- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 307 - CEO คนใหม่
307 - CEO คนใหม่
307 - CEO คนใหม่
307 - CEO คนใหม่
หลี่มู่มองเฟิงหยงด้วยสายตาแฝงความตระหนกเล็กน้อย ไม่คิดว่าเฟิงหยงจะมองทะลุถึงความคิดของนางได้ในทันที
เฟิงหยงยิ้ม รู้สึกว่ามันช่างน่าสนใจนัก
“ท่านเฟิงคิดว่าข้าน้อยตลกหรือ”
หลี่มู่ก้มหน้าลงในที่สุด ใบหน้าแดงซ่านเพราะทั้งเขินทั้งโกรธที่ถูกเปิดโปงความลับในใจ
“ตลกตรงไหนกัน หรือเมื่อครู่หลี่เหนียงจื่อไม่ได้ยินสิ่งที่ข้ากล่าวหรือ นี่มันคือจิตใจที่ไม่ยอมแพ้บุรุษเลยทีเดียว”
แต่เดิมที่เฟิงหยงตั้งกฎว่าต้อง “รับรองเฉพาะบุคคลไม่ใช่ตระกูล” นั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะกวนจี้และจางซิงอี้
สำหรับกวนจี้ เจ้าบ้านนอกเฟิงมีความคิดเล็กๆ ที่ไม่สะอาดอยู่ในใจมาตลอด จึงตั้งใจไว้ว่าหากตระกูลกวนไม่อยากให้กวนจี้แต่งกับตน หุ้นส่วนนั้นก็สามารถใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนได้
พอสินสอดพร้อม บวกกับความพยายามของเขา ความเต็มใจของกวนจี้ และความช่วยเหลือจากหวังเยว่อิง ต่อให้กวนซิงไม่พอใจเขาแค่ไหน ก็ขวางไม่อยู่
ส่วนจางซิงอี้นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หากวันหนึ่งเขาได้แต่งกับกวนจี้ แล้วทำให้บางคนต้องผิดหวัง อย่างน้อยหุ้นส่วนนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้จางซิงอี้ได้เลือกคู่ครองเอง ไม่ต้องถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอีกต่อไป
นี่ถือเป็นการชดเชยเล็กๆ สำหรับสาวน้อยคนนั้น
แต่เจ้าบ้านนอกเฟิงไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า แผนที่วางไว้ยังไม่ทันได้ใช้ ก็กลับมีสตรีอีกคนที่เดินเกมแบบเดียวกับเขาเสียแล้ว มันทำให้เขารู้สึกเหมือนเจอคนที่คิดคล้ายกันจริงๆ
“ถ้าหลี่เหนียงจื่ออยากจะให้ชีวิตของตนเองไม่ต้องถูกควบคุมโดยผู้อื่น ข้าพอมีความคิดอยู่บ้าง”
เจ้าบ้านนอกเฟิงมองหญิงสาวตรงหน้า จู่ๆ ก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาในใจ เขารู้สึกว่าอาจจะช่วยนางได้
ถึงจะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่นางพูดมาทั้งหมดเป็นความจริงหรือไม่ แต่เฟิงหยงก็ไม่สนใจ ขอเพียงให้นางกลายเป็นตัวอย่างเท่านั้นก็พอ
“ท่านเฟิงจะสั่งสอนข้าน้อยหรือ”
หลี่มู่เงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและยินดี แต่ก็ยังแฝงด้วยความไม่อยากเชื่อ
