เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

293 - กองกำลังชาวบ้าน

293 - กองกำลังชาวบ้าน

293 - กองกำลังชาวบ้าน


293 - กองกำลังชาวบ้าน

"เมื่อยุงชุม ไข้ป่าก็จะตามมา กลิ่นเหม็นแค่ไหนก็ไม่สำคัญ ชีวิตคนสำคัญกว่า"

ทันทีที่คำว่าไข้ป่าหลุดออกจากปาก สีหน้าของกวนจี้และอาเหมยก็ซีดเผือดไปทันที

เพราะยุคนี้ ไข้ป่าไม่เหมือนในยุคหลังที่มียารักษา

ถ้าใครป่วยขึ้นมา ก็เหมือนก้าวเข้าไปอยู่หน้าประตูผีครึ่งหนึ่ง

โอกาสรอดและโอกาสตาย มีเท่ากันพอดี

คนที่ดวงแข็งก็รอด แต่ถ้าร่างกายอ่อนแอ ก็มักไม่รอดชีวิต

"พี่ใหญ่ หมายความว่า ยุงพวกนี้ทำให้เกิดไข้ป่าได้หรือ"

กวนจี้เบิกตากว้าง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ยุงเองไม่ได้ทำให้เกิดโรค แต่ทำให้โรคแพร่ไปสู่คนอื่นได้ เช่น ถ้าแถวนี้มีคนเป็นโรคอยู่ ยุงไปกัดเขา แล้วบินมากัดคนอื่นต่อ คนคนนั้นก็จะติดโรคเช่นกัน"

"แล้วก็แพร่ต่อกันไปไม่จบสิ้น ถ้าอยากให้โรคนี้หยุดแพร่ ก็ต้องลดจำนวนยุงให้ได้มากที่สุด"

เฟิงหยงพูดพลางช่วยพวกนางเก็บต้นอ้ายเฉ่าไปด้วย

"นายท่านนี่เก่งจริงๆ เรื่องแบบนี้ก็รู้"

อาเหมยมองเขาด้วยแววตาชื่นชมเต็มเปี่ยม

แต่กวนจี้กลับเหลือบมองอาเหมยแวบหนึ่งก่อนจะถามเสียงเรียบ "พี่ใหญ่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร หรือเป็นเพราะตำราแพทย์สองเล่มของอาเหมย?"

ตั้งแต่ขึ้นปีใหม่มา เฟิงหยงก็ให้กวนจี้ช่วยคัดลอกตำรา ทฤษฎีโรคและไข้ป่วย และตอนนี้ตำราก็ถูกคัดลงบนแผ่นไม้ไผ่เรียบร้อยแล้ว และถูกเก็บรักษาไว้ในห้องของเฟิงหยงอย่างดี

แต่ตำราแพทย์พวกนี้เนื้อหาซับซ้อน กวนจี้อ่านไม่เข้าใจ เฟิงหยงเองก็เช่นกัน ทำได้แค่รอข่าวจากหลี่อี๋อยู่ทุกวัน

เมื่อถูกถามอย่างนั้น เขาก็ตอบเลี่ยงๆ ไปว่า "อาจารย์ของข้าเคยพูดไว้เช่นนั้น…"

กวนจี้เห็นท่าทางที่เขาไม่อยากพูดมาก ก็เงียบไปชั่วครู่ ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนไปในใจอย่างตกตะลึง

"หรือว่าที่สำนักอาจารย์ของพี่ใหญ่ เคยใช้คนป่วยเป็นตัวทดลองเพื่อศึกษาหาความจริงกันแน่?"

ไม่อย่างนั้น เขาจะพูดออกมาได้อย่างมั่นใจขนาดนี้ได้อย่างไร

คิดได้ดังนั้น สายตาที่มองเฟิงหยงก็เปลี่ยนไป กลายเป็นซับซ้อนยิ่งนัก

ไม่รู้ว่าสำนักนั้นเป็นสถานที่เช่นไร ถึงได้มีคนที่เย็นชาราวกับหินผาเช่นนั้น

แต่พี่ใหญ่ของนาง ออกมาจากที่นั่นแล้วยังรักษาจิตใจที่เมตตาต่อผู้คนเอาไว้ได้ นับว่าน่าเคารพยิ่งนัก

หรือบางที นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่ใหญ่ถูกขับออกมาจากสำนักนั้นก็เป็นได้

เฟิงหยงไม่รู้เลยว่าการอธิบายเรื่องง่ายๆ ให้เข้าใจนี้ กลับทำให้กวนจี้คิดมากไปไกลนัก

