- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 301 - บ๊ะจ่าง
301 - บ๊ะจ่าง
301 - บ๊ะจ่าง
301 - บ๊ะจ่าง
ในสมัยโบราณ ตราบใดที่เป็นถั่ว ล้วนถูกเรียกว่า "ซู๋" และเป็นหนึ่งในธัญพืชห้าชนิด
จนถึงสมัยราชวงศ์ฮั่น คำว่า "ถั่ว" ถึงเริ่มแพร่หลาย และเริ่มมีการจำแนกประเภทออกมา
ถั่วที่ปลูกกันมากที่สุดคือถั่วเหลือง ส่วนถั่วเขียวก็มีปลูกบ้างแต่ไม่มาก
ดีที่พี่สาวหวง ซึ่งเป็นเศรษฐีใหญ่แห่งฮั่นจง มีที่ดินกว้างขวางและปลูกถั่วเขียวไว้บ้าง
อีกทั้งยังเคยฝากคนมาบอกว่า ใกล้จะเข้าฤดูร้อนแล้ว อยากส่งถั่วเขียวมาช่วยให้น้องชายคลายร้อน
เฟิงหยงจึงถือว่าถั่วเขียวเหล่านั้นตกเป็นของตนเรียบร้อย
"ถ้าพี่ใหญ่ต้องการหาข้าวเหนียว ก็น่าจะลองไปถามสตรีตระกูลหลี่ดู"
กวนจี้พลันนึกขึ้นได้ "ตระกูลหลี่สายที่หกนั้นยังถือเป็นตระกูลใหญ่ ข้าวเหนียวมักถูกใช้เพื่อบำรุงธาตุในกระเพาะ"
"แต่ซานเหนียงก็เคยบอกนี่ว่า ข้าวเหนียวนั้นปลูกกันน้อยนัก กว่าจะมาถึงฮั่นจงจากจิ่งเฉิงก็คงยากไม่น้อย"
เฟิงหยงพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่คาดหวังเท่าไร
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก" กวนจี้ส่ายหน้าแล้วยิ้ม "พี่ใหญ่ลืมหรือว่า ข้าเพิ่งบอกไป ข้าวเหนียวนั้นใช้บำรุงธาตุในกระเพาะ"
"ถ้าสตรีตระกูลหลี่และบุตรชายตระกูลหลี่เป็นที่รักของตระกูลจริงๆ พวกเขาย่อมต้องพกข้าวเหนียวติดมาด้วย เพื่อเผื่อว่ามาอยู่ที่ฮั่นจงแล้วไม่ชินกับน้ำดิน จะได้ใช้ข้าวเหนียวบำรุงร่างกาย"
อืม… ฟังดูมีเหตุผลไม่น้อย!
แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขากินข้าวเหนียวหมดไปแล้วหรือยัง?
เมื่อต้องไปขอแน่นอนว่าต้องไปหาหลี่ชิว เพราะถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็นสายญาติที่แยกกันออกมาหลายร้อยปีแล้ว
หลี่ชิวแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมเฟิงหยงถึงอยากได้ข้าวเหนียว แต่เขารู้ดีว่าข้าวเหนียวบำรุงร่างกาย จึงไม่ได้ซักถามอะไรนัก รีบหยิบมาให้ทันที
การขอยืมอาหารถือเป็นเรื่องขายหน้า แต่สำหรับเฟิงหยงนั้นไม่ใช่ปัญหา
ฝ่ายหนึ่งยืมด้วยความมั่นใจ อีกฝ่ายก็เต็มใจให้ยืม
หลี่มู่ถึงกับเอ่ยขอโทษไม่หยุด บอกว่าข้าวเหนียวมีน้อย หากยังไม่พอใช้ จะให้คนที่บ้านส่งมาจากจิ่งเฉิงเพิ่ม
"เท่านี้ก็พอแล้ว ล้นเหลือแล้ว"
เฟิงหยงมองถุงข้าวเหนียวครึ่งถุง ก็พอใจแล้ว แค่ทำบ๊ะจ่าง คงใช้ไม่มากขนาดนั้น
ส่วนถั่วเขียวที่พี่สาวหวงเคยส่งมาให้นั้นถูกใช้จนหมด ทำให้จ้าวควงรีบตามมาทันที
ฝีมือทำอาหารของเฟิงหยงนั้น จ้าวควงย่อมรู้ดี
เมื่อนึกย้อนไป ในตอนที่เขาตัดสินใจปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านเฟิง ส่วนหนึ่งก็เพราะของกินในหมู่บ้านนั้นเอง
เมื่อมีแรงงานอย่างจ้าวควงมาส่งให้ถึงที่ เฟิงหยงก็ไม่เกรงใจ จับให้ช่วยโม่ถั่วเขียวในทันที
"ว่าแต่นานแล้วไม่ได้เจอหวงเหนียงจื่อเลย ไม่รู้ว่านางเป็นอย่างไรบ้าง?"