“เจ้าควบคุมการค้าผ้าขนสัตว์ของตระกูลหลี่ได้ก็จริง ทำให้เจ้ามีสิทธิ์มีเสียงในตระกูล แต่ก็อาจจะทำให้เจ้าต้องเป็นที่อิจฉาของคนในตระกูลด้วย เจ้าคิดถึงเรื่องนี้บ้างหรือไม่”
เฟิงหยงยิ้มถาม
“นั่นไม่เป็นปัญหา” หลี่มู่ยิ้มอย่างมั่นใจ “ที่ข้าน้อยมาที่นี่ ก็เพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับท่านเฟิง เพียงบอกกับคนในตระกูลว่าข้าน้อยทำสำเร็จแล้ว จนท่านเฟิงไว้ใจและยอมมอบการค้าผ้าขนสัตว์ให้ ข้าน้อยก็จะไม่มีใครสงสัย”
“แล้วเจ้ามาใกล้ชิดข้าเพื่อสิ่งใด”
เฟิงหยงถามขึ้นทันที
หลี่มู่เหลือบมองเขาด้วยสายตาหวานเยิ้ม “ท่านเฟิงอยากรู้จริงหรือ”
“แน่นอน”
ในเมื่อเปิดปากพูดแล้ว เฟิงหยงก็อยากฟังให้ชัด
“ดูจากท่าทางของท่านเฟิงแล้ว คงรู้แต่แรกว่าข้าน้อยมีเจตนาอื่นใช่หรือไม่”
“อืม พอเดาออกอยู่บ้าง”
เฟิงหยงพยักหน้า ไม่คิดจะปิดบัง ยิ่งหญิงสาวตรงหน้าพูดมากขึ้นเท่าไร เขาก็จะได้ข้อมูลมากขึ้น เพื่อจะได้แยกแยะว่าคำพูดใดเป็นความจริง
“ท่านเฟิงมีนางพยัคฆ์ตระกูลกวนคอยอยู่เคียงข้าง งดงามจนหาผู้ใดเปรียบมิได้ ข้างกายก็ยังมีสาวใช้รูปโฉมงดงามคอยรับใช้ ในจิ่งเฉิงนั้น จางซิงอี้ก็คิดถึงท่านอยู่ทุกขณะ”
“ในจิ่งเฉิงจึงมีคำลือว่าท่านเฟิงชอบสตรี คำลือนี้อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่คำว่า ‘ชอบ’ นั้นก็อาจไม่ผิดนัก”
หลี่มู่ปรายตามองเขาอีกครั้ง แววตายิ่งเย้ายวนกว่าเดิม “ข้าน้อยที่ถึงกับทำให้เหลียวหลี่อยากได้ตัว ก็คิดว่าตนเองพอมีรูปโฉมอยู่บ้าง จึงอยากลองดูว่า จะเข้าตาท่านเฟิงได้หรือไม่…”
ข้าสาบานเถอะ!
อสูรเฒ่าจูเก๋อ!
ในสายตาของเจ้า ข้ากลายเป็นคนแบบนั้นแล้วหรือ!
เจ้าบ้านนอกเฟิงถึงกับตะลึง ไม่คิดเลยว่าจุดประสงค์ของหลี่มู่จะตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้ แผนล่อบุรุษชัดๆ
ชอบสตรีนักหรือ
ใช่สิ ชอบนักล่ะสิ!
ถึงแม้นางจะบอกว่าเป็นความคิดของนางเอง แต่เจ้าบ้านนอกเฟิงกล้าพนันเลยว่าถ้าไม่มีอสูรเฒ่าจูเก๋อคนนั้นหนุนหลัง เรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้นแน่
ตอนอยู่จิ่งเฉิง เขายังไม่เคยเห็นอสูรเฒ่าจูเก๋อสกปรกถึงเพียงนี้
แล้วใครกันที่ยุยงให้มันคิดแผนเลวนี้ขึ้นมา
แล้วทันใดนั้นเขาก็นึกถึงคนที่น่ารำคาญที่สุดขึ้นมาได้
ใช่แล้ว คนผู้นั้นแซ่หม่า ชื่อซู่ ชื่อรองโหย่วฉาง ฉายาว่าม้าปากมาก
ม้าปากมากเอ๋ย ตอนนั้นเจ้าฟังบทกลอน “ฉางอันสิง” แล้วบอกว่าจะช่วยข้า นี่หรอกหรือคือวิธีช่วยของเจ้า?