ทางด้านใต้ ในเมืองผิงอี๋ของหนานจง

หวังผิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง มองผู้คนที่เดินเข้าออกประตูด้วยคิ้วที่ขมวดแน่น

ก่อนหน้านี้ ฮองเฮาได้เกณฑ์พวกผู้ลี้ภัยจากที่นี่ไปจำนวนมาก หลังจากนั้นไม่นาน ราชสำนักก็ตามมาในท่าทีแปลกประหลาด รับคนทั้งชาวฮั่นและชนเผ่าให้ไปทางเหนือทั้งหมด

บุตรชายของเขาเป็นผู้ช่วยดูแลการเกษตรในฮั่นจง หวังผิงจึงพอเดาได้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

ถึงแม้ตอนนี้จำนวนผู้ลี้ภัยในผิงอี๋จะเหลือเพียงน้อยนิด แต่การเข้าออกของผู้คนกลับไม่ได้ลดลงเลย

เพราะขณะที่ผู้ลี้ภัยเดินทางขึ้นเหนือ กลับมีคนจากทางเหนือลงมาที่นี่แทน

และคนเหล่านั้นไม่ได้มาแค่ทีละสองสามคน แต่เป็นกลุ่มใหญ่ บางกลุ่มมีสามสิบถึงสี่สิบคน บางกลุ่มถึงกับมีนับร้อย

ที่สำคัญ พวกเขาทุกคนล้วนพกอาวุธติดตัว

แม้จะไม่มีธนูหนักหรือหน้าไม้ที่ทางราชสำนักห้ามใช้ แต่แต่ละคนก็มีทั้งดาบและกระบี่ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน

ด้วยสายตาของคนที่ผ่านศึกมามากอย่างหวังผิง เขามองออกได้ทันทีว่า หลายคนในกลุ่มเหล่านี้เป็นคนที่เคยผ่านสนามรบ ฆ่าคน และเห็นเลือดมาแล้ว คนแบบนี้จะพบได้ก็แต่ในกองทหารของแม่ทัพผู้มีอำนาจเท่านั้น

ซึ่งส่วนใหญ่คงเป็นคนของแม่ทัพใหญ่ในจิ่งเฉิง

เมื่อครั้งที่หนานจงกำลังวุ่นวายอย่างที่สุด แค่ยืนอยู่บนประตูเมืองผิงอี๋ ก็สามารถมองเห็นกองกำลังกบฏอยู่ไม่ไกลนัก

แต่ตอนนี้ หากไม่ใช่เพราะทหารของเมืองที่ยังคงลาดตระเวนอยู่ในเมือง และบรรยากาศเงียบขรึมที่ยังคงกดดันอยู่ทั่วไป คงไม่มีใครเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นสมรภูมิ

แม้แต่กลุ่มคนที่เดินทางมาจากทางเหนือ พวกเขาไม่เคยหยุดอยู่ที่เมืองผิงอี๋นานเกินสองสามวัน หลังจากพักและเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว ก็จะรีบเดินทางต่อไปทางใต้ทันที

แล้วในตอนนี้ กลุ่มคนอีกกลุ่มที่มีจำนวนมากกว่าเดิมกำลังเดินทางมาจากนอกเมือง มองดูเผินๆ คงไม่ต่ำกว่าสามร้อยคน

"หน่วยสอดแนมอยู่ไหน รีบออกไปดูว่าพวกนั้นเป็นใคร!"

หวังผิงที่ยืนสูงมองไกลได้มากกว่าคนอื่น รีบออกคำสั่งทันที

"ให้ทหารเฝ้าประตูเตรียมพร้อม ฟังคำสั่งข้า เมื่อใดที่สั่งก็ปิดประตูเมืองทันที"

ตอนนี้แม่ทัพหลี่กำลังนำทัพกวาดล้างลงใต้ กดดันให้กบฏถอยร่นไปทางใต้ หากกองทัพกบฏกล้าปรากฏตัวต่อหน้าเมืองเช่นนี้ มีเพียงความเป็นไปได้เดียว ... กองทัพของแม่ทัพหลี่พ่ายยับเยิน และไม่มีใครหนีรอดออกมาส่งข่าว แต่เรื่องนี้แทบเป็นไปไม่ได้

ดังนั้นแม้หวังผิงจะเห็นท่าทีผิดปกติ แต่ก็ยังไม่ถึงกับวิตก เพียงสั่งให้เตรียมพร้อมไว้ก่อน