เฟิงหยงเอ่ยถามขณะกวาดถั่วเขียวที่โม่เสร็จแล้วใส่ภาชนะ ส่วนจ้าวควงก็ยังคงออกแรงหมุนโม่อยู่
สมัยที่เฟิงหยงยังอยู่ที่หนานเจิ้ง หวงอู่เตี๋ยเคยมาเยี่ยมถึงค่ายถึงสองครั้งก่อนเข้าหน้าหนาว แต่พออากาศเริ่มเย็นจัดก็ไม่เคยโผล่มาให้เห็นอีกเลย
หลังจากที่จ้าวควงไปยังหยางอันกวน นางก็ไม่เคยปรากฏตัวอีกเช่นกัน
"พี่สาวข้าทุกปีพอถึงฤดูหนาวก็มักกลับไปอยู่ที่จิ่งเฉิงอยู่แล้ว อย่างไรที่นั่นก็อากาศอุ่นกว่าฮั่นจง"
เฮ้อ... ชีวิตเศรษฐีหญิงช่างสุขสบายยิ่งนัก ฤดูหนาวก็ยังเลือกที่อบอุ่นเพื่อไปนอนหลบหนาวได้
สำหรับจ้าวควงที่ร่างกายผ่านการฝึกซ้อมอยู่เสมอ งานหมุนโม่เช่นนี้ง่ายดายราวปอกกล้วย เขาหมุนโม่ด้วยมือเดียวพลางเอ่ยต่อ "พอถึงต้นฤดูใบไม้ผลิพี่สาวข้าก็กลับมาฮั่นจง จากนั้นก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมไถหว่าน อีกอย่างทางราชสำนักเพิ่งออกกฎให้สามารถเช่ากำลังแรงงานได้ พี่สาวข้าก็เลยอยากฟื้นที่รกร้างกลับมาใช้ใหม่ เลยยุ่งจนไม่มีเวลามาหาเลย"
ฮึ เช่าแรงงานเช่นนั้นหรือ...
เมื่อได้ยินคำนี้ เฟิงหยงก็อดถอนหายใจในใจไม่ได้
ว่ากันว่าแรงงานหนึ่งคน ค่าเช่าเดือนละหนึ่งหมื่นเหรียญทองแดง(สิบตำลึง) ถ้าเกิดตายขึ้นมา ก็ต้องจ่ายค่าเสียหายถึงหนึ่งแสนเหรียญทองแดง
ตอนนี้เชลยศึกในฮั่นจงมีไม่ต่ำกว่าหลายพันคนแน่ๆ
หนึ่งเดือนก็หลายหมื่นหลายแสนเหรียญทองแดง หนึ่งปีก็ไม่ต่ำกว่าหลายล้าน บางทีอาจแตะถึงสิบล้าน
เจ้าเฒ่าจูเก๋อนี่มันโกยเงินได้สบายเกินไปแล้ว
ยังมีโรงทอผ้าอีก เอาข้าวเล็กน้อยไปหลอกพวกเผ่าหู แล้วโยนขนแกะที่รวบรวมมาให้พวกนั้น จากนั้นก็กวาดเอาผ้าครึ่งหนึ่งเข้ากระเป๋าตัวเอง
อยากไปค้าขายกับเผ่าหูที่จวี้เสียนยังต้องทำเรื่องขออนุญาต...
เฟิงหยงได้แต่สบถในใจว่า กรรมการดันลงมาเล่นเองแบบนี้ มันโกงชัดๆ
ทว่าเมื่อนึกถึงตอนนี้ที่ตนกำลังโกยข้าวจากตระกูลใหญ่ในจิ่งเฉิงด้วยการใช้ความได้เปรียบจากข้อมูลอยู่ เฟิงหยงก็ยิ้มเยาะในใจ
ถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า พอตระกูลเหล่านั้นรู้ตัวว่าถูกหลอก ก็คงจะสาปแช่งปักตุ๊กตาลงชื่อเฟิงหยงกันทั้งแถบ
ในสภาพเช่นนี้ สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือเกาะขาเฒ่าจูเก๋อเอาไว้แน่นๆ
ถ้าอย่างนั้นก็ต้องยอมรับสภาพไปเถอะ
เมื่อรู้ว่าเฟิงหยงจะลงมือทำกับข้าวเอง หลี่ชิวเดิมทีอยากจะท้วงติง แต่พอเห็นจ้าวควงยินดีช่วยโม่ถั่วเขียวอย่างไม่อิดออด และกวนจี้เองก็ยืนมองอยู่โดยไม่รู้สึกแปลกอะไร บวกกับข่าวลือสมัยอยู่จิ่งเฉิงเกี่ยวกับฝีมือทำอาหารของพี่ใหญ่ เขาก็เลือกจะปิดปากเงียบ
เพราะพี่ใหญ่ของเขา คนคนนี้ไม่เคยสนสายตาใครอยู่แล้ว
ถั่วเขียวโม่เสร็จ ก็ล้างน้ำแช่ไว้แล้วตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำ
ต่อไปก็ตักข้าวฟ่างที่แช่น้ำอุ่นไว้มาสะเด็ดน้ำ คลุกกับน้ำมันสัตว์และเกลือ
"ดูจากปริมาณน้ำมันและเกลือที่พี่ใหญ่ใส่ลงไป เกรงว่าในโลกนี้คงไม่มีบ๊ะจ่างที่ไหนอร่อยไปกว่านี้อีกแล้ว"
กวนจี้กับอาเหมยไม่อาจสอดมือเข้าช่วยได้ ได้แต่ยืนดูอยู่ข้างๆ
พอเห็นเฟิงหยงคลุกข้าวให้เข้ากับน้ำมันและเกลือจนทั่ว กวนจี้ก็เอ่ยขึ้น
ข้าอยากกินของดีแล้วใครจะว่าอะไรได้!
ในสายตาของเฟิงหยง ต่อให้เป็นฮ่องเต้ก็ยังเป็นพวกบ้านนอกตาดำๆ ที่ไม่มีแม้กระทั่งกระทะเหล็ก จะทำอาหารให้อร่อยได้อย่างไรกัน?
"ใบไผ่ล่ะ ต้มเสร็จหรือยัง?"
เฟิงหยงหันไปถามอาเหมยที่กำลังเตรียมตัวเรียนรู้การห่อบ๊ะจ่าง
"ล้างเสร็จแล้วเจ้าค่ะ"
อาเหมยรีบตอบก่อนจะวิ่งไปหยิบใบไผ่ที่ล้างสะอาดแล้วกลับมา
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม ก็ถึงเวลาลงมือทำบ๊ะจ่าง
เฟิงหยงนั่งเหยียดขา เอาใบไผ่มาวางซ้อนกันบนตัก ตักข้าวขึ้นมาวางบนใบไผ่ ใช้นิ้วกรีดเป็นร่องเล็กๆ โรยถั่วเขียวที่โม่แล้วทับลงไป ตามด้วยเนื้อกวางหมักเกลือชิ้นหนึ่ง
ถ้าได้เนื้อหมูสามชั้นมาทำบ๊ะจ่างก็จะถือว่าเป็นสูตรต้นตำรับแท้ๆ แต่ปัญหาคือ เนื้อหมูดีๆ นั้นหายากเหลือเกิน
ยิ่งยุคนี้เล้าเลี้ยงหมูก็มักจะอยู่ติดกับส้วมเสียด้วย ของเสียจากคนก็ปล่อยลงไปให้หมูกิน...
มันน่าขยะแขยงเสียจริง
พยาธิตัวตืดในหมูมันเกิดขึ้นได้อย่างไรเล่า?
ก็เพราะมันวนเวียนอยู่ทั้งในคนและหมูแบบนี้นั่นแหละ
อีกทั้งแม้คนสมัยโบราณจะรู้แล้วว่าถ้าตอนหมูแล้วเลี้ยงต่อไป เนื้อหมูจะนุ่ม อร่อย และอ้วนง่ายกว่า แต่เพราะเทคนิคการตอนยังไม่ดีพอ โดยเฉพาะการฆ่าเชื้อบาดแผล ทำให้หมูที่ถูกตอนตายไปมากกว่าครึ่ง
ดังนั้นหมูส่วนใหญ่ในยุคนี้จึงไม่ได้ถูกตอน เนื้อจึงมีกลิ่นสาบแรง
สำหรับคนในยุคที่มักหิวโหย การได้กินเนื้อถือเป็นเรื่องล้ำค่า จะมีกลิ่นหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับเฟิงหยงแล้ว เนื้อแบบนั้นกินไม่ลงแน่ๆ ดังนั้นจึงเลือกใช้เนื้อกวางแทน
เมื่อมีโรงทอผ้าขนาดใหญ่แล้ว เขาถึงเริ่มคิดสร้างฟาร์มเลี้ยงหมู โดยจะใช้เศษอาหารจากโรงครัวมาเลี้ยง
หากเลี้ยงจนได้เนื้อก็ถือว่าดี ถึงตัวเองจะไม่กิน แต่เอาไว้เป็นรางวัลให้กับคนงานก็เหมาะดี เพราะงานที่ใช้แรงหนักต้องได้รับพลังงานสูงเพื่อทดแทน
เนื้อสัตว์คือแหล่งพลังงานที่ดีที่สุดในตอนนี้
ต่อให้วันหนึ่งหมูติดโรคตายหมด ก็เสียไปเพียงแรงงานที่ไม่ต้องจ่ายเงิน กับเศษอาหารที่ไม่ได้มีค่าอะไรนัก ไม่ใช่ความสูญเสียที่ใหญ่โตนัก
………….