เจ้าบ้านนอกเฟิงถึงกับตัวสั่น มองหลี่มู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว “หลี่เหนียงจื่อ เจ้าสนใจมาทำงานที่โรงทอผ้าของข้าหรือไม่ ถ้าเจ้ามา ข้ารับประกันได้เลยว่าไม่มีใครในตระกูลหลี่กล้ามาก้าวก่ายเจ้าอีก”
ในเมื่อมีคนยื่นโอกาสมาให้ถึงที่ เขาจะไปกลัวอะไร
ชอบสตรีก็ช่างเถอะ ในโรงทอผ้าของเขายังมีสตรีอีกเป็นร้อยที่ทำงานอยู่ในอาคารหลังใหญ่ เพิ่มอีกคนจะเป็นไรไป
กวนจี้มีนิสัยเย็นชา อาเหมยก็อ่อนโยนเกินไป ไม่มีใครเหมาะกับการเป็นผู้จัดการจริงๆ
แต่หลี่มู่นั้นต่างออกไป นางมีทั้งความทะเยอทะยาน เล่ห์เหลี่ยม และสายตาแหลมคม เหมาะสมที่สุดที่จะเป็น “ซีอีโอ” คนใหม่
จากบทสนทนาที่ผ่านมา ทำให้เฟิงหยงรู้ได้ทันทีว่าในใจของนางต้องมีความคับแค้นอยู่แน่นอน
และความคับแค้นนั้นมิใช่แค่เพียงถูกบีบบังคับให้แต่งกับเหลียวหลี่อย่างที่นางเอ่ยออกมาอย่างแน่นอน
นางคับแค้นต่อสกุลหลี่ คับแค้นต่อเหลียวหลี่ และต่อเขา...ก็คงไม่พ้นต้องมีคับแค้นอยู่บ้างเช่นกัน
ทีแรกถูกบังคับให้แต่งกับเหลียวหลี่ ต่อมาก็ถูกบังคับให้มาล่อลวงเขา
ดูจากคำพูดที่นางใช้ประณามเหลียวหลี่อย่างรุนแรงแล้ว ภาพลักษณ์ของเขาในใจนางก็ใช่ว่าจะดีไปกว่ากัน
หากเป็นความคับแค้นของหญิงสาวทั่วไป เฟิงหยงก็มักไม่เคยใส่ใจอยู่แล้ว ในโลกนี้มีชายหญิงโง่เขลามากมาย เขาจะไปสนใจไหวหรือ
แต่หากเป็นหญิงที่ทั้งทะเยอทะยานและเจ้าเล่ห์มีปัญญา แล้วเกิดความคับแค้นต่อเขา เช่นนั้นก็ต้องให้ความสำคัญแล้ว
ตัวอย่างที่ดีอย่างหนึ่งก็คือความคับแค้นของ*หม่าฮูหยิน
เพื่อการล้างแค้น นางถึงกับยอมพลิกแผ่นดินยุทธภพจนแทบพินาศครึ่งหนึ่ง
เซียวเฟิงนั้นเก่งกาจเพียงใดเล่า?
เป็นถึงประมุขสำนักที่ใหญ่ที่สุดในใต้หล้า มือเดียวใช้ฝ่ามือพิชิตมังกรสิบแปดท่าโจมตีจนไร้ผู้ต่อกร ปรากฏกายทีไรเพลงบรรเลงคลอไปทุกครา แต่เพียงเพราะปฏิเสธการยั่วยวนของฮูหยินหม่า ก็ทำให้นางเจ็บแค้นจนคิดแผนร้าย จนสุดท้ายเขาต้องตกต่ำย่อยยับ
ส่วนสตรีเช่นหลี่มู่ผู้นี้ ในใจมีความคับแค้น เพื่อให้ตนเองไม่ถูกผู้ใดชักใยอีก ถึงกับยอมแลกผลประโยชน์ของตนเพื่อได้ช่องทางค้าขายผ้าขนสัตว์
แล้วใครจะกล้ายืนยันว่านางจะไม่กลายเป็นฮูหยินหม่าในอีกร่างหนึ่ง?
……….
(หม่าฮูหยินเป็นตัวละครหญิงในเรื่อง 8 เทพอสูรมังกรฟ้า เป็นหญิงงามมีจิตใจคับแคบ ในเรื่องนางเคยพบกับเคียวฮง(เซียวเฟิง)ประมุขพรรคกระยาจกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเป็นภรรยาของผู้ใต้บังคับบัญชาเคียวฮงจึงไม่ได้แสดงท่าทีลุ่มหลงในตัวนางเหมือนกับบุรุษผู้อื่น นางจึงเจ็บแค้นและวางแผนทำลายชีวิตของเคียวฮง)