ทหารม้าสอดแนมสามนายควบม้าออกจากเมืองไป และแยกกันวิ่งไปคนละทิศ

ผ่านไปครู่หนึ่ง ทหารสอดแนมกลับเข้ามาโดยปลอดภัย และฝูงชนกลุ่มนั้นก็หยุดอยู่ห่างจากประตูเมืองเป็นระยะยิงธนูไกลๆ ก่อนจะมีคนไม่กี่คนเดินแยกออกจากกลุ่มตรงมายังประตูเมือง

"เรียนแม่ทัพ ผู้มาเยือนบอกว่าเป็นคนของแม่ทัพมี่ บอกว่าเคยพบกับท่านแม่ทัพมาก่อน ตอนนี้กำลังจะกลับไปยังจิ่งเฉิง หัวหน้ากลุ่มกำลังรออยู่ที่ประตูเมือง ขอรอรับคำสั่งท่านแม่ทัพ"

ในแผ่นดินฮั่น หากพูดถึงแม่ทัพแซ่มี่ ก็มีเพียงหนึ่งเดียว

นั่นคือ มี่เว่ย ทายาทของแม่ทัพอานฮั่นผู้ล่วงลับ มี่จู(บิต๊ก)

หวังผิงอุทาน "อืม" อย่างประหลาดใจ "ที่แท้ก็พวกเขานี่เอง พาเขาขึ้นมา"

"ข้าน้อยมี่สืออี(สิบเอ็ดแซ่มี่) ขอคารวะแม่ทัพ คราวก่อนข้าน้อยได้มาพบพานมาแล้ว วันนี้ได้พบท่านอีกครั้ง ท่านแม่ทัพยังคงสง่างามดั่งเดิม"

บุรุษวัยราวสามสิบปลายๆ หน้าตาสง่างาม สุภาพเรียบร้อย ไม่พกอาวุธขึ้นมา พอได้พบก็รีบโค้งคำนับด้วยมารยาทงดงาม

"ไม่ต้องมากพิธี ข้าจำได้ว่าคราวก่อนพวกเจ้ามีคนน้อยกว่านี้มาก เหตุใดตอนนี้ถึงมีคนมากขึ้น?"

มี่สืออียิ้มบางๆ "ไม่ปิดบังท่านแม่ทัพ การเดินทางลงใต้ครานี้ได้ผลเล็กน้อย จึงทำให้มีคนมากขึ้น"

"ได้ผล?!"

หวังผิงเบิกตากว้าง "พวกเจ้าจับกบฏได้หรือไม่?"

"จับได้อยู่บ้าง ราวๆ สองร้อยชีวิต กำลังจะส่งไปยังฮั่นจง"

แม้จะยิ้มอย่างสงบ แต่แววตามี่สืออีก็ไม่อาจปิดบังความพึงพอใจได้

คนจากทางเหนือที่พกดาบลงใต้ ย่อมไม่ใช่เพื่อการเดินเล่น

คนเหล่านี้มีสถานะชัดเจน ... แต่ละคนต่างถือเอกสารยืนยันตัวจาก "กองกำลังชาวบ้าน"

หน้าที่ของหวังผิงในผิงอี๋ทุกวันนี้ ก็คือการตรวจสอบคนเหล่านี้ทีละกลุ่ม

หากมีเอกสารรับรอง ก็ถือว่าเป็นคนที่ราชสำนักรับรองแล้ว เป็นพวกที่ไว้ใจได้

หากไม่มี…ก็ต้องถือว่าเป็นพวกที่ไม่หวังดี เป็นพวกเดียวกับกบฏ

เพียงแต่จนถึงตอนนี้ หวังผิงยังไม่เคยจับใครที่รวมกลุ่มลงใต้อย่างลับๆ ได้เลย

ส่วนพวกที่เป็นกองกำลังชาวบ้าน หากพวกเขาจับได้ว่าเป็นกบฏ หรือแม้แต่ญาติพี่น้องของกบฏ ก็ไม่ใช่เรื่องที่หวังผิงต้องใส่ใจ เพราะดินแดนกบฏทางใต้ตอนนี้ไม่มี "คนดี" เหลืออยู่อีกแล้ว

คนดีถูกฆ่าหรือหนีหมดแล้ว

คนที่เหลืออยู่ หากจับได้สิบคน เก้าคนล้วนสมควรตาย อีกคนที่เหลือ ต่อให้ถูกฆ่าอีกสองครั้งก็ยังไม่พอชดใช้บาปกรรม

………….

จบบทที่ 293 - กองกำลังชาวบ้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว