบนี้ กลับมีคนไม่อยากได้”
กวนจี้ที่กำลังใช้แขนเสื้อปิดหน้าเพื่อกินข้าวอยู่นั้น เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าวก็หัวเราะเย้ยหยันทันที วางถ้วยในมือแล้วกล่าวอย่างเย็นชา “แล้วเจ้าจะทำอะไรได้ นอกจากรอคอยอยู่ในโรงอาหารเพื่อกินทุกวัน เจ้านอกจากกินแล้วทำอะไรได้อีกหรือ”
“ใครว่าข้าจะรออยู่ในโรงอาหารเพื่อกินทุกวัน”
หวงอู่เตี๋ยไม่ทนอีกต่อไป พลันขนลุกชันราวกับแมวป่า “ข้าจะสั่งให้คนในโรงอาหารทำของที่ข้าชอบกินทุกวันต่างหาก! วันนี้ข้าอยากกินบ๊ะจ่าง แต่แม่อาเหมยกลับไม่ยอมทำให้”
“หา?”
อาเหมยที่ยืนรอรับใช้ด้านข้างถึงกับตกใจ รีบเอ่ยเสียงอ่อน “แม่นางหวง...บ๊ะจ่างเนื้อเค็มนั้น...นายท่านยังไม่ได้สั่งให้บ่าวทำ”
เฟิงหยงถึงกับยกมือกุมศีรษะ สตรีสองนางนี้ เพิ่งทะเลาะกันไปหยกๆ แต่แม้แต่ตอนกินข้าวยังไม่ยอมสงบอีก
“อาเหมย อย่าไปสนใจนางเลย” กวนจี้ปกติเป็นคนเงียบสงบ แต่เมื่อเจอหวงอู่เตี๋ยก็ราวกับไฟเจอเชื้อไม้ พลันลุกพรึบขึ้นมา
นางเหลือบตามองอีกฝ่ายอย่างดูแคลน “เจ้าเติบโตมากับฝูงสัตว์ป่า ขนาดให้เนื้อสด เจ้าก็กินได้ไม่ต่างกัน”
โอ้โฮ...คำพูดนี้มันเสียดแทงจนแทบชี้หน้าด่าเลยทีเดียว
“กวนซีเหนียง เจ้าทำตัวสูงส่งไปเถอะ กินข้าวยังต้องยกแขนเสื้อ คิดว่าทำแบบนั้นแล้วข้าจะไม่รู้ว่าตัวเจ้าก็เป็นลูกนักโทษหนีคดีหรือ”
คำพูดของหวงอู่เตี๋ยยิ่งคมคายและเจ็บแสบ
เมื่อครั้งอดีต กวนอูเคยก่อเรื่องจนต้องหนีออกจากบ้าน คำพูดนี้จึงแทงใจดำเข้าเต็มๆ
เห็นทีสองนางกำลังจะลุกขึ้นตบตีอีกรอบ เฟิงหยงรีบแทรกขึ้น “พอเถอะๆ กินข้าวกันต่อ...”
“กินเสร็จแล้ว”
สองสตรีตอบพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง
เจ้าบ้านนอกเฟิงถึงกับอ้าปากค้างพูดไม่ออก
หวงอู่เตี๋ยเดินนำออกไปก่อนพลางพูด “ข้าจะไปรอเจ้าข้างนอก”
กวนจี้หัวเราะเย็น ลุกขึ้นยืนตาม “ข้าจะกลัวเจ้าหรือ”
ทั้งสองออกไปทีละคน และไม่นานเสียงปะทะกันก็ลอยเข้ามาถึงในบ้าน
เฮ้อ!
เจ้าบ้านนอกเฟิงถอนหายใจยาว หยิบถ้วยข้าวเดินไปหน้าประตูแล้วตะโกนออกไป “อย่าทำให้ต้นชาที่เพิ่งปลูกหักเชียว ต้นนั้นข้าลำบากหามานานกว่าจะเจอบนเขา”
…
หน้าประตูจวนผู้ว่าการเขตหนานจง
หวังผิงยืนอยู่พร้อมเหล่าขุนนาง ขึ้นคอยชะเง้อมองไปยังทิศทางด้านหน้า
ไม่นานนัก ก็เห็นแม่ทัพผู้หนึ่งขี่ม้าศึกกลับมาพร้อมทหารคุ้มกัน
“ท่านผู้ว่าการ ท่านกลับมาแล้ว”
หลี่ฮุ่ยควบม้ามาหยุดตรงหน้า พลันกระโดดลงจากหลังม้า
หวังผิงรีบออกมาต้อนรับ
หลี่ฮุ่ยพยักหน้า “หลายวันมานี้ท่านแม่ทัพต้องลำบากดูแลจวนผู้ว่าการแทนข้า”
ในยามที่หนานจงเกิดกลียุค หวังผิงในฐานะรองแม่ทัพของหลี่ฮุ่ยถูกสั่งให้คงอยู่ในจวนผู้ว่าการ เพื่อรักษาความสงบ ดังนั้นต่อให้หลี่ฮุ่ยกลับมา ก็ไม่สามารถพาทหารออกไปต้อนรับได้
“ท่านผู้ว่าการนำทัพปราบกบฏต่างหากที่ลำบากกว่า”
หวังผิงรีบตอบ
“ข้าได้รับข่าวจากท่านแม่ทัพ จึงเร่งรีบกลับมา” หลี่ฮุ่ยก้าวนำเข้าไปในจวนพร้อมกล่าวต่อ “แล้วทูตจากอิงชางเป็นอย่างไรบ้าง”
“เรียนท่านผู้ว่าการ ข้าน้อยได้ให้คนจัดที่พักและคุ้มกันอย่างดี ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใกล้พวกเขาได้”
“ดีมาก เรื่องนี้สำคัญยิ่ง ท่านแม่ทัพรอบคอบระมัดระวัง จัดการได้เหมาะสมยิ่ง”
หลี่ฮุ่ยเอ่ยชมเชย
เขายื่นหมวกเหล็กให้บ่าวรับไป ทั้งชุดเกราะยังไม่ได้ถอดด้วยซ้ำ ใบหน้ายังเต็มไปด้วยความเร่งรีบ “มาเถอะ พาคนเหล่านั้นเข้ามา”
ผู้ที่อ้างตนเป็นทูตจากอิงชางมีทั้งหมดห้าคน หลายวันมานี้พวกเขาได้รับการดูแลอย่างดี แต่กลับถูกควบคุมตัวอย่างเข้มงวด ไม่ได้พบใครเลยนอกจากทหารที่นำอาหารมาให้
แม้จะถูกตรวจค้นตัวอย่างน้อยสองครั้งแล้ว แต่ก่อนจะถูกพาตัวมาเข้าเฝ้าหลี่ฮุ่ย พวกเขายังคงถูกตรวจค้นอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าไม่มีอาวุธติดตัวแม้แต่น้อย
ความระมัดระวังเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
แต่ทันทีที่หลี่ฮุ่ยเห็นคนเหล่านั้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
ยังไม่ทันให้ฝ่ายตรงข้ามเอ่ยปาก หลี่ฮุ่ยก็ตบโต๊ะลุกพรวดขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ตะโกนลั่น “มัดพวกมันให้หมด!”
หวังผิงได้ยินดังนั้น ใจถึงกับกระตุกวูบโดยไม่ทันคิดอะไร รีบก้าวขึ้นมาขวางหน้าหลี่ฮุ่ย แล้วชักกระบี่คู่กายออกมาอย่างรวดเร็ว
ท่านผู้ว่าการคือเสาหลักของหนานจง หากเกิดอันตรายขึ้นมา เขาหวังผิงคงไม่อาจหลีกเลี่ยงโทษได้เป็นแน่
หลี่ฮุ่ยในฐานะผู้ว่าการหนานจง ย่อมมีองครักษ์คุ้มกันติดตามอยู่แล้ว
ยิ่งเมื่อยังไม่แน่ชัดว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร เหล่าคนสนิทที่อยู่ข้างกายเขาต่างก็ระมัดระวังเป็นพิเศษ พอได้ยินเสียงเรียกเช่นนั้น เหล่าข้าราชการที่อยู่รอบกายรวมทั้งทหารยามหน้าประตูก็พุ่งเข้ามา ล้อมจับทั้งห้าคนนั้นอย่างแน่นหนาในทันที
ทว่าตรงกันข้ามกับความตื่นตระหนกของพวกเขา คนทั้งห้ากลับดูเหมือนจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ไม่มีการขัดขืนแม้แต่น้อย ซ้ำยังยินยอมให้ทหารควบคุมตัวไปแต่โดยดี
“ท่านผู้ว่าการหลี่ นี่คือวิธีต้อนรับแขกของท่านกระนั้นหรือ”
แม้ชายผู้เป็นหัวหน้าจะถูกกดจนขยับไม่ได้ ใบหน้ากลับเรียบเฉย เขาเชิดหน้าขึ้นอย่างยากลำบากแล้วกล่าวขึ้น
หลี่ฮุ่ยแปลกใจที่อีกฝ่ายให้ความร่วมมือ แต่ก็หัวเราะเบาๆ พลางลูบเครา “คนทรยศตั้งแต่เมื่อใดถึงได้กลายเป็นแขกของจวนผู้ว่าการกัน”
ชายผู้นั้นเผยรอยยิ้มขมขื่น “หากไม่ทำเช่นนี้ เกรงว่าจะยังไม่ทันได้พบผู้ว่าการหลี่ก็ถูกสับเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว ข้าจึงต้องใช้กลอุบายนี้ ข้ามิได้มีเจตนาร้าย ขอท่านโปรดพิจารณาให้ถี่ถ้วน”
พูดพลางขยับตัวเล็กน้อย แต่เพราะถูกกดไว้แน่นจนขยับไม่ได้เลยเอ่ยขึ้นอีก “ท่านผู้ว่าการหลี่ ปล่อยให้ข้าได้หายใจบ้างได้หรือไม่”
………